EU เห็นชอบข้อบังคับสำหรับพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง

SME in Focus
30/04/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 192 คน
EU เห็นชอบข้อบังคับสำหรับพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง
banner
ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสภายุโรปลงมติเห็นชอบมาตรการด้านกฎหมายที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอเพื่อรับมือกับปัญหาปริมาณขยะทะเลที่มาจาก ขยะพลาสติก ประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 10 ประเภทที่พบมากตามชายหาดในยุโรป รวมถึงเครื่องมือประมงต่างๆที่ถูกทิ้งร้างและถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้จำพวก Oxo-degradable plastics

โดยร่างข้อบังคับฉบับนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปเสียก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ พร้อมให้เวลาประเทศสมาชิกในการปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับหลักการของข้อบังคับฉบับนี้อีก  2 ปีหลังจากวันที่ลงประกาศใน EU Official Journal

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลค์ Facebook bangkokbanksme

ร่างข้อบังคับ (Directive) ฉบับใหม่ดังกล่าวนี้แสดงถึงความเป็นผู้นำระดับโลกของอียูทางด้านการจัดการกับปัญหาขยะในทะเล และนับเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ด้านพลาสติกของอียู (EU Plastics Strategy) ซึ่งเป็นกรอบและทิศทางการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกที่พิจารณาครอบคลุมตลอดวัฏจักรชีวิตของวัสดุที่ใช้ภายใต้หลักการสำคัญคือ เพื่อผลักดันให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดในตลาดอียูสามารถนำกลับใช้ได้ใหม่หรือสามารถรีไซเคิลได้ภายในปี พ. ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ร่างข้อบังคับฉบับนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแผนการขับเคลื่อนไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคตต่อไปของคณะกรรมาธิการยุโรป อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลอย่างยั่งยืน

ขยะพลาสติก

Frans Timmermans รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ผู้รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวในเรื่องนี้ว่า นี่นับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของอียูในการลดปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทรและทะเลอย่างเป็นรูปธรรม เราเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเราเชื่อมั่นว่าเราแก้ไขปัญหานี้ได้ อียูกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโลกซึ่งเราคาดหวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้แก่ชาติอื่นๆ ดำเนินรอยตาม

นอกจากนั้น รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นาย Jyrki Katainen ผู้รับผิดชอบงานด้านการจ้างงาน การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขัน กล่าวเสริมด้วยว่า การใช้บังคับร่างกฏระเบียบใหม่ฉบับนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้อียูสามารถจัดการกับปัญหามลพิษจากขยะพลาสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้อียูก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกทางด้านนโยบายการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สภายุโรปมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการนำการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกมาสู่ภูมิภาค อีกทั้งยังสร้างโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆที่จะขับเคลื่อนไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคตต่อไป

ในขณะที่กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม กิจการนาวี และการประมงของสหภาพยุโรป นาย Karmenu Vella ได้กล่าวสรุปว่า ทุกคนควรมีส่วนภูมิใจกับร่างกฏหมายใหม่ฉบับนี้เพราะไม่เพียงแต่เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกทางทะเลที่ต้นตอ แต่ยังสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชากรยุโรปที่สนับสนุนให้มีการแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังการลงมติของสภายุโรปในวันนี้คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำหน้าที่ติดตามดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ ผู้ผลิตและผู้บริโภคซึ่งจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับตามกฎหมายด้วย

โดย ร่างข้อบังคับยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastics Directive) ที่ได้รับการรับรองจากสภายุโรป มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
     
