แนวคิดทายาทธุรกิจ จากต้นกล้าสู่เฟอร์นิเจอร์ 'โรงเลื่อยจักรท่าเสา' นวัตกรรมโรงไม้ครบวงจร
โอกาส และการจับจังหวะที่ใช่ ในเวลาและสถานที่ที่ถูกต้องเหมาะสม ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริหารธุรกิจก้าวสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อเป็นรูปแบบของธุรกิจครอบครัว (Family Business) ที่สมาชิกมีความพร้อมที่จะสืบทอดกิจการ สานต่อและพัฒนาให้ธุรกิจเติบโตตามแนวทางที่รุ่นบุกเบิกปูทางไว้
เมื่อวิสัยทัศน์ที่รุ่นหนึ่งส่งต่อสู่ทายาทรุ่นถัดมา นำมาสู่การขยายไปพร้อมปรับใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ครบโซลูชั่นการค้าและบริการ และไม่ลืมที่จะคำนึงถึงการทำธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ควบคู่ไปด้วย จนมาถึง ‘ทายาทรุ่นสาม’ ที่มี คุณณัชพล สว่างเดชารักษ์ ผู้จัดการโรงเลื่อยจักรท่าเสา ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้สานต่อทั้งในแง่การบริหารกิจการและ Vision ที่มาจากคุณตาและคุณพ่อ ทำให้ตอบโจทย์การทำธุรกิจในทุกมิติและได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

จุดเริ่มต้นธุรกิจ ‘โรงเลื่อยจักรท่าเสา’
คุณณัชพล เริ่มต้นถ่ายทอดเรื่องราวการทำธุรกิจครอบครัว ให้ฟังว่า ธุรกิจตั้งอยู่ใน จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่กำเนิดป่าไม้สัก ที่ได้รับอนุญาตการทำสัมปทานป่าไม้ของจังหวัดอุตรดิตถ์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ทำให้มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ จึงเริ่มต้นธุรกิจก่อตั้งโรงเลื่อยไม้ ในปีพ.ศ.2522
“..TS-TEAK เริ่มตั้งแต่รุ่นคุณตา เราเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ขายสินค้าพรีเมียม จึงมีความตั้งใจจะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าด้วยการส่งมอบคุณค่าจากไม้สัก คีย์หลัก คือ ‘คุณค่า’ ที่เราจะนำเสนอให้ลูกค้าแบ่งเป็น 6 หมวดหลัก ๆ คือ
1. กรีน (Green) ไม้ และสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
2. เรื่องคุณสมบัติของไม้สัก
3. งานดีไซน์ที่มีทีมนักออกแบบ พัฒนาทั้งรูปแบบการผลิตและการใช้งานที่บ้าน
4. เรามีโรงงานของตัวเองจึงควบคุมเรื่องงานโปรดักชั่นได้ดี
5. มีบริการติดตั้งให้ลูกค้า
และ 6. มีบริการต่าง ๆ ครบทุกโซลูชั่น

‘Green Product’ จากโรงเลื่อยสู่โรงงานอุตสาหกรรมไม้สักครบวงจร
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ กรมที่ดินจะมีข้อกำหนดว่าถ้าตัดแล้วต้องปลูกกลับคืนด้วย ช่วงแรกเราใช้วิธียิงเมล็ดเข้าไปในพื้นที่ พอทำไปเรื่อย ๆ ไม้ที่ได้ขนาดจะถูกส่งไปขายให้ลูกค้า ขณะที่ไม้ขนาดเล็กที่ไม่ได้ขนาดจะทิ้งไว้ เพราะขายไปก็ไม่คุ้มค่า ไม่มีคนรับซื้อ คุณตาจึงเกิดไอเดียในการสร้างโรงเลื่อยไม้เพื่อแปรรูปไม้ของตัวเอง เริ่มจากการเอาไม้ซุงไปผลิตเป็นไม้แผ่นก่อน และเนื่องจากไม้ที่นำมาแปรรูปเป็นส่วนที่เหลือทิ้ง จึงไม่มีต้นทุน เริ่มมีการเอาไม้ที่เหลือมาทำเป็นประโยชน์
