การเติบโตของ “Food delivery” ที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้การแข่งขันร้อนแรงยิ่งขึ้น โดยผู้ประกอบการในตลาดต่างพยายามวางเกมทั้งแนวรุก แนวรับ เพื่อชิงความได้เปรียบซึ่งกลยุทธ์หลักๆ ที่นำมาฟาดฟันกัน คือการขยายฐานพาร์ทเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือจำนวนร้านอาหารเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ และกลยุทธ์ไม้ตายอย่างที่จะปฏิเสธไม่ได้คือ “ราคา” อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาถือว่าเกมนี้เพิ่งเริ่มต้น เพราะการชิงความเป็นผู้นำที่ต่างเคลมว่าเป็นที่ 1 ไม่ว่าจะเป็น Foodpanda Grab Food และ LINE MAN อาจยังต้องวัดกันอีกยาวไกล
ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme
ถูก-เร็ว-ดีมีที่ Grab food
ในปีที่ผ่านมา Food Delivery ถือเป็น New S-Curve สำหรับ Grab Food จากการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้เพราะวางกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะราคาที่นำมาใช้เพื่อให้การตัดสินใจง่ายนั้นขึ้น
ทั้งยังช่วยฐานผู้ใช้บริการสู่กลุ่มใหม่ๆ
โดยเริ่มต้นที่10 บาทในระยะทาง 5 กิโลเมตรแรก
ซึ่งเป็นราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ขณะที่ระยะทางต่อไปเพิ่ม 10
บาทต่อกิโลเมตร โดยจะให้บริการในส่วนนี้อีกไม่เกิน 10
กิโลเมตรและจะรับอาหารภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที
สำหรับฟันเฟืองในการทำราคาให้ต่ำ มาจาการโฟกัสพื้นที่ให้บริการในระยะสั้น
และจำนวนพาร์ทเนอร์คนขับที่ขณะนี้มีถึง150,000 ราย ซึ่งการให้บริการในพื้นที่ไม่ไกลจะช่วยให้ผู้ขับทำจำนวนรอบในการส่งได้มาก
ขณะเดียวกันก็เป็นความได้เปรียบ เนื่องจากสามารถส่งอาหารได้เร็ว ได้รสชาติที่ปรุงสดใหม่
ส่วนจำนวนร้านอาหารพันธมิตรใน Grab Food ขณะที่มีมากกว่า 20,000
ราย หลากหลายประเภท
ซึ่งการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์เหล่านี้
เป็นสิ่งที่ Grab ให้ความสำคัญมาก โดยมีการนำบิ๊กดาค้าเข้ามาช่วยในการวางแผนด้านการจัดการ
นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา พบว่ามีร้านลักษณะเครือข่ายหรือเชนเข้ามาร่วมให้บริการผ่าน
Grab food เพิ่มขึ้น อาทิ สตาร์บัคส์ ร้านอาหารในเครือไมเนอร์ 6
แบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี สเวนเซ่นส์
ซิซซ์เล่อร์ แดรี่ควีน เบอร์เกอร์คิง เดอะ คอฟฟี่ รวมถึงเอ็มเค เป็นต้น
โดยขณะนี้ Grab สามารถกระจายพื้นที่บริการได้แล้วใน 18 จังหวัด
ในจุดแข็งยังมีจุดอ่อน
สำหรับจุดแข็งด้านราคาและระยะเวลาในการจัดส่งที่รวดเร็ว
กลับทำให้ Grab Food มีข้อจำกัดด้านพื้นที่การให้บริการ
ทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถสั่งอาหารที่ต้องการได้หากอยู่ไกลเกินระยะทางที่กำหนด ซึ่ง Grab Food พยายามปิดจุดอ่อนนี้ด้วยการพัฒนาคลาวด์คิทเชน
(Cloud Kitchen) หรือครัวกลาง ด้วยการจัดพื้นที่ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงแต่อยู่ห่างพื้นที่มาประกอบอาหารเฉพาะบริการเดลิเวอรี่
โดยการเลือกร้านจะดูความต้องการจากประวัติการค้นหาของผู้ใช้บริการในพื้นที่
ซึ่งจะทำให้การเลือกร้านอาหารจะสอดคล้องกับความต้องการ
โดย
Grab Kitchen แห่งแรกอยู่ที่ตลาดสามย่านชั้น 2
ซึ่งเป็นทำเลที่เชื่อมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่เชื่อมอย่างสยาม สีลม และสาทร
ซึ่งรวบรวมร้านอาหารมาเข้ามาไว้ 12 ร้าน อาทิ บราวน์คาเฟ่ เอลวิสสุกี้ ป.เจริญชัย
ไก่ตอน ตำป๊อกป๊อก ฯลฯ และร้านอาหารจากเครือเซ็นทรัลอีก 5 ร้าน
นอกจากนี้ Grab ยังกระตุ้นการใช้บริการด้วย “Promotion” เริ่มจากการโปรแกรมสะสมคะแนนผ่านแกร็บรีวอร์ดส์ ซึ่งล่าสุดได้ปรับให้สะสมได้ง่ายและเพิ่มโอกาสในการเป็นสมาชิกแพลตตินั่มได้เร็วขึ้น
โดยแต่ละคะแนนที่สะสมจะไม่หมดอายุ
