Organic Food เกษตรอินทรีย์ ความท้าทายภาคเกษตรไทย

SME Startup
12/06/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 52352 คน
Organic Food เกษตรอินทรีย์ ความท้าทายภาคเกษตรไทย
banner

สหภาพยุโรป(อียู)ถือเป็นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขนาดใหญ่  ประชาชนนิยมบริโภคอาหารปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ ส่งผลทำให้มูลค่าทางด้านตลาดกว่า 30.7 ล้านล้านยูโร หรือกว่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัว 12% ต่อปีและมีแนวโน้มเติบโตไม่หยุด นี่คือโอกาสทองของประเทศไทยที่จะส่งออกสินค้าปลอดสารพิษไปแย่งส่วนแบ่งตลาดโลก โดย "อียู" มีส่วนแบ่งตลาด 40% เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนแบ่ง 50%

ปัจจุบันเกษตรกรไทยบางส่วนได้หันมาทำการเกษตรแบบ ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ” มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกพืชปลอดสารพิษเฉลี่ยอยู่ที่  3,125,000  ไร่ต่อปี โดยในปี 2559 องค์กร “International Federation of Organic Agriculture Movements” (IFOAM) ได้รวบรวมข้อมูลระบุว่า มีพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ในประเทศสมาชิกอียู รวมทั้งสิ้น  84,375,000 ไร่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ Organic Food ในอียู

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลค์ Facebook bangkokbanksme 


เกษตรกรทำอย่างไรเข้าเจาะตลาดอียู

การที่จะเจาะตลาดกลุ่มอียูได้สำหรับภาคเอกชนมีช่องทางการส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์มาอียูมี 2 ช่องทางหลัก คือ การติดต่อหาบริษัทนำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายของประเทศนั้นๆ โดยสามารถติดต่อไปที่สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งอยู่ในแต่ละประเทศเป้าหมายเพื่อขอรับรายชื่อบริษัทผู้นำเข้า

ขณะที่อีกช่องทาง คือ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ Organic Food ต่างๆ เช่น งาน Biofach ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในโลก โดยจะจัดในช่วงเดือน ก.พ. ของทุกปี ที่เมืองเนิร์นแบร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งการเข้าร่วมงานเหล่านี้จะเป็นโอกาสในการนำเสนอสินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เจรจากับผู้นำเข้า/ผู้บริโภคจากทั่วโลกโดยตรง รวมถึงโอกาสในการสำรวจสินค้าของคู่แข่งและติดตามเทรนด์ของตลาดเกษตรอินทรีย์ระดับโลกอีกด้วย

ความท้าทายใหม่เกษตรอินทรีย์ไทย

เวลานี้เทรนด์บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ Organic Food ในยุโรปเวลามาแรง และมีแนวโน้มที่จะได้รับส่วนแบ่งของตลาดเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามอียูได้ออกกฎระเบียบฉบับใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มีความยั่งยืน มีความเท่าเทียมกันในด้านการแข่งขันมากยิ่งขึ้น โดยสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม จะต้องมีมาตรฐานเทียบเท่ากับสินค้าที่ผลิตในอียูเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในอียู

ดังนั้นเกษตรกรไทยที่สนใจและมีความพร้อมส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ต้องขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอียู ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวและเป็นการรับประกันคุณภาพของสินค้าไทยว่า ได้มาตรฐานสากล เนื่องจากมาตรฐานของอียูสามารถกล่าวได้ว่าเป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดในโลก

น.ส.ณัชชรีย์ นุธรรม ผู้จัดการโรงเรียนชาวนาพุทธศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย  ภายใต้การดำเนินของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี  กล่าวว่า ชาวนาไทยหากมุ่งมั่นทำเกษตรอินทร์อย่างจริงจังโอกาศยกฐานะเป็นเศรษฐีได้อย่างแน่นอนเพราะการทำเกษตรปลอดสารพิษไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเพราะสามารถใช้วัตถุดิบตามท้องไร่ท้องนานำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ทำการเกษตรได้โดยไม่จำเป็นต้องไปพึงพาปุ๋ยเคมี

