ตลาดเครื่องสำอางอินโดนีเซียโตสวนกระแส

SME Go Inter
22/02/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 571 คน
ตลาดเครื่องสำอางอินโดนีเซียโตสวนกระแส
banner

ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ไม่เว้นแม้แต่ "อินโดนีเซีย" ที่ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย ได้ออกรายงานสรุปตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2562 ขยายตัวเพียง 5.02% ต่ำสุดในรอบ 4 ปี

แต่ภายใต้ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนั้น กลับปรากฏว่าอัตราการเติบโตของของ "ตลาดเครื่องสําอาง" ในอินโดนีเซีย ขยายตัวสวนทางกับจีดีพี โดยประมาณการณ์การเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% นับจากปี 2562 ถึงปี 2564

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคอินโดนีเซียเริ่มให้ความสําคัญกับความงามมากขึ้น เป็นผลจากการโฆษณาบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ตลอดจนกระแสความงามเกาหลีใต้ (K-beauty) และกำลังซื้อของแรงงานผู้หญิงเพิ่มขึ้น จึงต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสําอางระดับพรีเมียม

ในด้านการผลิตเครื่องสำอางตามรายงานจาก Euromonitor - CAGR ระบุว่า ปี 2556-2561 ผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตสูงสุด 5 ลําดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่น เติบโต 29.1% ผลิตภัณฑ์แต่งกายชาย 17.6% ผลิตภัณฑ์บํารุงผิว 13.8% ผลิตภัณฑ์ความงามระดับ premium 13.5% และผลิตภัณฑ์เฉพาะสําหรับเด็ก 12.5%

และล่าสุดผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 2561 ได้แก่ แผ่นมาสก์หน้า และ multifunction lip เป็นผลจากกระแสความงามเกาหลีใต้ 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอินโดนีเซีย เมื่อปี 2561ยังเป็นบริษัทต่างชาติชั้นนํา ได้แก่ UnileverIndonesia, Procter & Gamble Home Products Indonesia และ L’Oreal Indonesia แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากเครื่องสำอางเกาหลี

แม้ว่าสตรีชาวอินโดนีเซียจะนิยมใช้เครื่องสำอางเพิ่มขึ้น แต่ผลจากเคร่งครัดของศาสนาเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้บริโภค เลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ฮาลาลก่อนเป็นอันดับแรกรองลงมาจึงจะพิจารณาราคา รูปแบบ บรรจุภัณฑ์ และส่วนประกอบด้านอื่น


นอกจากการผลิตภายในแล้ว อินโดนีเซียยังมีการนำเข้า และส่งออกเครื่องสำอางด้วย  โดยในปี 2561 มีการนำเข้า 1,931 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2560 มีการนำเข้า 1,638 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม – กันยายน) 2562 นำเข้ามูลค่า 1,396 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากแหล่งนำเข้าหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน มูลค่า 252.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 304.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ฝรั่งเศส 86.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐ 108.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่น 96.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนไทยเป็นอันดับ 6 

จากภาพความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนว่า โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องสําอางในอินโดนีเซียยังมีสูง จึงทำให้มีบริษัทเครื่องสําอางยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศลงทุนในอินโดนีเซีย ได้แก่ L’Oreal เข้าไปตั้งโรงงาน ขณะที่บริษัทยูนิลิเวอร์อินโดนีเซียยังเป็นผู้นําตลาด 


อนาคตธุรกิจนี้ยังมีโอกาส เพราะปัจจุบันฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจาก 19.6 ล้านครัวเรือน เป็น 23.9 ล้านครัวเรือใน 10 ปีข้างหน้า หรือราวปี 2573 ประกอบการการขยายตัวของระบบการค้าออนไลน์และอีคอมเมิร์ชทำให้สินค้ากลุ่มนี้ เข้าถึงผู้บริโภคที่มีความนิยมใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการซื้อผ่านแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ทั้งที่เป็นของอินโดนีเซีย และจากทั่วโลก เช่น Tokopedia, Bukalapak, Shoppee, Lazada, Elevenia เป็นต้น

ด้านความท้าทายที่ผู้ผลิตเครื่องสำอางต้องผ่านไปให้ได้คือ การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานควบคุมอาหารและยา หรือ Badan Pengawas Obat dan Makanan (BPOM) ที่ใช้เวลานานและซับซ้อน สำหรับใบอนุญาตเครื่องสําอางแต่ละใบจะมีมีระยะเวลา 3 ปี และสามารถต่ออายุได้

นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียออกพระราชบัญญัติการรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล กำหนดให้เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องต้องได้รับการรับรองฮาลาล ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้หากไทยสามารถก้าวผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้ ก็นับว่าจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยเหนือกว่าผู้ผลิตอื่นได้


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


โอกาสธุรกิจสปาไทย...ขยายไปมาเลเซีย

การแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดสิงคโปร์

 


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
230270 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
81286 | 12/06/2019
พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย SME Go Inter

พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

นับเป็นเวลาหลายปีที่มีการพูดถึงกระแสเหล็กจีนไหลบ่าเข้ามาในตลาดอาเซียน แต่ดูปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นอีกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่ง...
34834 | 21/01/2020
banner