จับตา! อินเดียลดนำเข้าสินค้าจีน จุดกระแสชาตินิยม-พึ่งพาตัวเอง

SME Go Inter
11/07/2020
รับชมแล้วทั้งหมด 664 คน
จับตา! อินเดียลดนำเข้าสินค้าจีน จุดกระแสชาตินิยม-พึ่งพาตัวเอง
banner

แนวคิดที่จะลดการพึ่งพาสินค้าจากจีนและฮ่องกง ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจของอินเดียเองที่ต้องการผลักดันการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ ให้สามารถพยุงเศรษฐกิจในช่วงผลกระทบของ COVID-19 อินเดียจึงได้ประกาศนโยบาย Atmanirbhar Bharat (‘อัตมานิรภาร์ ภารัต’ หรือ อินเดียที่พึ่งพาตนเอง) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐและเอกชนเร่งพัฒนาการผลิตและใช้สินค้าของอินเดียให้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ

ซึ่งที่ผ่านมาอินเดียต้องนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลางของสินค้าจำเป็น อาทิ สารประกอบในการผลิตยาซึ่ง 70% เป็นการนำเข้าจากจีน รวมถึงเวชภัณฑ์ ปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ ชิ้นส่วนของเครื่องฟอกอากาศและเครื่องทำความเย็น รวมถึงสินค้าที่อินเดียนำมาผลิตเพื่อส่งออกอีกหลายรายการ นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียได้นำเหตุการณ์การปะทะที่ชายแดนจีน-อินเดีย มาจุดกระแสชาตินิยมเพื่อผลักดันนโยบายนโยบาย Make in India และ Invest in India ให้ขับเคลื่อนอีกครั้ง

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 

อย่างไรก็ตามตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของอินเดีย มีสัดส่วนประมาณ12% ของการนำเข้าทั้งหมดในปีงบประมาณ 2563 (เม.ย. 62- มี.ค. 63) อินเดียนำเข้าจากจีนเป็นมูลค่า 65,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่อินเดียส่งออกไปจีนได้เพียง 16,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย ทำให้อินเดียขาดดุลการค้ากับจีนประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นหนึ่งในสามของการขาดดุลการค้าทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาสินค้าจีน โดยเฉพาะเมื่อห่วงโซ่การผลิตจากจีนต้องสะดุดไปในช่วงโรคระบาดของ COVID-19

โดยในช่วงเริ่มต้นของการล็อคดาวน์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียได้ระบุรายการสินค้ามากถึง 1,050 รายการที่อินเดียมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในจีนและฮ่องกง และมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกประสานหาแหล่งนำเข้าสำรองจากประเทศอื่นๆ นโยบาย Make in India และ Invest in India ให้ขับเคลื่อนอีกครั้ง

 

มุ่งใช้ประโยชน์จากสินค้าอาเซียนมากขึ้น

ศูนย์วิจัย Acuite Ratings & Research คาดว่าในปี 2563 อินเดียอาจจะทยอยออกมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี เพื่อจำกัดการนำเข้าและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศในสินค้า 40 รายการ มีมูลค่าประมาณ 33,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 25% ของสินค้าที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่อินเดียมีความสามารถในการผลิตเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว อาทิ เหล็กและอลูมิเนียม ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักรกล สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์และพอลีเมอร์ ส่วนประกอบของยาและเครื่องสำอาง เครื่องตรวจวินิจฉัยและเครื่องมือแพทย์อื่นๆ ที่กำลังขาดตลาด

รวมถึงสินค้าหัตถกรรมที่อินเดียนำเข้าจีนมากถึง 430 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอินเดียเองก็มีศักยภาพด้านนี้อยู่แล้ว โดยอินเดียตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลการค้ากับจีนให้ได้ 84,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2565 ซึ่งการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้านี้จะช่วยสร้างงานและรายได้ให้คนอินเดียในห่วงโซ่การผลิต ในขณะเดียวกันอินเดียก็มองหาแหล่งนำเข้าสำรองสำหรับสินค้าเหล่านี้ด้วย

