เส้นทางความสำเร็จ PJ Wood ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไทยสู่ตลาดโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ Low Carbon ลดโลกร้อน
เจาะลึกเส้นทางความสำเร็จ บริษัท พี.เจ.ชลบุรี พาราวู้ด จำกัด (PJ Wood) ผู้นำด้านการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านระดับโลกจากประเทศไทย ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านคุณภาพสูง ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำระดับโลกมากมาย ผ่านเครือข่ายร้านค้ากว่า 20,000 สาขา และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
นอกจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะการจัดการวัสดุเหลือทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับรางวัล ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
บทความนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวเส้นทางความสำเร็จของ คุณแอนดรู เด เฮซูส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และคุณบุษยากรณ์ เด เฮซูส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท พี.เจ.ชลบุรี พาราวู้ด จำกัด (PJ Wood) ผู้ส่งออกสินค้าเครื่องใช้ในบ้านชั้นนำของประเทศไทย เขาทำได้อย่างไร ติดตามได้ในบทสัมภาษณ์นี้

จุดเริ่มต้นจากโรงงานไม้ยางพาราสู่ผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ระดับโลก
คุณบุษยากรณ์ กล่าวถึงที่มาของธุรกิจว่า บริษัท พี.เจ.ชลบุรี พาราวู้ด จำกัด (PJ Wood) ก่อตั้งขึ้นในปี 2544 แต่ความเชี่ยวชาญของครอบครัวในอุตสาหกรรมไม้ มีมาก่อนหน้านั้นมายาวนาน โดยก่อนการก่อตั้ง PJ Wood คุณพ่อประกอบ และคุณแม่รัสรินทร์ ได้สร้างชื่อเสียงในธุรกิจยางพาราและไม้แปรรูปมาก่อน ท่านเริ่มต้นจากการทำสวนในจังหวัดระยอง และต่อมาได้ขยายกิจการด้วยการเปิดโรงเลื่อยและโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในหาดใหญ่ และยะลา

ส่งต่อธุรกิจครอบครัวทั้ง 3 บริษัท อย่างไร? ให้ราบรื่น
คุณบุษยากรณ์ สะท้อนแนวคิดการส่งต่อธุรกิจครอบครัวว่า สำหรับ PJ Wood การเปลี่ยนผ่าน (Transition) จากพ่อแม่มาสู่รุ่นเรา เป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และตรงไปตรงมา โชคดีที่เราทั้งสองคนทำงานเคียงข้างพ่อแม่มาตลอด และมีการวางแผนการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ คือตั้งแต่ปี 2010 เราได้มีการประชุม แผนการส่งต่อธุรกิจที่ชัดเจน โดยจัดทำเป็นเอกสารอย่างมืออาชีพ ทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดปัญหา ช่วยให้ลูกแต่ละคนมีสมาธิและควบคุมธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์

Pain Point การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมต่าง ๆ
หนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดของ PJ Wood คือการทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลก ปัจจุบัน กระบวนการทำงานภายในองค์กรของเรายังค่อนข้างช้า เนื่องจากแต่ละทีมทำงานเป็นส่วน ๆ ไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ เราต้องพัฒนาทักษะของพนักงานให้สามารถคิดค้นวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เราจึงมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้วยการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เมื่อทุกคนในทีมมีความคิดที่สอดคล้องกัน ก็จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
“การปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลักดันความสำเร็จในระยะยาว”

ความโดดเด่น ที่เป็นจุดขาย ทำให้ธุรกิจแตกต่างจากคู่แข่ง
คุณแอนดรู สะท้อนภาพธุรกิจว่า หลายปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาจุดแข็งสำคัญที่เป็นรากฐานความสำเร็จของเรา คือการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ทำให้เราสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีกลยุทธ์ผ่านแผนธุรกิจในระยะยาวได้อย่างราบรื่น

“สิ่งที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นเรา คือการมุ่งมั่นรักษามาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งตลาดโลกทุกวันนี้ ความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม ตั้งแต่ปี 2551 เราปลูกฝังการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางสังคม เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ สิ่งนี้กลายเป็นส่วนสำคัญในอัตลักษณ์ของบริษัทเรา”
นอกจากนี้ เรามั่นใจว่า ความสามารถของโรงงานเราอยู่ในระดับแนวหน้า โดยได้รับการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกที่มีชื่อเสียงอย่าง Bureau Veritas (BV) และ SGS สิ่งนี้สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าพวกเขาทำงานกับพันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
อีกหนึ่งพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จ คือความมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืน (Sustainability) ที่ไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่แทรกซึมในทุกกระบวนการของเรา ตั้งแต่การจัดหาวัสดุไปจนถึงการดำเนินงานในโรงงาน สิ่งนี้สอดคล้องกับลูกค้าที่กำลังมองหาพันธมิตรที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม

