ผลกระทบจากโควิด-19 ใน ‘อียู’ สะเทือนส่งออกไทย

SME Go Inter
11/05/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 413 คน
ผลกระทบจากโควิด-19 ใน ‘อียู’ สะเทือนส่งออกไทย
banner

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงทวีปยุโรป นับตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นมานั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งเศรษฐกิจจีน (ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย) ตลอดจนเศรษฐกิจโลกและยูโรโซน โดยไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความกังวลทางด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังลุกลามต่อเนื่องไปถึงความผันผวนในตลาดการเงินจากความตื่นตระหนกของนักลงทุน

รวมทั้งปัญหาด้านการค้าการขนส่ง จากความจำเป็นที่หลายประเทศจะต้องปิดเมืองหรือโรงงานผลิตยาวนานขึ้น ทำให้เครือข่ายโลจิสติกส์จีนปั่นป่วนจนส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนไปทั่วโลก เกิดปัญหาในการติดต่อสื่อสาร การเดินทางสัญจร การกักตุนสินค้าและอาหาร ตามมาอย่างที่เห็นกันในแทบทุกประเทศ

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


มาตรการรับมือของอียูและผลกระทบจากโควิด-19

ที่ผ่านมารัฐบาลหลายประเทศในยุโรปที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เบลเยียม เดนมาร์ก และโปแลนด์ ต้องสั่ง ล็อคดาวน์หรือทำการปิดประเทศชั่วคราว ห้ามเดินทางสัญจรเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยบางประเทศ เช่น เยอรมนี ฮังการี สโลวาเกีย และลิทัวเนีย ได้ทำการปิดพรมแดนบางส่วนกับประเทศในอียูด้วยกันเอง ซึ่งขัดกับหลักเสรีภาพในการเดินทางอันเป็นหัวใจของอียู

นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าข้ามแดน โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้ประจำวัน และยาอุปกรณ์ทางการแพทย์ จนทำให้ในวันที่ 17 มีนาคม 2563 อียูต้องประกาศมาตรการปิดพรมแดนภายนอกอียูทั้งหมด ห้ามคนต่างชาติจากประเทศที่สามเดินทางเข้าอียูเป็นเวลา 30 วัน ยกเว้นกรณีเป็นการเดินทางที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด โดยอียูหวังว่าเมื่อปิดพรมแดนภายนอกแล้ว จะทำให้ประเทศสมาชิกอียูยกเลิกการปิดพรมแดนภายใน

ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจอียูเชื่อมโยงกับจีนสูงในหลายมิติ การแพร่ระบาดอย่างหนักในยุโรปทำให้การผลิตและการจ้างงานหยุดชะงักชั่วคราว ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของค่ายรถยนต์ต่างๆ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก อาทิ Volkswagen, Daimler (Mercedes), BMW, FIAT และมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมถึง 6.1% ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติของห่วงโซ่อุทานจากการที่รัฐบาลจีนปิดเมืองอู่ฮั่น และการขาดชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตจากจีน

รวมทั้งยอดขายก็ลดลงอย่างมากจากมาตรการล็อคดาวน์ โดยมีข่าวว่าบริษัทรถยนต์หลายแห่งได้แสดงความพร้อมที่จะเปลี่ยนมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการมากในยุโรปในช่วงนี้ ทั้งนี้ความท้าทายสำหรับบริษัทจะอยู่ที่การผลิตสินค้าประเภทใหม่ให้ได้มาตรฐาน โดยหน่วยงานภาครัฐก็จะต้องช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องกฎระเบียบและกระบวนการ เพื่อให้การปรับเปลี่ยนการผลิตสามารถทำได้โดยเร็วและได้มาตรฐาน และเป็นทางออกหนึ่งในการช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมรถยนต์ของยุโรปในช่วงวิกฤตนี้


ธุรกิจบริการ-ท่องเที่ยว – การบิน กระทบหนัก

ทั้งนี้ภาคท่องเที่ยวและภาคบริการที่เกี่ยวข้องของอียู เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากวิกฤติ COVID-19 ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ตลอดจนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าปลีกและการขนส่ง โดยเฉพาะกิจการสายการบินในยุโรป ที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการลดหรือหยุดบินชั่วคราว จากผู้โดยสารที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จนอียูต้องตัดสินใจระงับข้อบังคับที่เรียกว่า “use-it-or-lose-it” เป็นการชั่วคราว ซึ่งกำหนดให้สายการบินต้องบินอย่างน้อย 80% ของเที่ยวบินที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจถูกริบสิทธิ์การบินให้กับสายการบินอื่นที่ต้องการ เพื่อช่วยเหลือไม่ให้สายการบินในยุโรปต้องนำเครื่องบินเปล่าขึ้นบิน (สถานการณ์ “Ghost flight”) ทั้งนี้ยุโรปมีการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวถึง 3.9 % ของ GDP และมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมถึง 6.1% หรือราว 11.9 ล้านคน

ด้านสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Association: IATA) ได้คาดการณ์ไว้ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2563 ว่าอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอาจสูญเสียรายได้ถึง 113 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือเท่ากับ 103 พันล้านยูโร) จากภาวะการณ์แพร่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งผลกระทบต่อสายการบินจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเงินทุนสำรองในการรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้เพื่อรับมือวิกฤติในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปอียูประกาศว่า จะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและดูแลผลกระทบจาก COVID-19 ตั้งแต่การใช้มาตรการทางการคลัง ไปจนถึงการสนับสนุนการพัฒนาวัคซีน การบริหารจัดการชายแดน เพื่อเชื่อมโยงและจัดหาและขนส่งอุปกรณ์การแพทย์ การช่วยเหลือคนอียูในต่างประเทศให้ได้กลับบ้าน การแก้ไขปัญหารถขนส่งสินค้าติดพรมแดน เนื่องจากประเทศสมาชิกหลายประเทศทำการปิดพรมแดนภายในประเทศของตนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

