"Green Cement" คอนกรีตลดโลกร้อน เทรนด์ ESG อนาคตอุตสาหกรรมปูนไทย สู่ความยั่งยืน
การผลิตปูนซีเมนต์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับต้น ๆ โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คิดเป็นสัดส่วน 6-8% ของการปล่อย CO2 ในภาพรวมของโลก
McKinsey คาดการณ์ปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์จะเพิ่มขึ้นราว 1.1 เท่า จาก 3.8 พันล้านตันในปี 2020 เป็น 4.3 พันล้านตันในปี 2050 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ปูนซีเมนต์ปริมาณมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงเป็นความท้าทายของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการเพิ่มการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต
บทความนี้เราจะมาเจาะลึกอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ หนึ่งในอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนสูง ว่า ผู้ประกอบการ SME เขามีการรับมือด้วยเทคโนโลยีอะไรกันบ้าง ที่จะช่วยธุรกิจของเขาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วไปสู่ Net Zero ได้

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ทั่วโลก
ซีเมนต์เป็นสารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดรองจากน้ำ เมื่อผสมกับน้ำจะกลายเป็นคอนกรีตที่กลายเป็นส่วนผสมสำคัญของ อาคาร ถนน เขื่อน และสะพาน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 7-8 % ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดทั่วโลก มากกว่าการปล่อยจากภาคการบินทั้งหมดรวมกัน ซึ่งการผลิตปูนซีเมนต์ 1 ตันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 900 กิโลกรัม และด้วยการผลิตปูนซีเมนต์ทั่วโลกที่มีปริมาณมากกว่า 4 พันล้านตันต่อปี ทำให้อุตสาหกรรมนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันมากถึงประมาณ 3.6 พันล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีปูนซีเมนต์สีเขียวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

5 ประเทศผู้ผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มากที่สุดในโลก
1. จีน เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นประมาณ 60% ของการผลิตทั่วโลก โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ประมาณ 1.2-1.3 พันล้านตันต่อปี
2. อินเดีย อันดับ 2 ของโลก ผลิตปูนซีเมนต์คิดเป็นประมาณ 8% ของการผลิตทั่วโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ประมาณ 240 ล้านตันต่อปี
3. สหรัฐอเมริกา ผลิตปูนซีเมนต์ประมาณ 2.4% ของการผลิตทั่วโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ประมาณ 110 ล้านตันต่อปี
4. อินโดนีเซีย ผลิตปูนซีเมนต์ประมาณ 2% ของการผลิตทั่วโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ประมาณ 80 ล้านตันต่อปี
5. เวียดนาม ผลิตปูนซีเมนต์ประมาณ 1.9% ของการผลิตทั่วโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ประมาณ 75 ล้านตันต่อปี
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มากที่สุด โดยมีปริมาณมากกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ทำไม? การผลิตปูนซีเมนต์จึงปล่อยมลพิษมาก
ปัจจุบัน ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก 95 % ที่ผลิต เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ซึ่งผลิตโดยการผสมหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) กับวัสดุที่มีซิลิเกต เช่น ทรายและหินดินดาน ในเตาเผาจะให้ความร้อนแก่วัสดุเหล่านี้จนถึงอุณหภูมิที่สูงถึง 3,000 องศาฟาเรนไฮต์ ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีของการเผาเพื่อให้วัสดุเหล่านี้หลอมรวมเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์คลิงเกอร์ กระบวนการนี้เป็นสาเหตุของการปลดปล่อยปูนซีเมนต์ 51 % เนื่องจากก๊าซ CO2 ถูกปล่อยออกมาจากหินปูนระหว่างการเผา
การปล่อยมลพิษที่เหลือมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง โดยทั่วไปคือถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ขยะมูลฝอยในเขตเทศบาล หรือชีวมวล เพื่อให้ความร้อนแก่เตาเผา ตลอดจนไฟฟ้าที่ใช้ในการขุดและเครื่องจักร