นอกจากนี้กรมอุตสาหกรรมและการค้าภายในของอินเดีย กำลังร่วมกับภาคเอกชนระบุอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องร่วมมือกับต่างประเทศ รวมถึงมาตรการจูงใจเพื่อเชื่อมโยงการผลิตระหว่างกัน (Production-linked Incentive Scheme) อาทิ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ รถยนต์อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้า รวมถึงวัตถุดิบขั้นกลางอื่นๆ อีกประมาณ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

โดยมุ่งเน้นเชื่อมโยงการผลิตกับประเทศที่มี FTA กับอินเดียทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีโดยเฉพาะอาเซียน ทั้งนี้ อินเดียจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วย เพื่อป้องกันการแทรกซึมของสินค้าจีนผ่านบริษัทของคนจีนที่เข้าไปจดทะเบียนในอาเซียนโดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งในปีที่ผ่านมาอินเดียนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้น 43.3%

โดยอินเดียจะมีการตรวจสอบใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้เข้มข้นมากขึ้น (Rules of Origin) โดยเฉพาะสินค้าที่มีการนำวัตถุดิบจากจีนมาผลิตต่อยอดในอาเซียน ซึ่งต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 33% ของมูลค่าสินค้า

ลดนำเข้าสินค้าจีน โอกาสของไทยและอาเซียน

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายดังกล่าวไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของจีน เนื่องจากตลาดอินเดียมีสัดส่วนเพียง 3% ของการส่งออกทั้งหมดของจีนเท่านั้น และไทยก็ไม่ได้มีส่วนสำคัญในห่วงโซ่การผลิตของสินค้าจีนที่ส่งออกไปอินเดีย

ขณะเดียวกันยังถือได้ว่าจีนเป็นคู่แข่งในการค้าในหลายสินค้า อาทิ เหล็กและอลูมิเนียม เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเคมีอินทรีย์ นี่จึงเป็นโอกาสของไทยในการเข้าไปแทรกตลาดอินเดียแทนที่จีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าของใช้ในบ้านและสำนักงาน อาทิเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศรถยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงที่นอน เครื่องแก้ว เสื้อผ้า และเส้นใย ของเล่นที่ทำจากพลาสติก อุปกรณ์กีฬา นาฬิกาข้อมือและแขวนผนัง แชมพูและครีมนวดผม ลิปสติก แป้งทาหน้า และน้ำหอม ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ และกระดาษ/วัสดุบรรจุภัณฑ์

แต่กระนั้นตลาดอินเดียที่ลดนำเข้าสินค้าจีนก็ไม่ได้ง่ายนัก เพราะตลาดนี้ไทยก็มีคู่แข่งที่สำคัญในอาเซียน อันได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย ด้วยเหตุนี้แต้มต่อทางการค้าทั้งในส่วน FTA ไทย- อินเดียจึงอาจเป็นท่าไม้ตายเดียวของไทย แต่คงไม่มากนักเพราะระยะหลังอินเดียมุ่งเจรจาในระดับอาเซียนมากกว่ารายประเทศ ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพสินค้า ต้นทุนการผลิต การจัดส่ง ยังเป็นตัวชี้วัดสมรภูมินี้ 


สมัครสินเชื่อ >>สินเชื่อธุรกิจบัวหลวง SMEs ดีแน่นอน<<


‘บาห์เรน’ ตลาดใหม่ส่งออกพืชผัก-ผลไม้ไทย

นักท่องเที่ยวอินเดียกลับมาแน่! หลังพ้นวิกฤต COVID-19


Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้…
230951 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ…
83220 | 12/06/2019
พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

นับเป็นเวลาหลายปีที่มีการพูดถึงกระแสเหล็กจีนไหลบ่าเข้ามาในตลาดอาเซียน แต่ดูปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นอีกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ…
36666 | 21/01/2020
จับตา! อินเดียลดนำเข้าสินค้าจีน จุดกระแสชาตินิยม-พึ่งพาตัวเอง