ในปี 2545 บริษัทขยายธุรกิจจากโรงเลื่อยที่ผลิตแต่ไม้สักแปรรูปเป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์ครบวงจร เริ่มต้นด้วยการปรับปรุงระบบการผลิตให้มีมาตรฐานและคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมขยายกำลังในการผลิต และใช้ระบบเทคโนโลยีสี UV Coating เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อทำไปสักระยะ มีโรงเลื่อยที่แปรรูปไม้ได้หลากหลายมากขึ้น

‘ป่าปลูก’ ธุรกิจค้าไม้สัก ‘ปลูกใหม่’ เพื่อความยั่งยืน (Sustainability)
....เชื่อว่ามีบางคนที่เกิดคำถามว่าเป้าหมายของ TS-TEAK คือการดำเนินธุรกิจสีเขียว (Green Business) ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและบริหารทุกทรัพยากรให้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า แต่ต้องตัดต้นไม้เพื่อจำหน่ายจะเป็นการรักษ์โลกหรือไม่? คือ สิ่งที่หลายคนคิดหากมองโมเดลธุรกิจการขายไม้สักในรูปแบบอุตสาหกรรม ซึ่งคุณณัชพล ให้คำตอบเรื่องนี้ว่า
“...ช่วงปี 2540 ได้มีคำสั่งให้ปิดป่า เราเจออุปสรรคเรื่องการหาไม้ที่ทำได้ยากขึ้น แต่โชคดีที่เรายังมีสต๊อกไม้สำหรับผลิตได้อีก 4-5 ปี แต่หลังจากนั้นจะหมด จึงเริ่มคิดเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.ปลูกขึ้นเอง 2. เอาไม้ท่อนที่ขายไม่ได้ไปแปรรูป จึงเริ่มมีส่วนต่อขยายจากโรงเลื่อย มาเป็นในรูปแบบของไม้สำเร็จรูป เป็นเฟอร์นิเจอร์, ประตู, ไม้พื้น ช่วงแรก ๆ เน้นการทำบ้านทั้งหลัง
5-7 ปีที่ผ่านมา ที่เริ่มมีวัสดุทดแทนไม้เข้ามามากขึ้น การทำป่าปลูกที่ปลูกทดแทนต้นไม้ที่ตัดจะน้อยลง เราใช้คำว่า ‘ป่าปลูก’ เราได้รางวัล Green Product แม้ว่าเราจะตัดต้นไม้ แต่เราจะปลูกทดแทนเข้าไปดูแล ริดใบ ใส่ปุ๋ยแค่ปีละไม่กี่วัน นอกนั้นเราให้เขาเติบโตตามธรรมชาติ
ปัจจุบันการใช้ไม้จะเน้นโชว์ความใหญ่ ไม่มีตาไม้ และด้วยความที่เรามีพื้นที่ของตัวเอง จึงชวนผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาร่วมกันว่าจะทำอย่างไรในการปลูกไม้สักให้เหมาะกับการทำอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงได้แนวคิดว่าน่าจะเปลี่ยนจากการปลูก 2x2 เป็นการปลูกไร่ละ 4x4 คือปลูกให้ห่างกันมากขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ในการเติบโตของต้นสัก

เปลี่ยนไม้สักแปรรูปจากป่า เป็น ผลิตภัณฑ์ไม้สักทำสีสำเร็จ
ในปี 2550 ทีมออกแบบของ TS-TEAK ได้มีโอกาสร่วมงานกับวิศวกรจากประเทศเยอรมนีที่มีประสบการณ์ เพื่อพัฒนากระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปให้เป็นไปตามมาตรฐานยุโรป ทำให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์การใช้สอยในทุกส่วนของบ้าน