ตลาด Green Cement เติบโตต่อเนื่อง
เมื่อทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหา จึงหาแนวทางในการแก้ไข การทำธุรกิจในแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวหรือ Green Economy ที่เน้นลดการทำลายธรรมชาติแล้วหันมาใส่ใจผู้คนในสังคมให้มีชีวิตดีขึ้น ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ มีการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ มาใช้พัฒนาวัสดุและผลิตภัณฑ์ในงานก่อสร้างที่ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดปูนซีเมนต์สีเขียวทั่วโลกมีมูลค่า 22,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 47,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 11.4%
ทั้งนี้ ปูนซีเมนต์สีเขียว หรือ Green Cement ถือเป็นวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน เนื่องจากช่วยลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีคุณสมบัติการใช้งานเทียบเท่ากับซีเมนต์ทั่วไป แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการผลิตคอนกรีตสีเขียวมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการผลิตซีเมนต์ทั่วไป โดยข้อดีของปูนซีเมนต์สีเขียว ได้แก่
• ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 40-50 % ในกระบวนการผลิต
• ลดการใช้น้ำได้ถึง 20 %
• มีคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนที่ดีเยี่ยม
• ทนไฟได้สูง (ทนความร้อนได้ถึง 2,400°F)
• ต้านทานความชื้นได้ดี ช่วยป้องกันการกัดกร่อน
อย่างไรก็ตาม ตลาดปูนซีเมนต์และคอนกรีตสีเขียวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและปัจจุบันจำกัดอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น

การลดการปล่อยคาร์บอนของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศต่าง ๆ
ปัจจุบันผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศต่าง ๆ ได้ปรับกลยุทธ์ ทั้งการปรับปรุงเทคโนโลยี การใช้พลังงานทางเลือก ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
1. การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตและใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 20% โดยผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไทยได้เริ่มใช้เทคโนโลยี WHRS กันบ้างแล้ว
2. การใช้พลังงานทางเลือกทดแทนถ่านหินในสัดส่วนที่มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานขยะ ซึ่งมีการใช้พลังงานทางเลือกในบางพื้นที่ของยุโรปในสัดส่วนที่สูงถึง 60% ทั้งนี้สัดส่วนการใช้งานพลังงานทางเลือกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในปี 2021 อยู่ที่ 5-10% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปตามเป้าหมายของผู้ประกอบการ อย่างเช่น ปูนซีเมนต์นครหลวง ก็เช่นกัน มีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกให้ได้อย่างน้อย 20% ภายในปี 2030
3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์รักษ์โลก ด้วยการลดสัดส่วนปูนเม็ด และใช้วัสดุอื่นทดแทน เช่น หินปูน แคลเซียมคาร์บอเนต ฝุ่นจากเตาเผาปูนเม็ด เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้การผลิตปูนซีเมนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากขั้นตอนการผลิตปูนเม็ด เป็นส่วนประกอบหลักของปูนซีเมนต์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 60% ของการผลิตทั้งหมด
ยกตัวอย่าง ผู้ผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำจากทั่วโลก เช่น
จีน
บริษัท China National Building Material (CNBM)
- ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของจีนและของโลก
- พัฒนาเตาเผาแบบประหยัดพลังงาน
- ลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ลง 13.5% ภายในปี 2025
บริษัท Anhui Conch Cement
- ใช้เทคโนโลยี CCUS ในโรงงานที่ Baimashan
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ผสมที่มีคาร์บอนต่ำ
- ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งในโรงงานกว่า 120 แห่ง
- มีเป้าหมายลดการปล่อย CO2 15% ภายในปี 2025 เช่นกัน
อินเดีย
บริษัท UltraTech Cement ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ของอินเดีย
- ติดตั้งระบบการแปลงความร้อนจากการเผาวัตถุดิบเพื่อผลิตปูนเม็ด (Clinker) ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน (Waste Heat Recovery System: WHRS)
- ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน
- เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกจากขยะ
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนผสมที่มีคาร์บอนต่ำ
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 27% ภายในปี 2032
สหรัฐอเมริกา
บริษัท LafargeHolcim US
- พัฒนาซีเมนต์ OneCem® ที่มีคาร์บอนต่ำลง 10%
- ใช้เชื้อเพลิงทางเลือกจากขยะอุตสาหกรรม
- ลงทุนระบบกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ลง 40% ภายในปี 2030
บริษัท Ash Grove Cement (CRH)
- นำระบบ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้
- เพิ่มการใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด เช่น เถ้าลอย
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ Portland Limestone Cement (PLC)
- มีแผนลดการปล่อย CO2 ลง 30% ภายในปี 2030
ญี่ปุ่น
บริษัท Taiheiyo Cement
- พัฒนาเทคโนโลยี CO2-SUICOM ที่ดูดซับ CO2
- ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้ง
- เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล
- มีเป้าหมายลดการปล่อย CO2 80% ภายในปี 2050
เยอรมนี
บริษัท Heidelberg Materials
- เป็นผู้นำในการพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
- พัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) ที่โรงงาน Brevik ในนอร์เวย์
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ให้ได้ 50% ภายในปี 2030
- วางแผนผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050
สวิตเซอร์แลนด์
บริษัท Holcim Group
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ ECOPact คอนกรีตคาร์บอนต่ำ
- ใช้วัสดุทดแทนและเชื้อเพลิงทางเลือก
- ลงทุนในเทคโนโลยี CCUS ที่โรงงานในหลายประเทศ
- มีเป้าหมายลดการปล่อย CO2 ต่อตันซีเมนต์ลง 40% ภายในปี 2030
เม็กซิโก
บริษัท CEMEX
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ Vertua® ที่มีคาร์บอนต่ำ
- ใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
- ร่วมมือกับ Carbon Clean พัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 40% ภายในปี 2030
อินโดนีเซีย
บริษัท Semen Indonesia
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Cement
- ใช้พลังงานชีวมวลจากเศษวัสดุการเกษตร
- ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 29% ภายในปี 2030
บริษัท Indocement (HeidelbergCement Group)
- ผลิตปูนซีเมนต์ผสม "Semen Rajawali"
- ใช้เชื้อเพลิงทางเลือกจากขยะชุมชน
- ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในกระบวนการผลิต
- มีเป้าหมายลดการปล่อย CO2 30% ภายในปี 2030
เวียดนาม
บริษัท VICEM (Vietnam Cement Industry Corporation)
- พัฒนาปูนซีเมนต์ผสมที่ใช้วัสดุปอซโซลาน คือ เถ้าถ่านหินหรือเถ้าลอย ซิลิกาฟูม เถ้าแกลบ และ ดินขาว เนื่องจากวัสดุปอซโซลานเหล่านี้สามารถนำมาใช้ ในงานคอนกรีตได้จริง และยังช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก
- ปรับปรุงประสิทธิภาพเตาเผา
- ตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 20% ภายในปี 2030

