เรื่องของการทำงานทางไกลแบบ Remote Working เป็นที่นิยมมากขึ้นในต่างประเทศทั้ง
สหรัฐอเมริกา ยุโรป ในเอเชียก็มีหลายประเทศ ตัวอย่างเอกชน อาทิ Dell Amazon Toyota Apple และบริษัทชั้นนำของโลก คือทำงานแบบที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ
สามารถทำงานที่บ้านได้เลย ขอแค่มีงานมาส่งเท่านั้นพอ
มันเป็นความฝันของมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยมาอย่างช้านาน
เป็นการการันตีให้รู้ว่าจริงๆ แล้ว การทำงานทางไกลก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ไม่อย่างนั้นบริษัทใหญ่ๆ คงไม่ปรับตัวและยอมรับความเสี่ยงตรงนี้แน่ๆ แต่มันจะมีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้างนั้น ไปศึกษาหาคำตอบพร้อมกันเลยดีกว่า
ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme
Remote Working คืออะไร
การทำงานแบบ Remote Working เป็นการทำงานยุคใหม่ที่แตกต่างจากสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง
เพราะมันเป็นการทำงานโดยที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ
สามารถทำงานทางไกลจากที่ไหนก็ได้เลยที่คุณสบายใจ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องไม่เสียงาน
เพราะสามารถคุยกัน ติดต่อ สื่อสาร หรือพูดคุยประชุม ผ่านออนไลน์ได้หมด หรือนานๆ
ทีอาจจะมีนัดเจอกันเพื่อสรุปงานบ้าง แต่ทุกกระบวนการต้องนำมาสู่ผลงานที่มีคุณภาพ
และตรวจเช็คได้ตลอดเวลา นี่คือคอนเซปต์ของการทำงานแบบ Remote Working ที่องค์กรใหม่ๆ ให้ความสนใจ
ทำงานออฟฟิศวันละ 8 ชั่วโมงไม่ใช่คำตอบ
จากการศึกษาของวารสาร Journal of Environment Psychology เค้าได้ทำการศึกษาพนักงาน
40,000 คน จาก 300 บริษัท
และคำตอบที่ได้ก็ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า
การทำงานในออฟฟิศทำให้พวกเค้าโดนรบกวนตลอดเวลา ทำให้สมาธิในการทำงานหายไป ทำให้คิดอะไรไม่ออก
ซึ่งเป็นฝันร้ายที่สุดของคนทำงานเลยก็ว่าได้
สมัยก่อนเราจะต้องเข้างาน 9 โมง เลิกงาน 6 โมง
ซึ่งแน่นอนว่ามันกินเวลาชีวิตไปเยอะมาก ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาทำงานเท่านั้น
แต่ทั้งการที่ต้องเผชิญหน้ากับรถติดทั้งไปและกลับ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1-2 ชั่วโมง
การบังคับให้คนเข้าไปนั่งในออฟฟิศวันละ
8 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง
ไม่ได้การันตีว่า Productivity จะดีตลอด เพราะสุดท้ายเมื่อพนักงานรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะคิดงานออก
พวกเขาก็จะเสียเวลาไปกับการนั่งเล่นอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย ยูทูป
เพื่อฆ่าเวลาให้หมดไปในแต่ละวัน
การกำหนดให้คนเข้างานเช้า เข้างาน 9 โมง ส่วนมากก็จะมากันให้ถึงตอนใกล้ๆ 9 แบบไม่ให้สาย แต่ก็ไม่ได้ไว มาถึงแล้วก็ใช่ว่าจะเริ่มงานเลย
แต่จะมีการเอาข้าวเอาปลามากินกันก่อน เปิดคอมฯทิ้งไว้ และนั่งหาอะไรดู
ซึ่งกว่าจะเริ่มจริงๆ ก็อาจจะ 10 โมง
เป็นเพราะการทำงานแบบนี้มันเป็นเหมือนกฎระเบียบที่คอยบังคับเอาไว้เท่านั้น
ไม่ได้เปลี่ยนมายด์เซ็ตในการทำงานของคนคนหนึ่งให้มีความขยันเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นการทำงานแบบ Remote Working จึงเป็นตัวแปรที่จะช่วยให้ทั้งเจ้าของออฟฟิศ
และคนทำงานทุกคน Win-Win ได้ทั้ง 2 ฝ่าย
Remote Working นายจ้างวิน
ลูกจ้างก็แฮปปี้
1. ประหยัดค่าเดินทาง : ข้อนี้คงไม่มีใครปฏิเสธแน่ๆ
เพราะมันเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานในเมือง
แทบจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนั่งรถหลายต่อเพื่อให้มาทันเวลาทำงาน ไหนจะค่ารถไฟฟ้า