  • การออกกฎห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งอาจมีทางเลือกอื่นๆในตลาด ไม่ว่าจะเป็น สำลีก้าน ช้อนส้อม จาน หลอด ช้อนคน ก้านลูกโป่ง รวมถึงถ้วยภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่ทำจากพลาสติกพอลิสไตรีน ชนิดที่เรียกว่า Expanded polystyrene และ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ทำจากพลาสติกย่อยสลายได้จำพวก Oxo- degradable plastic
  •  
  • การลดการบริโภคภาชนะบรรจุอาหารและถ้วยเครื่องดื่มที่ทำจากพลาสติกและการทำเครื่องหมายเฉพาะและการติดฉลากของผลิตภัณฑ์บางชนิด
  •  
  • ขยายขอบเขตความรับผิดของผู้ผลิตให้ครอบคลุมไปถึงการจัดการกับของเสียที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ด้วย เช่น ก้นกรองบุหรี่และเครื่องมือการทำประมงและอุปกรณ์ตกปลา
  •  
  • ผลักดันแนวทางในการจัดเก็บและคัดแยกขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าการจัดเก็บและคัดแยกขยะประเภทขวดพลาสติกให้ได้มากถึง 90% นับตั้งแต่แต่ปี 2572 (ค.ศ. 2029) เป็นต้นไป โดยเพิ่มขึ้นจาก 77% นับแต่ปี 2568 (ค.ศ. 2025) และแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อเชื่อมระหว่างฝาขวดกับบรรจุภัณฑ์โดยตั้งเป้าการใช้พลาสติกรีไซเคิลในขวดพลาสติก PET(Polyethylene Terephthalate) ให้ได้มากถึง 25% นับตั้งแต่ปี 2568 (ค.ศ. 2025) และ 30% ในขวดพลาสติกทั้งหมดนับแต่ปี 2573 (ค.ศ. 2030)
  •  

    ทั้งนี้ ร่างข้อบังคับฉบับนี้สานต่อแนวทางของข้อบังคับเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์และของเสียที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ของอียู (Directive (EU) 2015/720 on Packaging and Packaging Waste) ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อมีผลบังคับใช้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางเศรษฐกิจ อันได้แก่
       
    • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณเทียบเท่า 4 ล้านตัน
    •  
    • ช่วยค่าใช้จ่ายสูงถึง 22 พันล้านยูโร ภายในปี 2573 จากความเสียหายอันอาจเกิดกับสิ่งแวดล้อม
    •  
    • ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดมากขึ้นถึง 5 พันล้านยูโร

    • ร่างกฎหมายฉบับนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของอียูที่ต้องการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกด้วยการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุดตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ขณะที่ภาคประชาชนก็ตื่นตัวและเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง เช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยจึงควรมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปในการเร่งปรับตัวและพัฒนาต่อยอดสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยผสานกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ โดยสินค้าและบรรจุภัณฑ์ต้องมีคุณสมบัติที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ หรือเลือกใช้วัตถุดิบทางเลือกจากธรรมชาติอย่างพลาสติกชีวภาพมากยิ่งขึ้น

      อ้างอิง : https://bit.ly/2UUCNAB
      Bangkok Bank SME ราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก www.bangkokbanksme.com หรือ โทร call center 1333

      Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
      สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


      Related Article

      Smart City นวัตกรรมสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น SME in Focus

      Smart City นวัตกรรมสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

      โครงการ ‘เมืองอัจฉริยะอาเซียน’ ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการหลังมีข้อมติจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2561 ณ ประเทศส...
      31354 | 02/07/2019
      ไทย – มาเลเซีย ผสานความร่วมมืออุตสาหกรรมยานยนต์ SME in Focus

      ไทย – มาเลเซีย ผสานความร่วมมืออุตสาหกรรมยานยนต์

      มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ในประเทศ ที่แข็งแกร่ง จากพัฒนาการที่ยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 เริ่มจากการผลิตรถยนต์โปรตอน (Pro...
      18707 | 14/06/2019
      หลายๆ เหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องสนใจ EEC SME in Focus

      หลายๆ เหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องสนใจ EEC

      หลายคนมองโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จากนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ถ้าคุณคิดแบบนั้นอยู่ คุณคิดถูกแล...
      11523 | 08/07/2019
      banner
      banner