ธุรกิจใหม่ ‘ยางพาราไทย’ ขายคาร์บอนเครดิตจากสวนยาง ’ สร้างนวัตกรรมลดโลกร้อน แข่งขันได้ในตลาดโลก อย่างยั่งยืน
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศเป็นประเด็นที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ของภาคธุรกิจ โดยจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิของหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนี่งที่เราปฎิเสธไม่ได้เลยคือ ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายประเทศพยายามออกมาตรการต่าง ๆ มาเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อลดอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นเป็นทวีคูณ หนึ่งในนั้นคือ กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2566 และจะมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2567 เป็นต้นไป
โดยภาครัฐเล็งเห็นถึงโอกาสของ อุตสาหกรรมยางพาราไทย จากกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงมีนโยบายส่งเสริม ‘การขายคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา’ เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพารา
เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero Emissions ของไทย Bangkok Bank SME จึงอยากชวนทุกคนมาร่วมกันหาคำตอบว่า ทำไม? คาร์บอนเครดิตจึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมยางพาราไทย แล้วเขาใช้นวัตกรรมอะไรมาช่วยในการคำนวณปริมาณการดูดซับคาร์บอน และหากผู้ประกอบการยางพาราไทยขายคาร์บอนเครดิตจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการอย่างไร?
สถานการณ์ อุตสาหกรรมยางพาราไทย
‘ยางพารา’ หนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลัก ที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก จากข้อมูลของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าในปี 2566 ประเทศไทยมีการผลิตยางพาราอยู่ที่ 4.7 ล้านตัน หรือมีสัดส่วน 31.5% ของผลผลิตยางพาราทั่วโลก โดยมีเกษตรชาวสวนยางทั่วประเทศกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน สร้างรายได้ให้เกษตรกร และโรงงานแปรรูปส่งออกวัตถุดิบยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางทั้ง ยางล้อรถยนต์ ถุงมือยาง และอื่น ๆ รวมถึงไม้ยางพาราคิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 9.6 แสนล้านบาทต่อปี
แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาราคายางผันผวน ที่สำคัญขณะนี้ อุตสาหกรรมยางพาราของไทย เผชิญความเสี่ยงจากปริมาณการส่งออกที่อาจลดลงจากการตรวจสอบที่มาของยางพารา จากกฎหมายสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2566 และจะมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2567 เป็นต้นไป รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมทำสวนยาง FSC และส่งเสริมการขายคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา เป็นโอกาสที่เกษตรกรสวนยางจะมีรายได้เพิ่มที่ยั่งยืนอีกทางหนึ่ง โดยคาดว่าปีนี้ จะมีสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER อย่างน้อย 8.7 หมื่นไร่
ผลกระทบจากการเตรียมบังคับใช้มาตรการตรวจสอบสินค้า (EUDR)
ทั้งนี้ ผลจากการประกาศเตรียมบังคับใช้มาตรการตรวจสอบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) เริ่มส่งผลทำให้หลายประเทศได้รับผลกระทบ และเริ่มมีการแบนสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน FSC รองรับ ยกตัวอย่างเช่น
บริษัทยางรถยนต์ชั้นนำ งดซื้อยาง Non FSC ยกตัวอย่าง ในยุโรปมีบริษัท Pirelli ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์รายใหญ่ของอิตาลี ประกาศว่าต่อไปนี้วัตถุดิบยางต้องมาจากสวนยาง FSC เท่านั้น ขณะที่ค่ายมิชลิน บริษัทยางล้อรถยนต์ของฝรั่งเศสประกาศจะงดรับซื้อยางพาราไทยหากไม่ได้รับรองมาตรฐาน FSC นอกจากนี้หลาย ๆ แบรนด์สินค้าชื่อดังในยุโรปมีการใช้ไม้ เช่น ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ในการทำกล่องบรรจุภัณฑ์ และระบุคำว่า FSC ที่ข้างกล่อง โดยรับซื้อไม้ในราคาสูง
ขณะที่ฝั่งเอเชีย อุตสาหกรรมยาง อินโดนีเซีย ที่ถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งออกยาง 2.08 ล้านตันมูลค่า 3.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่งออกไปยังประเทศสหภาพยุโรปเกือบ 27 ประเทศ ประมาณ 300,000 ตันหรือประมาณ 14% ของทั้งหมด ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวเช่นกัน
โดยกรรมการบริหารของสมาคมยางอินโดนีเซีย ประมาณการว่า กฎดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับมูลค่าการส่งออกประมาณ 527 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขณะนี้ อุตสาหกรรมยางอินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวแล้ว โดยทำให้ประเทศตุรกีเปลี่ยนเส้นทางการจัดซื้อยางจากอินโดนีเซียไปยังประเทศ Ivory Coast ที่มีการรองรับ FSC แทน เพื่อรองรับกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ที่กำลังจะบังคับใช้สิ้นปีนี้