จะเห็นได้ว่า บริษัทเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่การเป็นอุตสาหกรรมคาร์บอนภายในปี 2030 โดยแนวโน้มสำคัญในการพัฒนาของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปูนทั่วโลก คือ
1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนผสมที่ใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด
2. การลงทุนในเทคโนโลยี CCUS
3. การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน
4. การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
5. การร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนาเทคโนโลยี
6. การตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนที่สอดคล้องกับนโยบายของแต่ละประเทศ
กลยุทธ์หลักที่บริษัทเหล่านี้ใช้
- พัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
- ลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS)
- เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน
- ใช้วัสดุทดแทนและเชื้อเพลิงทางเลือก
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
- ตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ชัดเจน
- ร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่

“การเปลี่ยนผ่าน” อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยสู่ความยั่งยืน
สำหรับ การเปลี่ยนผ่าน (Transition) จากอุตสาหกรรมซีเมนต์เดิมสู่ New Era ที่ปูนซีเมนต์ยังคงเป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้างที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกันก็ลดก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยภายใต้ Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap ที่เดินไปพร้อมกับแผนของประเทศไทยอย่าง Thailand NDC Roadmap
แนวทางของการเปลี่ยนผ่าน มีตั้งแต่การพัฒนาและวิจัยปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การเร่งขยายผลการทำเหมืองให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำและจุดเรียนรู้สำหรับชุมชนตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2560 ในแนวปฏิบัติ Green Mining Practice เช่น “เขาทับควายเพื่อชุมชน” เหมืองในจังหวัดลพบุรีมีการพัฒนารวมทั้งมีการทำงานที่เชื่อมโยงสร้างระบบนิเวศ โดยเฉพาะจัดการวัสดุที่ไม่ใช่แล้ว (Waste) ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ปัจจุบันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ได้นำของเสียในกระบวนการ 3R Reduce, Reuse, Recycle มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนซีเมนต์เป็นการกำจัดขยะอย่างถูกต้อง ช่วยชุมชนปลอดมลพิษและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย ได้มีการพัฒนาปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกโดยลดสัดส่วนปูนเม็ดจาก 93% เหลือ 83% แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 77% (2021) และคาดว่าจะลดลงเหลือ 60% ในปี 2030
ความท้าทายและโอกาส
• การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น LC3 ที่ใช้ปูนเม็ดเพียง 50% และ Hoffmann green cement ที่ไม่ใช้ปูนเม็ดเลย
• ต้องปรับตัวรับมาตรการ CBAM ของสหรัฐฯ ในปี 2024
• โอกาสขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่สนับสนุนวัสดุก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม
อุปสรรคสำคัญ
• การหาพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมและมีต้นทุนไม่สูง
• ข้อจำกัดการลงทุนของผู้ประกอบการรายย่อย
แนวทางส่งเสริม
• ภาครัฐกำหนดมาตรฐานให้ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก
• ควรมีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนและผู้บริโภค เช่น การลดหย่อนภาษี
การปรับตัวนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ยกตัวอย่าง ปูนซีเมนต์ของไทย ตรานกอินทรีย์ ลดการปล่อยคาร์บอนฯ ด้วยการลดสัดส่วนปูนเม็ด และใช้วัสดุอื่นทดแทน เช่น หินปูน แคลเซียมคาร์บอเนต ฝุ่นจากเตาเผาปูนเม็ด และใช้รถโม่ปูนพลังงานไฟฟ้า 1.2 กิโลวัตต์ต่อกิโลเมตร ชาร์ต 1 ครั้ง วิ่งได้ 235 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับรถโม่ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซล สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้เกือบ 5 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) เทียบได้กับการปลูกต้นไม้ทดแทนถึงกว่า 524,483 ต้น