“ชาวนายุคก่อนหรือยุคปัจจุบันยิ่งทำนายิ่งจนเพราะล้วนแต่ทำนาใช้สารเคมี รายได้ทั้งหมดตกอยู่กับนายทุน หากเปลี่ยนวิธีคิดทำนาทำเกษตรแนวใหม่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีโอกาสอยู่รอดมีอย่างแน่นอน ที่สำคัญทำเกษตรอินทร์ส่งผลดีต่อสุขภาพ ร่ำรวยทั้งจิตใจและร่างกาย ตรงข้ามกับทำเกษตรที่เน้นใช้สารเคมี มีแต่จนกับจน แถมยังเจ็บป่วยจากสารพิษเคมี หากไม่เชื่อไปดูที่โรงพยาบาลตามต่างจังหวัดทั่วประเทศชาวนาล้มป่วยล้นโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสารพิษเคมี

สอดคล้องกับความคิดเห็นของนายณรงค์ กุลจันทร์ ตัวแทนชาวนาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)จ.มหาสารคาม ให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีพทำนาของชาวไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันว่าทางรอดชาวนาไทยในยุคนี้ต้องหันมาทำเกษตรอินทรีย์ลดต้นทุนการผลิต หากยังเกษตรอิงกับสารเคมีก็ยังตกเป็นทาสนายทุนไม่จบไม่สิ้น การทำเกษตรอินทรีย์ ในช่วงแรกต้องทำใจเพราะผลผลิตยังให้ไม่เต็มที่ แต่อีก 2-3 ปีจะให้ผลผลิตงอกงามเพราะสภาพดินของท้องนาเริ่มปรับตัวหลังจากใช้สารเคมีมานับสิบๆปี

เช่นเดียวกับมุมมองของนายมนตรี บุญจรัส กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยกรีน อะโกร(ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ) ยืนยันว่า เป็นไปอย่างแน่นอนที่เกษตรกรไทยร่ำรวยเพราะปัจจุบันนี้ตลาดทั่วโลกหันมานิยมรับประทานอาหารออร์แกนิก หากเกษตรกรไทยปรับตัวหันมาทำเกษตรอินทรีย์โอกาสอยู่รอดมีสูงเพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการทำเกษตรด้วยเคมี จากการลงพื้นที่และสัมผัสเกษตรกรไทยทุกวันนี้เริ่มให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ลงทุนน้อยได้กำไรงาม

“ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยมุ่งเน้นใช้สารเคมีเป็นหลักเพราะต้องการขายสินค้าให้ได้จำนวนมาก ส่วนใหญ่หวังว่าทำเกษตรเคมีแล้วจะร่ำรวย ลืมตาอ้าปากได้ แต่ตรงข้ามกลับติดหนี้สินนายทุนพะรุงพะรัง ทางรอดของเกษตรกรไทยต้องหันไปทำเกษตรอินทรีย์ Organic Food ผลตอบแทนช้าแต่ยั่งยืน”นายมนตรี กล่าว


ปี 2562 เกษตรไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด เพื่อทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมกับความภาคภูมิใจในอาชีพของเกษตรกร ที่ไม่ใช่อยู่ในสภาพ “หลังสู้ฟ้าหน้า สู้ดิน” เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัวเหมือนบรรพบุรุษที่ผ่านมา


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

Organic Food เกษตรอินทรีย์ ความท้าทายภาคเกษตรไทย SME Startup

Organic Food เกษตรอินทรีย์ ความท้าทายภาคเกษตรไทย

สหภาพยุโรป(อียู)ถือเป็นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขนาดใหญ่  ประชาชนนิยมบริโภคอาหารปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพ ส่งผลทำให้มูลค่าทางด้านตลาดกว่า 30.7 ล้านล้า...
52352 | 12/06/2019
‘นวัตกรรม’ ขับเครื่องธุรกิจสตาร์ทอัพยุค 4IR SME Startup

‘นวัตกรรม’ ขับเครื่องธุรกิจสตาร์ทอัพยุค 4IR

การทำธุรกิจยุค 4IR หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ธุรกิจที่มีความคล่องตัวปรับตัวได้เร็วก็มีสิทธิ์ล้มยักษ์ได้ จะเห็นว่าผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่รายหล...
15372 | 01/07/2019
จากโดมปลูกผักของ JD ถึงนวัตกรรม“ข้าวทางเลือก” SME Startup

จากโดมปลูกผักของ JD ถึงนวัตกรรม“ข้าวทางเลือก”

หลายคนคงจะพอได้ยินชื่อ JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในจีน เมื่อเร็วๆนี้ได้แตกไลน์ธุรกิจ โดยร่วมมือกับ Mitsubishi C...
7240 | 17/07/2019
banner
banner