ชี้ช่องธุรกิจความงามไทยลุยตลาดจีน

SME Go Inter
19/12/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 1208 คน
ชี้ช่องธุรกิจความงามไทยลุยตลาดจีน
banner

เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ความงามหรือเครื่องสำอาง หลายคนคงนึกถึงแบรนด์ยุโรป แบรนด์ญี่ปุ่น หรือแบรนด์เกาหลี แต่แท้จริงแล้วแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามของไทยก็เรียกได้ว่าไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะในหมู่ชาวจีน เพราะเมื่อพูดถึงของฝากที่กำลังมาแรง และกลายเป็นอีกหนึ่งของฝากที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมซื้อกันมากอย่างล้นหลามก็คงไม่พ้น “สินค้าเพื่อความงาม” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ไปถึงผลิตภัณฑ์สปา

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


โดยจากการค้นหาคอลัมน์และเว็บบอร์ดท่องเที่ยวไทย พบว่าแบรนด์สินค้าเพื่อความงามของไทยที่คนจีนแนะนำว่าควรซื้อติดมือเป็นของฝาก ได้แก่ มิสทีน (Mistine) สเนลไวท์ (Snail White) บิวตี้ บุฟเฟต์ (Beauty Buffet) คิวท์เพรส (Cute Press) แอนเจอรี่ (ANJERI) และเรย์ (RAY) และจากความนิยมดังกล่าว ทําให้ทั้งแบรนด์สินค้าเพื่อความงามของไทยทยอยบุกตลาดจีนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคจีนไม่น้อย

หากมองเข้าไปในตลาดเครื่องสำอางในจีน ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ตลาดเครื่องสำอางในจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ยอดขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในจีนมีมูลค่าถึง 186,700 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.3% และยอดขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแต่งหน้ามีมูลค่า 34,400 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 21.3% โดยชาวจีนนิยมซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ของต่างประเทศมากขึ้น

ในขณะเดียวกันข้อมูลจากกรมสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า มูลค่าขายปลีกผลิตภัณฑ์ความงามในปี 2561 มีมูลค่าถึง 261,900 ล้านหยวน โดยตลาดความงามในจีนนั้นได้มีการเจริญเติบโตขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในจีนมีขนาดใหญ่มาก พร้อมขยายตัวขึ้นต่อเนื่องตามสภาวะเศรษฐกิจทำให้เป็นโอกาสของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากต่างประเทศที่จะเจาะเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น รวมถึงสินค้าจากผู้ประกอบการไทยด้วย

 

ปราการความงาม ก่อนข้ามไปตลาดจีน

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าประเภทเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสู่จีนจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบที่ได้มาตรฐานตามที่หน่วยงานจีนกำหนด โดยจะต้องได้รับใบอนุญาต CFDA (China Food and Drug Administration) ก่อน ซึ่งใช้เวลาตามกระบวนการอย่างน้อย 6 เดือน จนถึง 3 ปี และผู้ประกอบการจะดำเนินการด้วยตนเองหรือใช้บริการผ่านบริษัทนำเข้า-ส่งออกก็ได้ โดยต้องจัดเตรียมเอกสาร ได้แก่

1. ใบแสดงการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (Certificate of Inspection and Quarantine of Inbound Goods)

2. ใบอนุญาตนำสินค้าเข้า (Import License) ซึ่งในปัจจุบันสามารถยื่นคำร้องออนไลน์กับ CFDA โดยตรงได้ที่ www.sfda.gov.cn/WS01/CL0504/32374.html (สำหรับเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ) และที่ www.sfda.gov.cn/WS01/CL0504/32373.html (สำหรับเครื่องสำอางทั่วไป) และจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 20 วัน พร้อมทั้งนำส่งตัวอย่างสินค้าเพื่อดำเนินการ Sample Test

3. ใบอนุญาตอื่นๆ ประกอบการยื่นขอนำเข้าสินค้า อาทิ ใบรับรองแหล่งผลิต (Certificate of Producing Place) ใบรับรองสุขอนามัย (Certificate of Hygiene) ใบขนส่งสินค้า สัญญาระหว่างบริษัทนำเข้า-ส่งออก และใบรับรองการจดทะเบียนนำเข้ายา (Import Drug Registration Certificate) ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของยา

4. ชื่อคำแปลผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้า พร้อมทั้งรายละเอียดของส่วนผสม น้ำหนัก (หน่วยสากล) วันผลิต วันหมดอายุ วิธีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ และชื่อและที่อยู่บริษัทที่นำเข้าหรือจัดจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในประเทศจีนโดยข้อมูลทั้งหมดต้องเป็นภาษาจีน


บุกตลาดความงามด้วยออนไลน์

ช่องทางออนไลน์ถือเป็นช่องทางที่สำคัญในการตีตลาดจีน เพราะปัจจุบันนี้ผู้บริโภคชาวจีนนิยมซื้อเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสะดวกและประหยัดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นทิศทางการซื้อขายออนไลน์ในจีนยังขยายตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2551 จีนมีมูลค่าการซื้อขายทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์รวม 3.14 ล้านล้านหยวน และทยอยขยายตัวขึ้นในแต่ละปีจนถึงปี 2561 มีมูลค่ารวมสูงถึง 31.63 ล้านล้านหยวน ซึ่งขยายตัวถึง 10 เท่าในช่วงระยะเวลา 10 ปี ทำให้จีนได้ครองแชมป์การเป็นตลาดซื้อขายปลีกผ่านระบบออนไลน์ใหญ่ที่สุดในโลก

จากตัวเลขสถิติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคในจีนที่ได้ก้าวสู่ “ยุคออนไลน์” อย่างเต็มตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้เครือข่ายออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญเพื่อขยายธุรกิจในจีน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ไม่ยาก และใช้งบประมาณไม่สูง จึงทำให้ทั้งมิสทีนและสเนลไวท์เล็งเห็นเครือข่ายออนไลน์เป็นช่องทางแรกสำหรับทำตลาดในจีน

โดยพบว่าทั้งสองแบรนด์ไทยได้ ขยายธุรกิจสู่ตลาดจีนโดยเริ่มต้นจากช่องทางออนไลน์ก่อนที่จะตั้งหน้าร้านจริงขึ้น ซึ่งช่องทางออนไลน์ที่สำคัญ อาทิ (1) Tmall JD.com (2) VIP.com (3) Jumei.com พร้อมกับการทําการตลาดผ่าน Social Network ต่าง ๆ ได้แก่ (1) Kuaishou (2) Huoshan (3) Douyin (Tik Tok) และ (4) Little Red Book

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 2-3 ปี ที่มิสทีนเข้าทำตลาดในจีนอย่างจริงจัง ทำให้ยอดขายในปี 2562 สูงถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% ของยอดขายมาจากการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมิสทีนสามารถทำยอดขายติดอันดับแบรนด์เครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 7 บน TMALL เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สินค้าเครื่องแต่งหน้าของมิสทีนก็มียอดขายเป็นอันดับ 1 แซงหน้าแบรนด์อินเตอร์หลายแบรนด์ในบางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ของจีนอีกด้วย จนในที่สุดมิสทีนได้เปิดร้านสาขาแรกของจีนที่ Super Brand Mall ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าสัญชาติไทยในเซี่ยงไฮ้ไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2561


ทั้งนี้ การใช้ Key Opinion Leader (KOL) หรือการใช้บุคคลที่มีอิทธิพลในแต่ละสาขาบน social media เพื่อสื่อสารข้อมูล และเพิ่มยอดขายสินค้า ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมาย บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เน็ตไอดอล ชื่อ หลี่ เจียฉี (Li Jiaqi) หรือที่รู้จักกันดีในนาม Lipstick Brother ซึ่งเป็นผู้ขายอันดับ 1 ของลิปสติกออนไลน์ ได้ทำการรีวิวลิปสติกแบรนด์ต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น Douyin หรือ Tik Tok ทุบสถิติขายลิปสติกได้ 15,000 แท่งภายใน 5 นาที โดยแบรนด์ที่มียอดขายถล่มทลายในจีนเพราะเน็ตไอดอลผู้นี้ ได้แก่ (1) MAC (2) YSL (3) Charlotte Tilbury (3) Chanel และ (4) ELLISFAAS

ปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนไม่เพียงแต่เป็นโรงงานผลิตสินค้าสำคัญของโลกด้วยตลาดบริโภคที่มีขนาดใหญ่กว่า 1,300 ล้านคน เท่านั้น แต่คนจีนยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่มีกำลังซื้อมหาศาลอีกด้วย ตลาดจีนจึงเป็นที่หมายปองของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศในทุก ๆ วงการธุรกิจ รวมทั้งตลาดความงามด้วยเช่นกัน อีกทั้งผู้บริโภคชาวจีนยังนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่มไวเทนนิ่ง เพื่อช่วยให้ผิวขาวไม่แตกต่างจากคนไทยมากนัก

ประกอบกับความชื่นชอบสินค้าที่มาจากประเทศไทย เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเมืองไทยปีละกว่า 8 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจากสินค้าไทยนั้นมีราคาที่ไม่สูงและคุณภาพดี จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพและความงามไทยที่จะขยายตลาดเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดจีน ทั้งนี้หากผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าสู่ตลาดจีน ควรศึกษาใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเจาะตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) และสร้างความต้องการสินค้าไทยได้เพิ่มขึ้น

 

อ้างอิง : https://www.komchadluek.net/news/economic/367280

           : https://www.thumbsup.in.th/china-cosmetic-baidu

           : http://m.th.wzcepc-elec.com/news/distributor-23878974.html

           : https://www.at-z.co.th/content/16678/thaibrandstochina

           : กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

 

ลุย "อี-คอมเมิร์ซจีน" เอสเอ็มอีก็ทำได้ 

Market Insight อีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศในเอเชีย


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
230270 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
81286 | 12/06/2019
พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย SME Go Inter

พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

นับเป็นเวลาหลายปีที่มีการพูดถึงกระแสเหล็กจีนไหลบ่าเข้ามาในตลาดอาเซียน แต่ดูปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นอีกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่ง...
34834 | 21/01/2020
banner