ดังนั้น หากห่วงโซ่อุปทานยางในประเทศรวมถึงเกษตรกรรายย่อยและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป เช่น ยางล้อ ที่ส่งไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด EUDR หรือไม่สามารถระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ได้ ยางเหล่านี้จะถูกขัดขวาง หรือกีดกันในการนำเข้า ดังนั้นหากเกษตรกรและผู้ประกอบการไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง จะทำอุตสาหกรรมยางพาราเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลักดัน สวนยางไทย เข้ามาตรฐาน EU บังคับใช้กฎหมายห้ามรุกป่าสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ จากการที่สหภาพยุโรป หรือ EU เตรียมบังคับใช้กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ภายในสิ้นปีนี้ ทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือได้ คือการทำสวนยางภายใต้มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานขององค์กรอิสระเกี่ยวกับมาตรฐานการรับรองป่าไม้ (Forest Stewardship Council : FSC) ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งจะให้การรับรองกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้ และการค้า ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการปลูกสวนยาง การเก็บเกี่ยว การแปรรูป รวมถึงการซื้อขายผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ คือการปฏิบัติตาม EUDR (EU Deforestation Regulation) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (อียู) ครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ยางพารา กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ปาล์มนํ้ามัน โค และไม้รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปของสินค้าเหล่านี้ รวมถึงสวนยางยังสามารถขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (โครงการ T-Ver) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.เพื่อเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม
สนับสนุน เกษตรกรสวนยาง 22 ล้านไร่ ขายคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้อีกทาง
นอกจากการส่งเสริมการทำสวนยาง FSC ตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนแล้ว เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 67 ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยจะบรรจุ ‘ยาง’ ให้อยู่ในรายการพืชชนิดที่ 59 ที่จะสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ พร้อมทั้งเสนอให้จัดทำระบบมาตรฐานในการคำนวณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เพื่อจัดทำคาร์บอนเครดิตพืชยางเป็นระบบมาตรฐานร่วมกัน
ทั้งนี้ จะช่วยสร้างแหล่งรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ผ่านกระบวนการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเป็นฐานการการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เพื่อบรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ ตามนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ได้ในปี 2065
ซึ่งการทำสวนยาง FSC จะช่วยตอบโจทย์การลดโลกร้อน เนื่องจากยางพาราสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นำสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยจากสวนยางที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ขึ้นทะเบียนกับการยางฯ ที่มีถึง 22 ล้านไร่
ทั้งนี้ หากคำนวณจากพื้นที่สวนยางในประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย กว่า 20 ล้านไร่ สามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 80 ล้านตัน โดยใช้สูตรการคำนวณ ‘แอลโลแมตรี’ ตามที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดคิดเป็นรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต รวมเป็นมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท (ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต เฉลี่ย 300 บาท/ตัน )
ดังนั้น กรณีที่สหประชาชาติยุโรป หรือ EU จะบังคับใช้กฎหมาย EUDR ซึ่งจะมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2567 ว่า เป็นโอกาสในการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ของไทยไป EU เพิ่มขึ้น เพราะยางพาราไทยมาจากสวนยางที่ไม่มีปัญหาการบุกรุกทำลายป่า จากข้อมูลปี 2566 ไทยมีการส่งออกยางพาราไป EU มูลค่า 1,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
‘คาร์บอนเครดิต’ เพิ่มรายได้แก่เกษตรกรได้จริงหรือ?
การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในสวนยางนั้น อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรไทย จึงเกิดคำถามว่าจะสามารถขายได้จริงหรือ? ในเรื่องนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "การพัฒนาโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต" เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยนำสวนยางมาผ่านกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้
โดยที่ผ่านมา กยท. ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตและยื่นขึ้นทะเบียนโครงการนำร่องกับ อบก. มีชาวสวนยางในพื้นที่ จ.จันทบุรี จ.เลย และ จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมจำนวน 2,299 ราย โดยมีพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมแล้วกว่า 50,000 ไร่ โดยคาดว่าการดำเนินโครงการนำร่องในช่วง 7 ปี จะสามารถสะสมปริมาณคาร์บอนเครดิตได้กว่า 1.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คิดเป็นมูลค่ากว่า 390 ล้านบาท
ซึ่งหากเกษตรกรมีสวนยาง 1 ไร่ จะสามารถกักเก็บปริมาณคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 4 ตัน สร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเฉลี่ย 1,200 บาท/ไร่ ถือเป็นรายได้เสริมที่เกษตรกรจะได้รับจากสวนยาง นอกเหนือจากการขายผลผลิตยางเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ กยท. เผยว่า พร้อมที่จะผลักดันสวนยางให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติม และให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกำหนดต่อไป
นอกจากนี้ กยท. ยังเตรียมการหาตลาดรองรับจากภาคเอกชนที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต รวมถึงร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาแพลตฟอร์มกระดานซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตในอนาคต ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลกำหนดไว้
ซึ่งขณะนี้เป็นการซื้อขายแบบสมัครใจ ยังไม่มีการบังคับอย่างเป็นทางการ แต่หากมีการบังคับด้วยกฎหมายการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดน หรือกำหนดเป็นเงื่อนไขสำหรับสิบค้านำเข้าเป็นการทั่วไปแล้ว ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างความมั่นคงให้กับอาชีพการทำสวนยางอย่างยั่งยืน
ด้าน ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า หลังจากนำร่องโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสวนยางต้นแบบทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวแล้ว จะขยายผลไปยังสวนยางในพื้นที่อื่นที่มีความพร้อมต่อไป โดยตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นสวนยาง Carbon Neutrality ให้ได้ 10 ล้านไร่ ภายในปี 2573 และภายในปี 2593 สวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. ที่มีอยู่ประมาณ 22 ล้านไร่ จะเป็นสวนยาง Carbon neutrality ทั้งหมด จะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับประโยชน์จากซื้อขายคาร์บอนเครดิต พร้อมกันนี้ กยท. จะพัฒนาองค์กรให้เป็นผู้ตรวจสอบประเมินคาร์บอนเครดิตที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ อบก. อีก
สวนยางดูดซับ-กักเก็บคาร์บอนฯ ได้เท่าไหร่?