คุณแอนดรู ให้มุมมองอีกว่า นอกจากความยั่งยืน เรายังมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงานอยู่เสมอ การปรับปรุงกระบวนการช่วยให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ในราคาที่แข่งขันได้ การเน้นประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถนำหน้าคู่แข่งในตลาดได้เสมอ
เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าอย่างแท้จริง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างยั่งยืน

จุดแข็งหลักของเราคือความเชี่ยวชาญด้านไม้ยางพาราที่สั่งสมมานาน เราเข้าใจคุณสมบัติของไม้ชนิดนี้อย่างถ่องแท้ และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ยางพาราของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ด้วยการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มุ่งมั่นเปิดตลาดในต่างประเทศมากขึ้น
คุณแอนดรู กล่าวถึงการทำงานที่ท้าทายว่า ตั้งแต่ปี 2553 ผมดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ขณะที่คุณบุษยากรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) หน้าที่หลักของผม คือการผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการขยายตลาดใหม่ ๆ และสร้างความหลากหลายทั้งในแง่ของลูกค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้บริษัทมีความมั่นคงในระยะยาว
ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 19% แต่ในปี 2566 เราเผชิญกับความท้าทายจากการปรับสมดุลสินค้าคงคลังของผู้ค้าปลีก ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากตลาดหลักในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และอเมริกาใต้ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่งผลให้ปีนี้ บริษัทกลับมาเติบโตถึง 32%

กลยุทธ์การทำตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบัน PJ Wood เป็นผู้นำในการผลิตและส่งออกสินค้าสำหรับบ้านของไทย โดยมีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ในบ้าน จนถึงวัสดุก่อสร้าง เช่น ท็อปเคาน์เตอร์ครัว และเขียงไม้ดีไซน์ทันสมัย ลูกค้าหลักของเราคือผู้ค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลก เช่น Walmart, Ikea และ Amazon ซึ่งจำหน่ายสินค้าของเราไปยังกว่า 21 ประเทศทั่วโลก ผ่านทั้งร้านค้าปลีกและช่องทางออนไลน์
กลยุทธ์การขยายตลาดของเรา เน้นการร่วมมือกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกที่เน้นช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมาก และมีต้นทุนที่ต่ำลง และด้วยความสัมพันธ์ที่เรามีกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลก เราตั้งเป้าจะนำความสำเร็จไปสู่ตลาดใหม่ ๆ โดยปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่น กลยุทธ์นี้ ไม่เพียงช่วยให้เราขยายการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มผลกำไร แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการขยายธุรกิจของเราทั่วโลกอีกด้วย
นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าผ่านการใช้ Big Data โดยพบว่าลูกค้ากว่า 60% ของเรา คือผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ความเข้าใจในกลุ่มลูกค้านี้ ช่วยให้เราปรับกลยุทธ์การตลาดได้เหมาะสมมากขึ้น และร่วมมือกับพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคล้ายกัน ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งทางการตลาดของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปรับตัวอย่างไร ในยุคดิจิตัล เพื่อสร้างความยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อมและธุรกิจ
คุณแอนดรู ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา PJ Wood ได้ลงทุนด้านไอทีอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับระบบการทำงานภายใน โดยเฉพาะการนำระบบ SAP มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการจัดการฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเรามีทีมไอทีที่สามารถพัฒนาโปรแกรมเองได้ ทำให้เราสามารถติดตามผลการผลิตแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำ
เป้าหมายของเรา คือการตัดสินใจทางธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อควบคุมคุณภาพและลดต้นทุน นอกจากนี้ เรายังนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของรัฐบาล การลงทุนด้านไอทีครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท แต่ยังช่วยลดของเสียและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

แนวคิดการทำฉลาก FSC ส่งผลดีต่อธุรกิจ อย่างไร
สำหรับการนำระบบการรับรอง FSC (Forest Stewardship Council) มาใช้ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจของ PJ Wood เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การรับรอง FSC ทำให้มั่นใจได้ว่าไม้ที่เราใช้ในการผลิตมาจากป่าที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง

การมีใบรับรอง FSC ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน เปิดโอกาสให้เราเข้าถึงตลาดที่มีมาตรฐานสูง เช่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์จากกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การมีใบรับรอง FSC เป็นเหมือนใบเบิกทางที่ทำให้เราเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะในอนาคต ผู้ประกอบการที่ไม่มีใบรับรองอาจเผชิญกับข้อจำกัดในการทำธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ประกอบการที่ไม่มีการรับรอง จะเสี่ยงต่อการถูกแบนและอาจเสียตลาดในประเทศที่เข้มงวดเรื่องนี้ได้