“... เป็นอีกช่วงหนึ่งที่เราได้โอกาสดี ๆ เข้ามาคือได้ร่วมงานกับวิศวกรชาวเยอรมันที่ทำธุรกิจงานไม้อยู่ที่สมุย เขาเห็นว่าเรามีโรงงานไม้ที่ทำไม้แปรรูป และเห็นศักยภาพของโรงงานที่ทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงนำเอาแบบที่เป็นยูโรเปียนดีไซน์ เข้ามาสอนงานให้เราผลิต ตอบโจทย์กลุ่มโรงแรมที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว จากจุดนั้นก็มีการพัฒนาต่อเรื่อย ๆ เริ่มทำเป็นผลิตภัณฑ์ไม้สักสีสำเร็จมากขึ้น”

หัวใจสำคัญของงานไม้ คือ Design & Innovation
ในมุมมองของผู้ใช้งาน มองว่าไม้สักเป็นก้อนเล็ก ๆ ในตลาด สมัยที่เริ่มเข้ามารับช่วงต่อ เป็นช่วงที่เราเริ่มเข้าไปในกลุ่มธุรกิจโครงการบ้าน งานของเราจะเป็นเน้นเป็นไม้พื้น ประตู บันได จุดที่ทำให้โครงการหันมาเลือกใช้ไม้สัก คือรุ่นคุณพ่อ จะเป็นส่วนของผลิตภัณฑ์ไม้สักทำสีสำเร็จ ที่พรีเมียม เราสร้างชื่อเสียงจากตรงนั้น
และเรามีหน้าร้านที่อยู่ที่ CDC (Crystal Design Center) เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ทำให้คนเริ่มเห็นและรู้จักสินค้า อีกทั้งเราจะไปออกแบบในงานแสดงสินค้า เช่นงานสถาปนิก งานบ้านและสวน ทำให้เราได้ฟีดแบคจากลูกค้าว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราก็นำมาพัฒนาให้กลายเป็นโปรดักส์ต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า
คุณณัชพล เผยอีกว่า เพราะต้องการตอบโจทย์ลูกค้าให้ครบที่สุด TS-TEAK จึงมีทีมออกแบบทั้งโซลูชั่นและฟังก์ชั่น ออกแบบให้ลูกค้าจนจบงาน มีตัวเลือกต่าง ๆ ให้ตรงความต้องการ ส่วนที่ 2 คือดีไซน์ฟังก์ชั่น เช่น ประตูทุกบาน ต้องใช้งานได้จริง ไม่บิด ไม่ห่อตัว มีการใส่ใจรายละเอียดต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจ
“...Production เรามีโรงงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะเรา Manage ได้ทั้งหมด การผลิตจึงมีการควบคุมตั้งแต่ต้น เป็นคนปลูกเอง ได้ไม้กลม ๆ มา แต่การใช้งานเป็นแผ่น ต้องคิดว่าจะทำยังให้คุ้มค่าการใช้ประโยชน์ เรามีโรงเลื่อยของตัวเองด้วย แนวทางการเลื่อยจึงออกแบบให้ได้เปอร์เซ็นต์การใช้งานมากที่สุด
เราจึงเพิ่มเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น ทีมงานเลื่อยจะพลิกไม้ไปมา เพื่อให้ได้ลายที่ดีที่สุด หลบแนว Radiant เพื่อไม่ให้เกิดการบิดตัว ส่วนหัวไม้ เศษฟืน เราใช้ในการทำปุ๋ยจุลินทรีย์ เพาะเห็ดต่าง ๆ เน้นให้เป็น Zero Waste หรือ "แนวคิดขยะเหลือศูนย์" เราตั้งใจจะใช้วัตุดิบทุกส่วนจนหยดสุดท้าย เพื่อความยั่งยืน (Sustainability)

