Green loan กลยุทธ์การเงินเพื่อธุรกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างยั่งยืน
Green Loan กำลังเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวสู่แนวทางธุรกิจสีเขียวและลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม Green Loan จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Green Loan คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และเหตุใดจึงเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
Key Takeaway
-
Green Loan คือสินเชื่อหรือเงินกู้ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
-
Green Finance หรือ การเงินสีเขียว คือ แนวคิดและกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการลงทุนในโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
-
Green Finance เช่น Green Loan (สินเชื่อสีเขียว), Green Bond (ตราสารหนี้สีเขียว), Sustainability-Linked Loan และกองทุน ESG
Green Loan คืออะไร?
Green Loan คือสินเชื่อหรือเงินกู้ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และผลักดันให้ภาคธุรกิจหรือบุคคลทั่วไปสามารถลงทุนในกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น มักถูกนำไปใช้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน การปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่โครงการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ
จุดเด่นของ Green Loan คือการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นโครงการที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม แตกต่างจากสินเชื่อทั่วไปที่ไม่ได้ระบุเป้าหมายด้านความยั่งยืนโดยตรง จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางการเงินที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่แนวทางธุรกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
การเงินสีเขียว (Green Finance) คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อระบบพลังงานไทย
Green Finance หรือ การเงินสีเขียว คือแนวคิดและกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการลงทุนในโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ อาคารประหยัดพลังงาน หรือธุรกิจที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน
ในบริบทของระบบพลังงานไทย Green Finance มีบทบาทสำคัญในการช่วยระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งยังช่วยให้สถาบันการเงินมีแนวทางปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และผลักดันภาคธุรกิจให้ปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG ได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวเกิดขึ้นมา 50 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันกระแสรักษ์โลกเริ่มกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้นอีกครั้ง โดยปัจจุบันเรื่อง ‘การเงินสีเขียว’ (Green Finance) ถือได้ว่ายุโรปตะวันตกเป็นผู้ริเริ่มนำร่อง ขณะที่จีนและญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้นมาก โดยปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกใช้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Sustainability) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของสังคม (UNESCAP, 2555) ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Accord)
ขณะที่ผู้บริโภคและธุรกิจก็หันมาใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยภาคการเงินมีส่วนสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนบริษัทเป็นธุรกิจสีเขียว ที่เน้นการลงทุนแบบยั่งยืน โดยสถาบันการเงินจะปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending)
จากรายงานผลการสำรวจของ Global Green Finance Index (GGFI 7) ปี 2564 ได้จัดอันดับศูนย์กลางการเงินด้านการเงินสีเขียวโลก โดยพิจารณาจากความพร้อมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านความยั่งยืน ด้านธุรกิจ ด้านทรัพยากรมนุษย์ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน พบว่า มาตรฐานการเงินสีเขียวทั่วโลกปรับดีขึ้น ซึ่งจากภาพจะเห็นได้ว่า ศูนย์กลางการเงินชั้นนำในยุโรปตะวันตกเป็นผู้นำกลุ่มโดยติดอันดับ TOP 10 ถึง 8 แห่ง จากทั้งหมด 78 ศูนย์การเงินทั่วโลก
โดยศูนย์กลางการเงินเมืองอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ ติดอันดับ 1 รองลงมาคือ เมืองซูริคสวิสเซอร์แลนด์ และเมืองลอนดอนของอังกฤษ ขณะที่ศูนย์การเงินของอเมริกาติดกลุ่ม Top 10 ถึง 2 แห่ง คือ ศูนย์การเงินใน ซานฟรานซิสโก และลอสแองเจลิส
สำหรับภูมิภาคเอเชียในกลุ่มประเทศ ASEAN+3 : โตเกียว (ญี่ปุ่น) ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ (จีน) และสิงคโปร์ ก้าวขึ้นมาติด Top 20 สะท้อนให้เห็นว่ามีการพัฒนาด้าน ‘การเงินสีเขียว’ ดีขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่กรุงเทพฯ ของไทยอยู่ลำดับที่ 49 ปรับดีขึ้นจากปีที่แล้ว ขณะที่จีนปรับตัวดีขึ้นจากการยกระดับปัญหามลพิษทางอากาศมาเป็นวาระแห่งชาติและลงมือแก้ไขตามแผนอย่างเข้มงวดจนมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ภาพรวมธุรกิจสีเขียวและ Green Loan ในประเทศไทย
