AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของโลกอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือ “แรงสั่นสะเทือน” ที่เขย่าวิถีแรงงานในทุกระดับ คำถามใหญ่ของไทยจึงไม่ใช่ว่า “AI จะมาไหม” แต่คือ “ไทยพร้อมแค่ไหน” ที่จะอยู่รอดและเติบโตในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นตัวกำหนดกติกาใหม่
เมื่อ AI ไม่ได้แย่ง “แรง” แต่แย่ง “สมอง”
ต่างจากเครื่องจักรในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่แทนแรงงานกาย AI รุ่นใหม่เจาะลึกถึงงานที่ใช้ความคิดเชิงซ้ำซาก เช่น งานเอกสาร คอลเซ็นเตอร์ แคชเชียร์ หรือพนักงานบริการลูกค้า งานเหล่านี้ถูกแทนได้ง่ายด้วยอัลกอริธึมอัจฉริยะ โดย Goldman Sachs คาดว่า 15% ของงานในไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ในอีกด้าน PwC คาดว่า AI จะสร้างงานใหม่ถึง 7.2 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2037
งานแบบไหน “รอด” จาก AI?
ตามทฤษฎี ALM Hypothesis (Autor, Levy, Murnane) งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ และปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ยังคงยากที่ AI จะเข้ามาแทน เช่น ครู แพทย์ นักออกแบบ หรือผู้ดูแลคนสูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับ World Economic Forum ที่ระบุว่า “การศึกษา” และ “สุขภาพ” เป็นสองสาขาที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดจากการโดน AI แทนที่
งานไม่ได้หาย… แต่มาในรูปแบบใหม่
AI ไม่ได้ทำให้โลกไร้งาน แต่มันกำลังสร้าง “งานแบบใหม่” ที่คนต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เช่น:
- พนักงานโรงแรมที่ใช้แชตบอตช่วยตอบลูกค้า
- หมอในโรงพยาบาลใช้ AI ช่วยอ่านผลสแกน
- ตำแหน่งใหม่อย่าง Data Analyst, UX Designer, Machine Learning Engineer กำลังเป็นที่ต้องการ
โดยอุตสาหกรรมที่ใช้ AI มี ผลิตภาพสูงขึ้นถึง 4.8 เท่า และตำแหน่งงานด้าน AI เติบโตเร็วกว่าเฉลี่ยถึง 3.5 เท่า
ไม่ใช่ไม่มีงาน…แต่ไม่มี “คนที่พร้อมทำงาน”
แม้ 61% ของผู้นำธุรกิจไทยเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนองค์กรภายใน 3 ปี แต่มีเพียง 36% ที่เริ่มใช้งานจริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือ “คนยังไม่พร้อม” — โดยเฉพาะเรื่องทักษะด้าน AI และดิจิทัลที่ยังขาดแคลนอย่างมาก ขณะเดียวกัน ไทยก็ยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจำกัด เช่น Data Center ที่มีเพียง 41 แห่ง เทียบกับฝรั่งเศสที่มี 205 แห่ง สะท้อนว่าความท้าทายหลักของไทยอาจไม่ใช่การไม่มีงาน…แต่คือการไม่มีคนที่พร้อมทำงานในโลกยุคใหม่
AI กับอนาคตของ SME ไทย: รอด หรือร่วง?
AI กำลังกลายเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนธุรกิจ SME ในไทย จากรายงาน Salesforce ปี 2567 พบว่า 70% ของ SME ไทยใช้งานหรือทดลองใช้ AI แล้ว และ 90% ยืนยันว่า AI ช่วยเพิ่มรายได้ ขณะที่ 84% มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแข่งขัน
โดย AI ถูกนำมาใช้หลักๆ ใน 3 ด้าน คือ การค้นหาข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติ การปรับปรุงแคมเปญการตลาด และการแนะนำสินค้าอัตโนมัติให้ลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่มาก โดย 72% ของผู้นำ SME กังวลว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน ขณะที่ 21% ไม่มีเวลาศึกษาเครื่องมือใหม่ และกว่า 50% กังวลว่าจะล้าหลังคู่แข่ง ดังนั้น AI อาจช่วยเพิ่มรายได้ แต่ SME ที่จะ “รอด” ต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ ทักษะ และความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน
ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย: ปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย
ในยุค AI ความสามารถของเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งเดียวที่ธุรกิจมองหา แต่ “ความน่าเชื่อถือ” กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน ถึง 88% ของ SME ไทยยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการที่ไว้ใจได้
อย่างไรก็ตาม ความกังวลยังมีอยู่ โดยเฉพาะใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยของระบบ ความไม่มั่นใจของลูกค้าใน AI และการขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้ AI อย่างเต็มศักยภาพ
ดังนั้น AI ไม่ใช่โชคชะตา แต่มันคือบทพิสูจน์ว่าเราจะพัฒนาแรงงานให้พร้อมหรือปล่อยให้คนตกงานเพราะขาดทักษะ เราจะยืนหยัดในเศรษฐกิจใหม่ หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ที่มาข้อมูล:
https://www.posttoday.com/smart-sme/722797
https://www.nber.org/system/files/working_papers/w8337/w8337.pdf
https://www.pwc.co.uk/economic-services/ukeo/ukeo-july18-net-impact-ai-uk-jobs.pdf?utm
https://reports.weforum.org/docs/WEF_The_Future_of_AI_Enabled_Health_2025.pdf
https://www.pwc.com/th/en/ceosurvey/ceo-survey-2024-en.html?utm_
ผู้เขียน:
พรปวีณ์ ธรรมวิชัย Economist
อาชวี เอี่ยมสุนทรชัย Economist