ใช้แนวคิด ESG เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ได้อย่างไร
PJ Wood ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามหลัก ESG โดยเฉพาะการจัดการขยะ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ผลลัพธ์ที่ได้คือการได้รับรางวัล Low Carbon / 3R Award 2022
กลยุทธ์ของเราเน้นการลด ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล โดยเริ่มจากการปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น การใช้เครื่องพ่นสี UV ที่ช่วยลดการใช้สีและสารเคมีอันตราย รวมถึงการนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ เรายังใช้วัสดุรีไซเคิลและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถย่อยสลายได้ ช่วยลดขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เป้าหมายสูงสุดของเรา ไม่ใช่แค่การลดคาร์บอน แต่คือการเป็น Carbon neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยในปี 2025 เราตั้งเป้าที่จะใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดในโรงงานของเรา เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งกลยุทธ์ที่ครอบคลุม ไม่เพียงช่วยลดขยะและลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังช่วยให้เรามีข้อมูลเชิงลึกในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งเสริมความเป็นผู้นำในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับตอบสนองความต้องการของโลกที่เพิ่มขึ้นในด้านความยั่งยืน (Sustainability)

เป้าหมาย คือ “ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
เป้าหมายของเรา คือ การมุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามพันธกิจที่ต้องการนำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนสู่ทุกครัวเรือนทั่วโลก โดย PJ Wood มุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างจากแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืน เพราะเรามองว่า นี่คือแนวโน้มของตลาดในอนาคต

ความท้าทายอย่างหนึ่งคือ ราคา ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคว่าจะเปลี่ยนการใช้งานผลิตภัณฑ์พลาสติกมาเป็นไม้ที่มีแหล่งที่มาหรือไม่ ซึ่งหากเราทำราคาให้สมเหตุสมผลได้ ก็จะสามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดในวงกว้างได้เช่นกัน
นอกจากการเติบโตทางธุรกิจแล้ว เรายังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น โต๊ะพับที่สามารถทดแทนผลิตภัณฑ์พลาสติกได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดี และราคาที่สามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย
เราเชื่อว่ากลยุทธ์นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ PJ Wood เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้

KEY SUCCESS การทำธุรกิจของ PJ Wood
สำหรับ KEY SUCCESS ที่ทำให้ PJ Wood ประสบความสำเร็จ และเติบโตมาถึงวันนี้ เกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยที่หนึ่ง คือพันธกิจและเป้าหมายของเรา ทุกการตัดสินใจของเราสอดคล้องกับเป้าหมายในการนำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับทุกครัวเรือนทั่วโลก พันธกิจนี้ผลักดันให้เราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษามาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสูงสุด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในทุก ๆ ด้านของการทำงาน
ปัจจัยที่สอง คือบุคลากร เมื่อทีมของเรายึดมั่นในพันธกิจนี้แล้ว สิ่งสำคัญคือการมอบทรัพยากรและเครื่องมือที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถดึงศักยภาพของตนออกมาได้อย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าทีมงานของเราคือ "เจ้าของ" ไม่ใช่แค่พนักงาน
ปัจจัยที่สาม คือการสร้างวัฒนธรรมที่สามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ ผลิตภัณฑ์และตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และวิธีเดียวที่เราจะอยู่รอดในระยะยาว คือการสร้างวัฒนธรรมที่สามารถปรับตัวและตอบสนองตามความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจัยเหล่านี้ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาวได้

อนาคต มีแผนพัฒนาหรือต่อยอดธุรกิจอย่างไร
CEO พีเจกรุ๊ป กล่าวว่า บริษัท กำลังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หลักไปยังตลาดต่างประเทศและกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์หลากหลายในราคาที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง เช่น ท็อปเคาน์เตอร์ไม้สำหรับครัวและพื้นไม้ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจรายใหญ่ เช่น Home Depot สนับสนุน
อีกทั้ง เรายังมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น LVL และ CLT โดยเฉพาะในประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการใช้วัสดุไม้ในงานก่อสร้าง โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย

แนวทางการปรับตัวของ SME ที่จะช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
CEO พีเจกรุ๊ป ได้กล่าวทิ้งท้าย ด้วยข้อคิดสำหรับ SME ที่กำลังมองหาวิธีปรับตัวในสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยแนะนำให้มุ่งเน้นไปที่ 6 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ พันธกิจขององค์กร การพัฒนาบุคลากร การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การรักษาความมั่นคงทางการเงิน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และความรวดเร็วในการตัดสินใจ ปัจจัยเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
จากประสบการณ์ของ PJ Wood การให้ความสำคัญกับปัจจัยทั้ง 6 นี้ ช่วยให้บริษัทสามารถก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน SME ที่นำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ จะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จและเติบโตได้ในระยะยาวเช่นกัน
รู้จัก บริษัท พีเจ ชลบุรี พาราวู้ด จำกัด เพิ่มเติมได้ที่