การอบ หลังจากที่เราได้วัสดุที่ต้องการ จะนำมาสู่กระบวนการควบคุมคุณสมบัติ โดยจะนำมาอบแห้ง ถ้าเป็นสมัยก่อนจะนำไปตากแดด แต่ปัจจุบันเราใช้การอบในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือมีค่าความชื้น (moisture content) ที่ 12.8% ซึ่งจะทำให้หน้าหนาวคลายความชื้น หน้าร้อนก็รับความชื้นออกมา ถ้าเราอบได้ตามมาตรฐานนี้ จะทำให้ไม่ว่าไม้จะยืดหรือหด ก็จะคืนรูปกลับมา
ปัจจุบันพฤติกรรมความชอบของลูกค้าแตกต่างจากเดิม ภาพรวมของการใช้งานลูกค้าจะนิยมใช้ไม้จากธรรมชาติ แต่ปัจจุบันไม้ที่ถูกกฎหมายและมีคุณภาพดี หายาก ที่ยังพอหาได้อาจจะเป็นไม้ที่ได้จากบ้านเก่า แต่ในตลาดยังไม่มีใครกล้าลงทุนกับความเสี่ยงของการหาวัตถุดิบ เราจึงกล้าลงทุนเพราะความพร้อมในทุก ๆ ด้านที่เราปลูกเอง มีโรงงาน มีทีมออกแบบ มีทีมรับติดตั้ง ดูและส่งมอบจนถึงมือลูกค้า
เนื่องจากไม้สัก ทั่ว ๆ ไปคนจะไม่นิยมมาพัฒนาไม้สัก แต่ 7 ปีที่ผ่านมา เราจะใช้การประยุกต์ ดัดแปลงจากสิ่งที่เรามี ทีมงานจะออกแบบร่วมกันในการหาทางออกของปัญหา จริง ๆ พอเราอยู่ในธุรกิจมานาน จากที่มีเราที่ทำก็เริ่มมีรายอื่น ๆ เข้ามาหาโมเดลนี้ เรามองว่าถ้าพัฒนาไปด้วยกันก็จะเป็นเรื่องดี เทคโนโลยีการติดตั้งยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง ที่ผ่านมาเรามีการพัฒนาแก้ไขร่วมกันกับลูกค้า
ถ้าเป็นผู้ผลิตที่มีป่าปลูก มีโรงงาน ครบเชนแบบนี้ ผมว่ามีแค่เรารายเดียวในประเทศไทย
เรามี Cetificate โดยได้รับการรองรับมาตรฐานระดับโลกอย่าง FSC จากกรมป่าไม้ และ Green Product จากกระทรวงอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. 2557 โรงงานของเรามีพนักงานกว่า 400 คน เป็นคนในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ 90% เรามีโมเดลทั้งการสร้างคนและการปลูกป่าควบคู่กัน

รอดจาก ‘Disruption’ ด้วยการขายความพรีเมียม
หากย้อนไทม์ไลน์ธุรกิจของ TS-TEAK จะเห็นภาพชัดว่าแม้จะได้โอกาสดี ๆ ในเส้นทางการค้า แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีอุปสรรคเลย เช่น ในรุ่นบุกเบิกของคุณตา ตลาดไม้สัก ถูก Disruption ด้วยวัสดุทดแทนไม้ ธุรกิจต่อมาที่คุณพ่อคุณแม่ทำจนประสบความสำเร็จแล้วก็ถูก Disruption ด้วยเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูง และคุณภาพการติดตั้งของช่างในสมัยก่อนที่มีช่างฝีมือดีอยู่มาก
“...ต้องยอมรับว่าสมัยนี้งานไม้ที่ใช้ฝีมือจริง ๆ หายาก เมื่อเทรนด์มันเปลี่ยนเรื่องของการเลือกใช้วัสดุอย่างไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood) ซึ่งเป็นไม้ที่ถูกนำมาแปรรูปด้วยเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเพื่อใช้เป็นวัสดุทดแทน เราก็ปรับไปในทางที่การให้บริการติดตั้ง ขายความพรีเมียม และคุณสมบัติของวัสดุที่เหนือกว่า