 

ธนาคารกลางยุโรปอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยในช่วงที่ผ่านมามีการออกมาตรการทางการคลัง มูลค่าประมาณ 2% ของ GDP และอัดฉีดสภาพคล่องอย่างน้อย 13% ของ GDP เพื่อพยุงเศรษฐกิจผ่านการให้เงินกู้ยืม และชะลอการเก็บภาษี เป็นต้น มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือ SMEs ผ่าน European Investment Fund เป็นเงิน 1 พันล้านยูโร เพื่อให้ธนาคารสามารถสนับสนุนการรักษาสภาพคล่อง มาตรการรองรับวิกฤติ COVID-19 เป็นเงิน 3.7 หมื่นล้านยูโร เงินจากกองทุน Structural Funds จำนวนอีก 2.8 หมื่นล้านยูโร เงินจากกองทุน EU SolidarityFund จำนวน 800 ล้านยูโร

เพื่อให้ครอบคลุมถึงวิกฤติด้านสาธารณสุข และเงินกองทุน European Globalisation Adjustment Fund เพื่อช่วยเหลือคนตกงาน จำนวน 179 ล้านยูโร เพื่อชะลอการชำระหนี้ให้กับบริษัท และผ่อนปรนเพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือธนาคารให้เข้าถึงเครดิต ทั้งนี้เพื่อรักษาเอกภาพของ Single Market ในด้านการผลิต ด้านอุปทาน และห่วงโซ่อุทาน เพื่อป้องกันระบบสาธารณสุข ระบบเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้น ธนาคารกลางยุโรปยังประกาศอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 7.5 แสนล้านยูโร ภายใต้โครงการ “Pandamic Emergency Purchase Programme เพื่อเข้าซื้อหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ (public and private securities) ด้วยกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น

อย่างไรก็ตามท่าทีล่าสุดของคณะกรรมาธิการยุโรป รายงานว่าวิกฤติโรคระบาดอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอียูในปี 2563 ติดลบที่ -1.1% (จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 1.4%) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าความพยายามจำกัดการแพร่กระจายและควบคุมไวรัสใช้ระยะเวลาเท่าใด


ผลกระทบจากอียู ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

เห็นได้ชัดว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยไปอียูจะปรับลดลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศในยุโรปหดตัวลง โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยในภาพรวม ได้แก่ ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ขาดแรงงาน กฎระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลง มาตรการล็อคดาวน์ ที่ทำให้ความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง โดยเน้นการซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น และลดการซื้อของฟุ่มเฟือย ธุรกิจบางส่วนมีแผนปรับลดพนักงาน รายได้ และผลกำไรโดยรวมในปีนี้ลดลง นักธุรกิจหลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าในประเทศไทย อาทิ งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ และการจับคู่ธุรกิจในไทย เป็นต้น

ภาคอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกไปอียูสูงและต้องจับตาผลกระทบ ได้แก่ สินค้าเกษตรและประมง สินค้าในหมวดคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและประมง ยางล้อและที่นอน เป็นต้น

นอกจากนั้นธุรกิจภาคบริการของไทยในยุโรป เช่น ร้านอาหาร สปา ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มีรายได้ลดไปมากจากสถานการณ์ COVID-19 และมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงสายการบินไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากข้อจำกัดการเดินทางหลายประการและการห้ามการเดินทาง อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในยุโรป

ทั้งในปัจจุบันนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรป ถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญที่เดินทางมายังประเทศไทย คาดว่าผลของ COVID-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากอียูลดลง โดยในปี 2561 ไทยมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปประมาณ 6.7ล้านคน

อีกประการคือ สถานการณ์เช่นนี้คงส่งผลให้การเจรจาการค้าของอียูกับประเทศต่างๆ รวมถึงการเจรจาความสัมพันธ์ในอนาคตอียู-อังกฤษ ต้องชะลอออกไปก่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

โอกาสที่มากับวิกฤติ

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้านและกักตุนอาหาร อาจทำให้ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารบางประเภทได้มากขึ้นในระยะสั้น เช่น ข้าว ปลากระป๋อง อาหารปรุงสำเร็จ สิ่งปรุงรสอาหาร ผักผลไม้ มันสำปะหลัง ยางพารา ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงสินค้าเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์ ที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุโรปในช่วงถัดไป รวมถึงโอกาสในระยะยาวที่อียูอาจหันไปนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่นนอกจากจีนและอินเดีย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางด้านซัพพลายเชน

 

แหล่งอ้างอิง : Thaieurope.net


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<< 


ตราบที่ไม่มีวัคซีนป้องกันโควิค-19 การค้าโลกจะไม่ดีขึ้น

10 ข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญหลังโควิด-19

 


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
230282 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
81322 | 12/06/2019
พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย SME Go Inter

พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

นับเป็นเวลาหลายปีที่มีการพูดถึงกระแสเหล็กจีนไหลบ่าเข้ามาในตลาดอาเซียน แต่ดูปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นอีกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่ง...
34902 | 21/01/2020
banner