ต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมซีเมนต์คาร์บอนต่ำของไทย
จังหวัดสระบุรี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมซีเมนต์ ที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงมาก เพราะมีโรงงานซีเมนต์อยู่กว่า 70-80% แต่เป็นเมืองที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ราว 7% ของ GDP ของประเทศ จึงมีการสร้างโมเดล สระบุรีแซนด์บ็อกซ์- เพื่อเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ” หรือ “PPP-Saraburi Sandbox: A Low Carbon City” โดยร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และอื่นๆ เพื่อพลิกสระบุรีที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมซีเมนต์ ให้เป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” อย่างเต็มรูปแบบ
เมือง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” แห่งนี้จะเป็นต้นแบบแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกโดยดำเนินการใน 4 ด้าน
1. เน้นนำพลังงานสะอาดมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (accelerating energy transition) เช่น การจัดหาพื้นที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ (solar floating) และระบบผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน การพัฒนาสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (grid modernization) และการส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน
2. ศึกษาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและส่งเสริมการใช้ปูนไฮดรอลิก รวมถึงการมองหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาปูนชนิดใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นในอนาคต
3. บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ (turning waste to value) นำมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ซึ่งเป็นไปตามตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE)
4. สนับสนุนการปลูกป่าชุมชนอีก 38 แห่งทั่วจังหวัด เพื่อให้ต้นไม้ช่วยดูดซับคาร์บอน พร้อมทั้งต่อยอดในเชิงพาณิชย์ด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทำรายได้ให้ชุมชน

แนวทางการปรับตัวของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไทยสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ
การปรับปรุงกระบวนการผลิต
- ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือขยะ (Alternative Fuels)
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต
- นำความร้อนเหลือทิ้งมาผลิตไฟฟ้า (Waste Heat Recovery)
- ปรับปรุงเตาเผาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
- พัฒนาปูนซีเมนต์ผสม (Blended Cement) โดยลดสัดส่วนปูนเม็ด
- ใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด เช่น เถ้าลอย (Fly Ash) จากโรงไฟฟ้า ตะกรันเตาถลุง (Slag) จากอุตสาหกรรมเหล็ก ซิลิก้าฟูม (Silica Fume)
- วิจัยและพัฒนาสูตรปูนซีเมนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
การลงทุนในนวัตกรรมใหม่
- ติดตั้งระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
- นำระบบอัตโนมัติและ AI มาใช้ควบคุมการผลิต
- ลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์
- พัฒนาระบบติดตามและวัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
- เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ
- ปรับปรุงการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ
- ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- พัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียว
การปรับโมเดลธุรกิจ
- พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- สร้างมูลค่าเพิ่มจากการรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- พัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอน
- สร้างแบรนด์สีเขียวและความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาบุคลากร
- ฝึกอบรมพนักงานด้านเทคโนโลยีสะอาด
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
- พัฒนาทีมงานวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมสีเขียว
- สร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในองค์กร
การเตรียมพร้อมด้านกฎระเบียบ
- ปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล
- เตรียมพร้อมสำหรับกฎระเบียบคาร์บอนในอนาคต
- พัฒนาระบบการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
- ติดตามนโยบายและกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ผู้ประกอบการ SME ที่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีและพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ จะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม การบรรลุเป้าหมายนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการกำหนดนโยบาย การลงทุน และความมุ่งมั่นจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกในการลดการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืน (Sustainability) ให้กับธุรกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน
อ้างอิง