กลุ่มบ้านเดี่ยว ปัจจุบันที่มีการใช้วัสดุที่เข้ามาทดแทน เช่น ไม้เอ็นจิเนียร์, ลามิเนต, SPC (Stone Plastic Composite) ถ้าเป็นงานคอนโดมิเนียม พอไปไหว เนื่องจากไม่อยู่ใกล้พื้นดิน แต่ปัจจุบันงานโครงการบ้านเดี่ยวการใช้ไม้เอ็นจิเนียร์ ที่ด้านล่างเป็นไม้อัดเนื้อแข็ง ปิดผิวด้านบนด้วยไม้จริงเช่น ไม้สัก ไม้โอ๊คธรรมชาติ ไม้มะค่า
โดยจะมีความหนาอยู่ที่ 2-3 มิลลิเมตร พอใช้ไปนาน ๆ ด้านล่างจะผุเพราะอากาศเมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าใช้ลามิเนต ราคาไม่สูง แต่ไม่คงทนอยู่แล้ว 3-5 ปีจะมีความกรอบ ส่วน SPC ที่เริ่มทำเข้ามาทำตลาด อาจจะมีมาตรฐานบ้าง ไม่มีบ้าง ซึ่งการใช้ไม้จริงเหมาะกับการใช้งานมากกว่า”

ครบวงจร ตอบโจทย์ทุกโซลูชัน และความต้องการของลูกค้า
สำหรับตลาด “บ้านเดี่ยว” พบว่ามีช่องว่างจากการที่ลูกค้าสู้ราคาไม้เอ็นจิเนียร์ไม่ไหว เพราะราคาสูงแต่ตอบโจทย์การใช้งานยังไม่ดีเท่าที่ควร ขณะที่ TS-TEAK มีจุดเด่นเรื่องความยากของงานไม้ที่ต้องอาศัยความละเอียดและช่างที่มีความชำนาญเฉพาะทาง การควบคุมทั้งคุณภาพ การส่งมอบ รักษามาตรฐาน และบริการหลังการขายที่ครบวงจร อีกทั้ง ไม้จริง มีการใช้งานได้ยาวนาน มีรับประกันเรื่องรอยต่อถึง 5 ปี ทำให้ลูกค้าเลือกลงทุนกับไม้สัก หรือไม้จริงเพิ่มขึ้น
การคัดเกรด เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ต้องพิถีพิถันในการเลือกไม้ให้เหมาะสมกับการใช้งานประเภทต่าง ๆ คุณสมบัติและหน้าตาที่จะโชว์ลูกค้า โจทย์ คือตอบโจทย์ได้ทั้งการใช้งาน ความสวยงาม หน้าตาของสินค้าที่เหมาะสมกับราคา เช่นไม้ที่ไม่มีกระพี้ (ส่วนของเนื้อไม้ที่อยู่ระหว่างเปลือกกับแก่น) จะนำไปใช้ในงานไม้ที่ไม่ต้องทำสี ที่ลูกค้าเห็น หรือสัมผัส, ไม้ที่เริ่มมีตาไม้ ส่วนนี้จะนำมาทำไม้ที่ย้อมสี, ส่วนที่ติดกระพี้ มีลายเยอะหน่อย ก็จะตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการได้คุณสมบัติของไม้สัก แต่นำไปทำสีที่เข้มหน่อย มีความโมเดิร์น ส่วนไม้ที่มีลายไม้มาก ๆ จะใช้สำหรับงานโครงสร้างภายในเป็นหลัก คุณสมบัติได้ ไม่เน้นหน้าตา
นี่คือสิ่งที่ TS-TEAK สามารถ Manage Course ได้ดี งานบันได จะใกล้เคียงไม้พื้น มีการต่อแบบใช้ไม้หลายตัว ข้อดีคือยิ่งใช้ไม้ชิ้นเล็กมาต่อกันแบบขวางเสี้ยน ยิ่งเพิ่มการยืดหดได้ดียิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบเน้นให้ทุกอย่างซ่อนอยู่ในโครงสร้างทั้งหมด ทำให้ผิวสัมผัสออกมาเรียบร้อยมากที่สุด
คุณณัชพล อธิบายเพิ่มเติมว่า ความคาดหวังทั้งของผู้ผลิตและลูกค้าจะเกิน 15-20 ปี แต่เมื่อเกินจากนั้นแล้วมีปัญหาเช่นรอยขูดขีด ไม้จริงสามารถนำมาลบรอยต่าง ๆ หรือเรียกว่า รีเฟรชการใช้งานใหม่ได้ ทำให้เกิดเป็นความลงตัวทั้งเรื่องการใช้งานที่มีความทนทานในระยะยาว และความสวยงามพรีเมียมที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบนได้

จับช่องว่าง – สร้างโอกาสการลงทุนให้ติบโตอย่างยั่งยืน