ค่าแท็กซี่ ค่ารถตู้ ค่าทางด่วน ซึ่งถ้าทำงานแบบ Remote
Working อยู่บ้านคุณจะไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว ลูกทีมแฮปปี้
คุณก็แฮปปี้
2. มีเวลาเพิ่มมากขึ้น
: การเดินทางในแต่ละวันนี่เป็นตัวทำลายกำลังใจในการทำงานมาก
ตื่นมาตอนเช้าแค่คิดภาพว่าต้องไปเผชิญกับรถติด คนแน่นขนัดบน BTS ก็ทำให้หมดพลังใจแล้ว
บางคนเดินทางไปกลับวันละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งมันทำให้ทุกอย่างพังไปหมด
ถ้าคุณได้ลอง Remote Working ดูจะรู้ว่าเวลาที่เพิ่มขึ้นมาในวันวันหนึ่งมันเยอะมากจริงๆ
3. ต้นทุนบริษัทลดลง:
อย่าลืมว่าในฐานะผู้ประกอบการ
เราเองก็ต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ยิ่งคนเยอะ ก็ยิ่งต้องจ่ายเยอะ
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำงานแบบ Remote Working คุณจะรู้เลยว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้มันลดลงอย่างเห็นได้ชัด
และตัวพนักงานเองก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ไม่ต้องเปลืองปริมาณน้ำหอม
ไม่ต้องใช้ไดร์เป่าผมออกไปเจอใครให้ดูดี ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ
เหล่านี้พอรวมกันทุกวันก็ประหยัดค่าสาธารณูปโภคไปได้เยอะมาก แบบไม่น่าเชื่อเลย
4. งานออกมามีประสิทธิภาพ : เมื่อพนักงานไม่ต้องตื่นเช้า
ไม่ต้องเครียดรถติด สภาพจิตใจก็จะดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รวมทั้งการทำงานในออฟฟิศก็อาจจะมีการรบกวนกัน ชวนคุย
หรือมีคนเข้ามาแทรกอยู่ตลอดเวลา ทำให้งานไม่เดินอย่างที่ควรจะเป็น
การมีสมาธิอยู่กับตัวเองจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ปัญหาที่ต้องเจอแน่นอนในการทำ Remote Working
1. สื่อสารยาก
เข้าใจไม่ตรงกัน : แน่นอนว่าการสื่อสารต้องเป็นปัญหาอยู่แล้ว
เพราะอาจไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน เวลาทักไลน์ไปถามเรื่องงาน ก็อาจจะต้องรอเวลาสักนิดกว่าจะได้รับคำตอบ
แต่แก้ไขได้ด้วยการ กำหนดช่วงเวลาแห่งการสอบถามขึ้นมา
ว่าวันหนึ่งจะต้องมีช่วงที่สแตนด์บายรอคนติดต่อสอบถามตอนช่วงกี่โมงถึงกี่โมง
เป็นต้น
2. มองไม่เห็นความเคลื่อนไหว : เพราะการทำงานที่แบ่งคนไปทำแต่ละหน้าที่
บางคนก็อาจจะไม่ได้อัปเดตความเคลื่อนไหวให้รับทราบ มารู้อีกทีก็เสร็จแล้ว
ซึ่งบางครั้งก็อาจทำพลาด ทำผิด ทำให้ต้องแก้ไขโดยไม่จำเป็นและเสียเวลา
แต่ปัญหานี้ก็แก้ไขได้ด้วยการกำหนดวันนัดหมายประชุมอัปเดตความเคลื่อนไหวของแต่ละคน
หลักในการทำงานแบบ Remote Working ให้ได้ประสิทธิภาพ
1. มีการติดตามความเคลื่อนไหวผ่านอีเมล หรือช่องทางการสื่อสารงานในออฟฟิศทุกสัปดาห์
ประเมินรายเดือน
2. กำหนดเวลาเข้างานให้ชัดเจน เช่น 10 โมงทุกคนต้องติดต่อพูดคุยเรื่องงานได้
งานด่วน งานเร่ง ทวงได้ไม่จำกัดเวลา
3. อธิบายให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ อยากได้อะไร เมื่อไหร่ ตอนไหน
เพราะการทำงานในแต่ละวันของแต่ละคนไม่เท่ากัน
4. ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ สิ่งนี้ไม่สามารถสอนกันได้ เพียงแต่คุณต้องเลือกคนที่เหมาะสมกับองค์กรเข้ามาตั้งแต่แรกในวันสัมภาษณ์ได้ แม้จะเลือกผิดพลาดก็ยังเวลาปฏิเสธได้ถึง 3 เดือนช่วงทดลองงาน
สุดท้ายแล้วเราไม่จำเป็นต้อง Remote Working ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แต่สามารถปรับใช้ได้ตามสถานการณ์ เช่น อาทิตย์ไหนที่มีงานน้อย ก็สามารถทำงานแบบ Remote working ได้ หรือวันไหนที่มีรถติดมาก มีรับปริญญา มีฝุ่น PM2.5 หรือเหตุการณ์ที่มันกระทบกับคุณภาพชีวิตของพนักงาน ก็สามารถทำ Remote Working ได้เช่นกัน เป็นเหมือนสวัสดิการให้พนักงานผูกพันกับองค์กรนั่นเอง ทุกอย่างต้องปรับใช้ตามความเหมาะสม