รวมถึงการจัดแคมเปญร่วมกับพันธมิตรเพื่อเสนอดีลพิเศษ เช่น แคมเปญ “แกร็บ 11.11”
ที่ร่วมกับพันธมิตร 400 รายกับแคมเปญ 1
แถม 1 ตลอดเดือน เป็นต้น
จากการขับเคลื่อนการตลาดเชิงรุกส่งผลให้ Grab food มีตัวเลขที่เคลมว่าเป็นที่ 1 ในตลาดจากช่วง10 เดือนของปี 2562 มีการใช้บริการ 120 ล้านครั้ง ขณะที่ผลจาก กันตาร์ บริษัทการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเชิงลึกก็พบว่า Grab food ครองอันดับหนึ่งในฐานะแบรนด์โปรดของลูกค้า ในการสั่งอาหารออนไลน์ในอัตรา 54% ของผู้บริโภคในไตรมาส 3 ของปี 2562 โดยแบรนด์คู่แข่งอยู่ที่ 21%
LINE MAN ประกาศชัด “ราคา” ไม่จำเป็น
สำหรับบริการ LINE MAN เข้าสู่ตลาดฟู้ด เดลิเวอรี่ด้วยกลยุทธ์
Strategic Partner จากจับมือกับ “วงใน”เว็บไซต์และแอปพลิเคชันค้นหาและรีวิวร้านอาหารอันดับ
1 โดยจะสนับสนุนข้อมูลร้าน รูปภาพ เมนูและการรีวิว ซึ่งวงในมีข้อมูลค่อนข้างมาก สามารถเข้ามาช่วยให้ฟู้ด
ดิลิเวอรี่ของ LINE MAN แตกต่างจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ
เพราะมีวาไรตี้และข้อมูลร้านอาหารหรือการรีวิวอาหารที่ช่วยเลือกช่วยตัดสินใจได้
ส่วนการจัดส่งร่วมกับลาล่ามูฟผู้ให้บริการส่งสินค้าแบบ
On-Demand Delivery
ซึ่งขณะนี้มีพนักงานให้บริการจัดส่งประมาณ 40,000 คน ซึ่งการเลือกใช้กลยุทธ์ดังกล่าว
ทำให้ต่างฝ่ายต่างอาศัยจุดแข็งซึ่งกันและกันเข้ามาเอื้อให้การเติบโตของกับไลน์แมนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้มีร้านอาหารเป็นพันมิตรราว 50,000 ร้าน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าคู่แข่งขัน
แม้จะครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดคือ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี
ชลบุรีก็ตาม และประมาณ 80% เป็นสตรีทฟู้ด ขณะนี้ฐานผู้ใช้บริการไลน์แมนที่เป็นแอ็กทีฟ
ยูสเซอร์ประมาณ 1.5 ล้านราย โดยจำนวนที่ LINE เคลม ทำให้กล้าที่จะบอกว่าขณะนี้ LINE MAN คือผู้นำในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่
พลิกเกมสู้รับมือตลาดแข่งเดือด
จุดอ่อนของ LINE MAN ที่ชัดเจน คือราคาการให้บริการสูงกว่าคู่แช่งขันโดยเริ่มต้น
55 บาทในระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรแรกเท่านั้น และบวกเพิ่มตามระยะทาง 9 บาท/กม.ซึ่งเป็นอัตราที่คิดแยกจากราคาอาหาร ขณะที่คู่แข่งอาจจะมีการบวกราคาค่าอาหารเพิ่มในบางร้าน
อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยด้านกำลังซื้อที่ลดลงและเพื่อให้สามารถแข่งขันได้
LINE MAN ได้เริ่มชิมลางกับกลยุทธ์ราคาด้วยโปรโมชั่นแบบเหมาในราคาเริ่มต้น
29 บาท ในกรณีที่สั่งอาหารจากร้านรอบรัศมี 6 กิโลเมตรซึ่งมีกว่า 1,000 ร้าน
รวมถึงความพยายามสร้างความต่าง ด้วยกลยุทธ์การพัฒนาบริการที่สร้างคุณค่าทางความรู้สึก (emotional value) ผ่านกลยุทธ์ moment marketing ผ่านเทศกาลต่างๆ และตามโร้ดแมปของ LINE ต้องการที่จะเจาะตลาดต่างจังหวัดและหัวเมืองใหญ่ๆ ให้ครอบคลุม 25% ของทั้งประเทศภายในปี 2563 ซึ่งล่าสุดได้เปิดพื้นที่ให้บริการเพิ่มที่พัทยาเป็นที่เรียบร้อย
Foodpanda เร่งสยายปีกทั่วประเทศ
ด้าน Foodpanda
เป็นผู้ให้บริการสั่งอาหารและเครื่องดื่มออนไลน์เจ้าแรกเบอร์ต้นของประเทศไทย
ที่ให้บริการจัดส่งครอบคลุมทั่วไทยมากกว่า 39 จังหวัด
พร้อมทั้งมีพันธมิตรร้านอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 35,000 ร้านค้า
กลยุทธ์ของ Foodpanda ในปัจจุบันคือการเร่งขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งการจับมือการพาร์ทเนอร์ที่ทำธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดอย่างคึกคัก ทั้งการดีลกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ทั้งโออิชิ และร้านสตาร์บัคส์ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์มากยิ่งขึ้น