ปัจจุบัน การขายคาร์บอนเครดิตเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งมีเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราหลายราย เริ่มขายคาร์บอนเครดิตแล้ว จากข้อมูลการศึกษาของ อบก. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ช่วงอายุยางพารา ที่กักเก็บและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด เฉลี่ย 1.34 ตัน/ไร่/ปี คือ อายุ 6-10 ปี รองลงมา คืออายุ 11-15 ปี ซึ่งกักเก็บและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เฉลี่ย 1.21 ตัน/ไร่/ปี
สำหรับ ‘คาร์บอนเครดิต’ ถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ เช่น การปลูกต้นไม้ โดยจะนำความสูง เส้นรอบวง และพันธุ์ของต้นไม้ ไปคำนวณการดูดซับก๊าซเรือนกระจก และแปลงออกมาเป็นคาร์บอนเครดิตนั่นเอง
ใช้นวัตกรรมอะไร? ในการวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในสวนยาง
ปัจจุบันมีพืชเกษตรหลายชนิดที่ถูกนำมาประเมินหาปริมาณการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน ลำไย และไม้ยืนต้นอื่น ๆ ซึ่ง ‘ยางพารา’ เป็นพืชเกษตรที่มีศักยภาพสูงในการกักเก็บและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
หลายคนคงสงสัยว่า เขาใช้อะไร? ในการวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในสวนยาง เรื่องนี้ กยท. และ อบก. ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักวิจัยและนักวิชาการเกษตรที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง มาใช้ในการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในสวนยาง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุด เช่น เทคโนโลยี LiDAR อากาศยานไร้คนขับ และดาวเทียม ตลอดจนกำหนดแนวทางและกิจกรรมเพื่อยกระดับการจัดการสวนยางให้ดียิ่งขึ้น โดยการยืดอายุสวนยางด้วยวิธีการกรีดยางหน้าสูง การใช้แก๊สเอทธิลีนเร่งน้ำยาง และการกรีดยาง ด้วยระบบกรีดความถี่ต่ำ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการโค่นได้อีก 5-10 ปี และเพิ่มปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในสวนยางมากขึ้น ควบคู่ไปกับการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับราคายางมีการปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย
ยกตัวอย่าง บริษัท วรุณา จำกัด ผู้นำเทคโนโลยีอัจฉริยะในภาคการเกษตรและภาคป่าไม้แบบครบวงจร นำเทคโนโลยีดาวเทียม (Satellite) กับการใช้ข้อมูลและภาพถ่ายจากโดรนมัลติสเปกตรัม และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถช่วยติดตาม วิเคราะห์พื้นที่สีเขียว และช่วยเก็บข้อมูลปริมาณการดูดซับคาร์บอน รวมไปถึงการประเมินค่าคาร์บอนในพืชและป่าไม้ เพื่อมีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกและรับรองคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์ม Varuna Land Monitoring (VLM)
สำหรับพื้นที่สวนยางที่ ‘วรุณา’ ได้เข้าไปสำรวจ เช่น โครงการขายคาร์บอนเครดิตสวนยาง จ.ระยอง โดยประเมินพื้นที่ปลูกยางพาราในจังหวัดระยอง บนพื้นที่ประมาณ 3.5 แสนกว่าไร่ ด้วยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศประเมินค่าเฉลี่ยอายุการปลูกยาง 10-15 ปี พบว่ามีการกักเก็บคาร์บอนประมาณเกือบ 2 ตันคาร์บอนต่อไร่ต่อปี
ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุด้วยว่า นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เกษตรกรนำสวนยางมาซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว กยท. ยังได้วางแนวทางในการหาตลาดรองรับจากภาคเอกชนที่มีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต รวมถึงสร้างความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาแพลตฟอร์มกระดานซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต รองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต
สนใจข้อมูลสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://www.bangkokbanksme.com/en/varuna-netzero
ความพร้อมของผู้ประกอบการไทย ในการรับมือมาตรการตรวจสอบ (EUDR)
สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการรับมือมาตรการดังกล่าว ที่คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ก่อนเป็นภูมิภาคแรกภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติไปยุโรป ต้องผ่านการตรวจสอบแหล่งที่มาเพื่อยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าและบุกรุกป่าสงวน ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสวนยางควรเตรียมความพร้อมดังนี้
