เมื่อ 12 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาได้มีพิธีลงนามความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างจีน-กัมพูชา
เกิดขึ้นที่กรุงพนมเปญ โดยมีหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐของจีน และนายกรัฐมนตรีฮุน
เซน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
ความตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่จีนและกัมพูชาเพิ่งเริ่มต้นการเจรจาทำความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้เมื่อปีที่แล้ว และถือเป็นความตกลงแบบทวิภาคีฉบับแรกของกัมพูชา ซึ่งเป็นการดำเนินการที่สอดรับกับนโยบาลรัฐบาลกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปนโยบายทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดการจ้างงาน
ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme
การจัดทำความตกลงได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุมทั้งภาคการค้า
การท่องเที่ยว และการเกษตรขนาดนี้
สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ
และเป็นหลักหมุดสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์กัมพูชา-จีน
และที่สำคัญความตกลงฉบับนี้น่าจะช่วยส่งเสริมการส่งออกของกัมพูชา
หลังจากที่โดนสหภาพยุโรป (อียู) ระงับสิทธิพิเศษทางการค้า (Everything
But Arms : EBA) ไปเมื่อปีก่อน
จากความวิตกเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา
ส่งผลให้สินค้าสำคัญของทางกัมพูชาทั้งสิ่งทอและรองเท้าที่จะส่งออกไปอียู ต้องกลับไปเสียภาษีในอัตราปกติ
ทั้งนี้ หลังจากลงนามความตกลงแล้วทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายให้มีผลใช้บังคับภายในปี 2563
ตามข้อมูลนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (2563) ระบุว่า
เบื้องต้นคาดว่าความตกลงเอฟทีเอกัมพูชา-จีน จะครอบคลุมสินค้าเกือบ 20,000 รายการ โดยแบ่งเป็นสินค้าที่จีนส่งออกไปกัมพูชากว่า 9,500 รายการ และสินค้าจากกัมพูชาส่งออกไปจีนกว่า 10,000
รายการ
สำหรับการลดภาษีสินค้านั้น
จีนตกลงจะยกเว้นภาษีนำเข้าทันทีให้กับสินค้าเกษตรจากกัมพูชาประมาณ 95% จากจำนวนสินค้า 340 รายการ อาทิ พริกไทย พริกแห้ง
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กระเทียม น้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง และผลิตภัณฑ์อาหารทะเล
เช่น หอยแมลงภู่ ปู ปลา ผัก ผลไม้ ส่วนสินค้าที่ยังเหลืออีก 5% จะได้รับการยกเว้นใน 10 ปี หรือประมาณ ปี 2573
แน่นอนว่าหลังจากทั้งสองประเทศลดภาษีระหว่างกัน
ย่อมจะช่วยผลักดันการค้าให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากในปี 2562 ที่การค้าระหว่างกัมพูชา-จีน มีมูลค่า 9,420
ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.3% จาก 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2561
แต่ไม่ใช่เพียงจะเกิดผลในด้านการค้าเท่านั้น
ความตกลงฉบับนี้ยังครอบคลุมด้านการลงทุน ซึ่งอาจทำให้
“นักลงทุนจีนหันเหการลงทุนไปสู่กัมพูชา”
เพื่อผลิตและส่งออกสินค้ากลับไปยังประเทศจีน โดยอาศัยสิทธิประโยชน์จากความตกลง
เท่ากับว่าความตกลงฉบับนี้เป็นการสร้าง "แต้มต่อ"
ด้านการค้าและการลงทุนให้กัมพูชา
อย่างไรก็ตาม
อีกด้านหนึ่งความตกลงนี้อาจจะเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยได้เช่นเดียวกัน
ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา วิเคราะห์ว่า
ในอนาคตกัมพูชาจะเน้นการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกให้ได้ปริมาณมากขึ้น
ซึ่งปัจจุบันการลงทุนในด้านการผลิตและแปรรูปสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในประเทศยังมีไม่มากพอ
จึงยังเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง
ถือเป็นโอกาสของไทยในการปักหมุดการลงทุนในกัมพูชา เพื่อขยายฐานการผลิตสินค้า
โดยการขยายธุรกิจเข้าไปไม่ว่าจะในรูปแบบของการร่วมทุนหรือการเป็นบริษัทที่ปรึกษา เป็นต้น หรือไปลงทุนผลิต อาศัยแรงงานกัมพูชาที่ยังมีต้นทุนค่าแรงงานไม่สูงมากนัก เพื่อส่งออกไปจีนโดยใช้การลดภาษีตามเอฟทีเอ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรแปรรูป ซึ่งไม่เพียงจะอาศัยทรัพยากรจากกัมพูชา แต่ไทยยังจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้กับกัมพูชา ถือเป็นการพัฒนาคู่ซึ่งกันและกันด้วย