จากข้อมูลช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้ว่า จำนวนบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจสีเขียว มีสัดส่วนน้อยเพียง 0.4% ของบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลทั้งหมด ซึ่งไม่นับรวมธุรกิจโรงไฟฟ้า มีจำนวน 12,322 บริษัท ในปี 2560 เพิ่มขึ้นจาก 9,632 บริษัท ในปี 2550 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency) เช่น ธุรกิจผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า ธุรกิจรับติดตั้งฉนวนกันความร้อน เป็นต้น
ทั้งนี้หากพิจารณาด้านสินเชื่อสีเขียว พบว่า ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ค่อยๆ ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2563 ไต่ระดับมาอยู่ที่ 2.5% ของสินเชื่อทั้งหมด ในส่วนนี้เป็นสินเชื่อกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน พลังน้ำ ลม ชีวภาพ และชีวมวล จำนวน 2.8 แสนล้านบาท (หรือ 2% ณ ไตรมาส 3 ปี 2560) และปี 2564 ไทยมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนถึง 844 แห่ง เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจาก 357 แห่งในปี 2556 (ข้อมูลกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน)
ส่วนสินเชื่อสีเขียวเติบโตขึ้นเป็นลำดับ จาก 62,000 ล้านบาทในปี 2556 เพิ่มเป็น 90,000 ล้านบาทในปี 2563 สะท้อนว่า ผู้ประกอบการของไทยเริ่มปรับตัวตามโมเดลธุรกิจใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งภาคการธนาคารของไทยเริ่มตื่นตัวและสนับสนุนธุรกิจที่ใช้พลังงานทางเลือกเป็นพลังงานในการผลิต
อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน คำนิยามของกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไว้ชัดเจน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อาทิ พันธบัตรสีเขียว สินเชื่อสีเขียว และการลงทุนสีเขียว จะได้ถูกจัดสรรไปยังกิจกรรมที่ถูกต้อง ตลอดจนยังไม่มีข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลการทำธุรกิจสีเขียว
หลักการสำคัญของ Green Loan ตามมาตรฐานสากล
-
การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงิน (Use of Proceeds) เงินกู้ต้องถูกนำไปใช้ในโครงการที่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน และมีข้อมูลสนับสนุน เช่น โครงการปลูกป่า พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยต้องระบุขอบเขตการใช้เงินอย่างโปร่งใสตั้งแต่ต้น
-
กระบวนการประเมินและคัดเลือกโครงการ (Process for Project Evaluation and Selection) ผู้กู้จำเป็นต้องปฏิบัติตามกรอบการพิจารณาโครงการที่ผู้ให้กู้กำหนด พร้อมจัดเตรียมข้อมูล รายละเอียด และหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าโครงการนั้นเข้าเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
-
การบริหารจัดการเงินกู้ให้โปร่งใส (Management of Proceeds) ต้องมีระบบติดตามและแยกบัญชีเงินกู้ให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด มีการตรวจสอบภายในหรือภายนอก และสามารถอธิบายที่มาที่ไปของการใช้เงินได้อย่างต่อเนื่อง
-
การติดตามและรายงานผลด้านสิ่งแวดล้อม (Reporting) ผู้กู้ต้องจัดทำรายงานความคืบหน้าโครงการตามรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยแสดงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปริมาณพลังงานที่ประหยัดได้ หรือการลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมเอกสารประกอบเพื่อยืนยันความถูกต้อง
Green Loan ช่วยธุรกิจได้อย่างไร?
-
เสริมภาพลักษณ์ ESG การกู้เงินภายใต้กรอบ Green Loan แสดงให้เห็นว่าธุรกิจให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างจริงจัง ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า และลูกค้าในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
-
เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ธุรกิจที่มีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน มักมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน กองทุนเพื่อความยั่งยืน หรือเครื่องมือทางการเงินสีเขียวรูปแบบอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องและขยายโอกาสการเติบโต
-
ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว เงินทุนจาก Green Loan สามารถนำไปลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานหรือพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ระบบจัดการพลังงานในอาคาร หรือเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ต่อเนื่องในระยะยาว
-
สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ธุรกิจที่ปรับตัวสู่แนวทางสีเขียวก่อน มักได้เปรียบในตลาด ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ การเข้าร่วมประมูลงาน หรือการเป็นพันธมิตรกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับซัพพลายเชนที่ยั่งยืน
-
ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต รวมถึงลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กร
ใครบ้างที่สามารถเข้าถึง Green Loan ได้?