การปลูกป่าไม้มีค่า เพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาวและมีการปลูกเพิ่มเพื่อทดแทนอย่างมีแบบแผน เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้นไม้ที่เติบโต จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก การปลูกไม้มีค่าจึงเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด
“เนื่องจากเรามีการปลูกป่าเพื่อทดแทน ทั้งปลูกคืน และปลูกไม้สักให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะยิงเมล็ดไปบนเขา เราเปลี่ยนเป็นเพาะต้นกล้าแล้วนำไปปลูก...7 ปีแรก เราจะมีการดูแลที่ดีเป็นพิเศษ แม้จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นเพิ่มขึ้น แต่ทำให้ผลลัพธ์เรื่องผลผลิตที่ดีมากกว่าเดิม การทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลง การบริหารจัดการรูปแบบนี้ ใน 15 ปีแรกจะมีการทินนิ่ง คือตัดออกครึ่งหนึ่งจาก 100 ต้น ตัดออก 50 ต้น
เมื่อได้ส่วนนั้นมาเข้าโรงงาน ทำให้เรามีไม้ที่เติบโตทันใช้ แต่อาจจะเป็นไซซ์เล็กเอามาทำไม้โครงสร้างภายในเป็นหลัก พอผ่านไปอีก 30-35 ปี จะได้ต้นที่ได้คุณภาพ มีความสวยงาม ปีที่ 40 เราจะตัดทุกต้นออกจนหมด ซึ่งจะเหลือตอ โดยตอของต้นสักจะงอกอีก 3 ครั้ง ทำให้ในรอบ 120 ปี เราสามารถ Cycle ได้ด้วยการปลูกเพียงแค่ครั้งเดียว”
ต้นไม้ที่เราขายเอง ปลูกเอง คือการกลับมาใช้ได้อีก Life Cycle ค่อนข้างเยอะ ถ้าถามว่าทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เราพูดได้เต็มปากว่าไม่ใช่ ตอนนี้มีโครงการที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิต ต้นไม้คือการเก็บคาร์บอนในอากาศเข้ามาอยู่ในตัว ในเนื้อไม้ ซึ่งเป็นตัวที่ดูดซับคาร์บอนแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งนี่คือผลพลอยได้ที่เราส่งกลับคืนให้ธรรมชาติ ปัญหาคือคาร์บอนเครดิต ยังไม่มีความชัดเจนคือยังไม่ได้บังคับให้ซื้อแบบจริงจัง สิ่งที่จะผลักดันให้เชนนี้ไปได้ คือต้องบังคับให้โรงงานที่ปล่อยมลพิษ เข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิต
“เราใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างมากทุกกระบวนการผลิต ปัจจุบันลูกค้ามีความเข้าใจมากขึ้น แทบจะไม่มีคำถามแบบนี้แล้ว” คุณณัชพล ทิ้งท้าย

ไม่ใช่แค่การสืบทอดธุรกิจจากสิ่งที่รุ่นบุกเบิกสร้างไว้ แต่ในฐานะทายาทรุ่นใหม่ ยังได้เรียนรู้ต่อยอดและพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่การนำวิสัยทัศน์การสร้างคุณค่าเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์และทำลายสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ “โรงเลื่อยจักรท่าเสา” ก้าวสู่ความสำเร็จที่มาพร้อมความยั่งยืนครบทุกมิติ
รู้จัก “โรงเลื่อยจักรท่าเสา” และ TS-TEAK เพิ่มเติมได้ที่
https://www.ts-teak.com/
https://www.facebook.com/tsteakshowroom