1. ผู้ประกอบการที่มีสวนยาง ควรขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิต หากต้องการรับประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตในอนาคต ทั้งในแง่ของการสร้างรายได้ และการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
2. ส่วนผู้ประกอบธุรกิจยางแปรรูปทั้ง กลางน้ำ และปลายน้ำที่มีสวนยางพารา ควรพิจารณานำคาร์บอนเครดิตจากสวนยางพารามาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กร เพื่อะบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ โดยควรเริ่มต้นจากการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) หรือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรของตนเอง เพื่อวางแผน และประเมินการใช้คาร์บอนเครดิตในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสม
3. สำหรับเกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ที่มีสวนยางพาราไม่มาก ควรรวมกลุ่มกัน โดยรวบรวมพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการ T-VER ในสวนยางพาราในรูปแบบ สมาคมผู้ประกอบการยางพาราภายในพื้นใกล้เคียงกันหรือวิสาหกิจชุมชน และขอรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยในการพัฒนาโครงการลดลง แต่มีกำไรเพิ่มขึ้น
ด้าน ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ยางพาราไทย ถือว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการรองรับกฎหมาย EUDR เพราะสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. 22 ล้านไร่มาจากสวนยางที่ไม่บุกรุกทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นโอกาสของสินค้ายางพาราของไทย กรณีมีการบังคับใช้กฎหมายและเริ่มมีผลในทางปฏิบัติในปลายปีนี้ คาดจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ไทยส่งออกยางพาราไปตลาด EUได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของสินค้า และสวนยางต้นทางได้
ตัวอย่าง การรับมือโดยใช้นวัตกรรมยางพาราด้านความยั่งยืน
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดค้นนวัตกรรม ยางมีพิกัด หรือ ยาง GPS เพื่อแสดงความพร้อมรับมือมาตรการหรือกฎหมายจากทั่วโลกที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยางธรรมชาติที่จำหน่าย และแสดงจุดยืนในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโปร่งใส ตรวจสอบได้
สำหรับ ยางมีพิกัด หรือ ยาง GPS คือยางธรรมชาติ เช่น ยางก้อนถ้วย, น้ำยางสด, ยางแผ่น ที่สามารถระบุหรือตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แหล่งที่มาของยางได้ 100% ว่ามาจากพื้นที่สวนไหน ของใคร ซึ่งต้องเป็นสวนที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายจำนวนเกษตรกรและผู้ค้ายางที่จะทำยางมีพิกัดกับศรีตรัง จำนวน 100,000 ราย ภายในสิ้นปี 2567 และขยายเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ราย ภายในสิ้นปี 2568
ทั้งนี้ ยาง GPS สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ผ่านนวัตกรรมใหม่ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ของกลุ่มบริษัทศรีตรัง อาทิ แอปพลิเคชัน Sri Trang Friends , แอปพลิเคชัน Sri Trang Friends Station , บริการ Super Driver และระบบ Smart Factory ที่ช่วยTransformation กระบวนการรับซื้อยางสู่ดิจิทัล เชื่อมโยงผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศ ได้แก่ ชาวสวนยาง, ผู้ค้ายาง, ผู้ขนส่งยาง, ชุมชน, คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาง ซึ่งจะสร้างมิติใหม่แก่อุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยางพาราในตลาดโลก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘คาร์บอนเครดิตในสวนยาง’ และการนำนวัตกรรมใหม่ มาใช้ในภาคการเกษตร จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนได้ นอกเหนือจากการขายวัตถุดิบยางพารา และยังเป็นการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยยกระดับการแก้ไขปัญหาทางภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปสู่ Net Zero ของประเทศไทยในอนาคต
อ้างอิง
การยางแห่งประเทศไทย
https://www.raot.co.th/ewt_news.php?nid=92513&filename=index
ศูนย์ข้อมูลยางและไม้ยาง
https://researchcafe.tsri.or.th/future-prospects-for-thai-rubber-producers/
https://rubber.oie.go.th/Article.aspx?aid=65728
https://rubber.oie.go.th/Article.aspx?aid=65705
https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/80273
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
https://www.facebook.com/varunatech/?locale=th_TH
https://www.dailynews.co.th/news/3257439/
https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/digital_transformation/2768820
https://www.climatecenterthailand.co/net-zero/255