-
ธุรกิจอุตสาหกรรม โรงงานหรือภาคการผลิตที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรให้ประหยัดพลังงาน ติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน
-
โรงเรียนและสถาบันการศึกษา ใช้ลงทุนในอาคารประหยัดพลังงาน ระบบพลังงานหมุนเวียน หรือโครงการสิ่งแวดล้อมภายในสถานศึกษา
-
องค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ระบบขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาด หรือโครงการพลังงานทดแทนระดับประเทศ
-
หน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการพัฒนาระบบจัดการขยะ น้ำเสีย หรือพลังงานสะอาดในชุมชน
-
องค์กรที่มีแผนลดการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน บริษัทที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือมีแผนบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ สามารถใช้ Green Loan เป็นเครื่องมือสนับสนุนแผนงานดังกล่าว
-
ผู้พัฒนาโครงการพลังงาน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล หรือระบบกักเก็บพลังงาน
-
ภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการพัฒนาอาคารเขียว (Green Building) อาคารประหยัดพลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
-
ผู้ประกอบการ SME ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว ลดต้นทุนพลังงาน และเสริมภาพลักษณ์ด้าน ESG ก็สามารถยื่นขอ Green Loan ได้เช่นกัน
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาระน่ารู้ สินเชื่อ sme
Green Loan และโอกาสของ SME ไทยในยุคธุรกิจสีเขียว
ปัจจุบันตลาดทุนของไทยใช้มาตรฐานหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมของ ASEAN Green Bond Standards ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรฐานสากล สถาบันการเงินไทยเริ่มมีนโยบายและออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่อเนื่อง ทั้งด้านสินเชื่อสีเขียว อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจพลังงานทดแทน และสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้านหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมก็เริ่มมีผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว แต่การสนับสนุนด้านการเงินทั้งสินเชื่อและหุ้นกู้ยังจำกัดในวงแคบเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น มีสัดส่วนน้อยจากสินเชื่อทั้งหมด
วันนี้โลกการค้ายุคใหม่หันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจ SME ที่มีถึง 3 ล้านกว่าราย หรือ 99.5% ของวิสาหกิจทั้งหมด ก่อให้เกิดการจ้างงาน 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 72% ของแรงงานในวิสาหกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 5,212,004 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 36% ของ GDP ประเทศ
หากผู้ประกอบการ และ SME ไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถไปต่อได้ เนื่องจากผู้บริโภค และธุรกิจยุคใหม่ต่างมุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และโลกน้อยที่สุด ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนตัวเองไปสู่ธุรกิจสีเขียวต้อง ‘Start Go Green Today’
ทั้งนี้จากผลศึกษาของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ระบุว่าการพัฒนายกระดับ SME มุ่งสู่ธุรกิจสีเขียวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจะทำให้ SME สามารถลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้ผลประกอบการดีขึ้น และสุดท้ายจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ส่งเสริมให้เกิดการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างโอกาสอย่างเสมอภาคระหว่างคนทุกกลุ่มในสังคมให้ดีขึ้น ชี้ว่าจะไปสู่จุดนั้นได้ SME ต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ 6 ด้าน คือ กฎระเบียบการตลาด โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงานและผู้ประกอบการ และด้านความรู้ นวัตกรรม
อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ต้องลงมือทำ ซึ่งการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ธุรกิจที่ไร้การปล่อยคาร์บอน จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อที่จะสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) และช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือทางการเงินส่วนหนึ่งที่ใช้สำหรับ Green Finance มีดังนี้
ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds)
ตราสารหนี้สีเขียวเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในการระดมทุนสำหรับโครงการที่เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมที่คาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาด และอาคารที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดี ต่อจากนี้ Green Bonds น่าจะเป็นทางเลือกหลักสำหรับ Green Finance
กองทุนรวมตราสารทุนสีเขียว (Green Equity Funds)
คือกองทุนรวมตราสารทุนที่เน้นลงทุนในโครงการที่มีนโยบายด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้นักลงทุนสามารถรวมเงินลงทุนกันเพื่อลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่ได้ตกลงกันไว้ ใน 15 ปีที่ผ่านมา Green equity funds มีการใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน
การกู้ยืมสีเขียว (Green loans)
การกู้ยืมสีเขียว (Green Loans) คือ สินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีแนวคิดใกล้เคียงกับตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) แต่เป็นรูปแบบเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนจริงในธุรกิจของตนเอง
หนึ่งในตัวอย่างคือ ธนาคารกรุงเทพ ที่นำเสนอสินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยสินเชื่อนี้มุ่งสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมใน 3 ด้าน ได้แก่
-
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
-
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
-
การลดการสร้างมลพิษ
สินเชื่อนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนในโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ปรับปรุงกระบวนการผลิต และยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การเลือกใช้ Green Loan จึงไม่ใช่เพียงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน
ยังมี Case Study ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการรวมถึง SME และเกษตรกรไทยในการนำไปเป็นต้นแบบประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดการค้ายุคปัจจุบัน ที่หันมาเน้นธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่รักษ์โลก และไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ : ฟาร์มไก่รักษ์โลก ‘สุรชัยฟาร์ม’ ติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ พ่วงช่วยการบริหารต้นทุน
Green loan ทางเลือกการเงินเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน
Green Loan คือเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการและธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกรอบมาตรฐานชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ การเข้าถึง Green Loan ช่วยให้ธุรกิจลงทุนในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และโครงการลดคาร์บอนได้ง่ายขึ้น พร้อมเสริมภาพลักษณ์ด้าน ESG
นอกจากช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว ยังเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในโลกที่ความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจ Green Loan จึงไม่ใช่แค่สินเชื่อ แต่คือกลยุทธ์การเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Green Finance มีอะไรบ้าง?
Green Finance หรือการเงินสีเขียว ครอบคลุมเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการหรือธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Green Loan (สินเชื่อสีเขียว), Green Bond (ตราสารหนี้สีเขียว), Sustainability-Linked Loan, กองทุน ESG รวมถึงการลงทุนที่มุ่งลดคาร์บอนและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ESG กับ Sustainability ต่างกันอย่างไร?
Sustainability คือแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาพรวม ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ESG (Environmental, Social, Governance) เป็นกรอบเกณฑ์ที่ใช้วัดและประเมินผลการดำเนินงานขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พูดง่าย ๆ คือ Sustainability คือ “เป้าหมาย” ส่วน ESG คือ “เครื่องมือวัดผล”
Green Loan กับ Green Bond ต่างกันอย่างไร?
Green Loan คือสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วน Green Bond คือการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนในตลาดทุน โดยเงินที่ได้ต้องนำไปใช้ในโครงการสีเขียวเช่นกัน ความแตกต่างหลักอยู่ที่รูปแบบแหล่งเงินทุน Green Loan มาจากธนาคาร ส่วน Green Bond มาจากนักลงทุนในตลาดทุน
หาก SME ไม่ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวจะเกิดอะไรขึ้น?
SME ที่ไม่ปรับตัวอาจเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การเข้าถึงแหล่งทุนที่ยากขึ้น และสูญเสียโอกาสทางการแข่งขัน เพราะผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และความยั่งยืนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การไม่ปรับตัวอาจทำให้ธุรกิจตามไม่ทันเทรนด์เศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจสีเขียว green hotel
ข้อมูลอ้างอิง
-
Green Loan คืออะไร? จาก https://gideon-one.com/news/green-loan-kaarkuuyuuemsiiekhiiyw
-
การเงินสีเขียวกับทิศทางพลังงานไทย จาก https://www.erc.or.th/th/energy-articles/2757
-
https://www.bangkokbank.com/th-TH/Business-Banking/Finance-My-Business/Loans-for-SMEs/Bualuang-Green-Loan
-
https://www.bangkokbank.com/-/media/files/investor-relations/sustainability-report/202 1/sr2021_th.pdf?la=th-th&hash=24E14506D7889BBD239D281F6EBD1FAAE3294FD5
-
The Global Green Finance Index 7
-
https://www.longfinance.net/media/documents/GGFI_7_Report_2021.04.29_v1.1.pdf
-
หน่วยงาน สสว.แผนการส่งเสริม SME พ.ศ. 2564-2565
-
https://www.sme.go.th/upload/mod_download/download-20210820091040.pdf
-
BBL-SCB รุกสินเชื่อสีเขียวรับกระแสโลก จาก https://www.thansettakij.com/finance/523321