แนวโน้มอุตสาหกรรมถุงมือยาง ปี 2563

SME Go Inter
30/12/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 2551 คน
แนวโน้มอุตสาหกรรมถุงมือยาง ปี 2563
banner

เป็นที่ทราบดีว่ามาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของโลก ในกลุ่มถุงมือทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งมีตลาดในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ไทยเป็นผู้ซัพพลายน้ำยางข้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตถุงมือ ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศผู้ผลิตถุงมือยางในภาคอุตสาหกรรมและถุงมือที่ใช้ทางการแพทย์เช่นกัน กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมถุงมือยางในมาเลเซียจึงเป็นทั้งคู่ค้า และคู่แข่งในเวลาเดียวกัน

ด้านอนาคตถุงมือยาง สำนักวิจัยบริษัท Affin Hwang Capital ได้คาดการณ์ภาคการผลิตถุงมือยางจะมีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2563 เนื่องจากความต้องการจากตลาดสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเด็นปัญหาด้านแรงงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นช่วงไตรมาสที่สามของปี 2562 เริ่มคลี่คลาย

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


Affin Hwang Capital ระบุว่าผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมยาง ในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2562 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยบริษัทฯ ประเมินผลกระทบจากปัญหาข้างต้นไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ปัญหาแรงงานบังคับในภาคการผลิตถุงมือยาง ซึ่งเชื่อว่าก่อให้เกิดการขาดแคลนแรงงานร้อยละ 15 - 25 ส่งผลให้ข้อจำกัดในการทำงานล่วงเวลาของแรงงาน ประกอบกับการตัดสินใจของรัฐบาล ในการหยุดการรับแรงงานจากบังคลาเทศ(ในมาเลเซีย) ก็ยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายลง บริษัทบางแห่งจึงเริ่มสรรหาแรงงานจากประเทศอื่นๆ หรือขออนุญาตเปิดรับสมัครงานโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ภาคการผลิตถุงมือยางยังได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 ในเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเชื่อว่าทำให้ผลกำไรขั้นต้นในช่วงไตรมาสสามของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางลดลงร้อยละ 0.5 - 0.8 แต่คาดว่าผลกำไรจะกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่สี่ หลังจากที่ผู้ผลิตสามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ บริษัทฯ ได้ปรับลดการคาดการณ์ผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมถุงมือยางระหว่างปี 2562-2565 เหลือร้อยละ 5 - 6

อย่างไรก็ดี Affin Hwang Capital ยังเชื่อว่าภาคการผลิตถุงมือยางจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2563 เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สามได้รับการแก้ไข ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐอเมริกา

 

ผลกระทบต่อประเทศไทย

มาเลเซียมีการนำเข้าวัตถุดิบน้ำยางข้นจากไทยปีละประมาณ 500,000 – 600,000 ตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นถุงมือยางส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยมาเลเซียถือเป็นผู้นำเข้าน้ำยางข้นที่สำคัญลำดับแรกของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ของการส่งออกทั้งหมด การเติบโตหรือปัญหาอุปสรรคในภาคการผลิตถุงมือยางของมาเลเซีย จึงย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

มาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตถุงมือยางรายสำคัญของโลกประกอบด้วยถุงมือทางการแพทย์ ถุงมือที่ใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่ง สัดส่วนมากกว่าร้อยละ 36 ของตลาดส่งออกทั้งหมด ข้อกล่าวหาของสหรัฐต่อมาเลเซีย เรื่องการใช้แรงงานบังคับในภาคการผลิตถุงมือยาง จึงส่งผลกระทบทางลบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตของมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางของมาเลเซีย (Malaysian Rubber Glove Manufacturers Association: Margma) ได้ออกมายืนยันว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้ห้ามนำเข้าถุงมือยางจากมาเลเซีย แต่มีเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว และในปี 2562 มาเลเซียจะยังคงส่งออกถุงมือยางได้เพิ่มขึ้น จากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการส่งออกถุงมือยางโดยรวมจะมีมูลค่า 18,200 ล้านริงกิต

 

โอกาสและแนวทางปรับตัวของผู้ประกอบการ

ปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันตก ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป มีแนวโน้มที่จะนำประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม มากำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากกรณีสหภาพยุโรปมีมติห้ามใช้น้ำมันปาล์มในภาคการผลิตไบโอดีเซลในปี ค.ศ. 2020 เนื่องจากประเด็นการตัดไม้ทำลายป่า รวมไปถึงกรณีนี้ซึ่งสหรัฐได้กล่าวหาว่ามาเลเซียมีการใช้แรงงานต่างด้าวที่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ในอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางด้วยเช่นกัน

แม้ว่าในปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าจะยังไม่มีข้อกำหนดที่ย้อนลงลึกไปจนถึงภาคการผลิตต้นน้ำในอุตสาหกรรมยาง อย่างไรก็ดี เกษตรกรและผู้ผลิตยางพาราไทย จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด อีกทั้งควรมีการพัฒนาระบบการผลิตที่มุ่งให้เกิดความยั่งยืน เพื่อรองรับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เนื่องจากในปี 2560 สหภาพยุโรปได้ประกาศให้ยางพาราอยู่ในบัญชี critical raw material ทำให้ยางพารากลายเป็นวัตถุดิบที่สหภาพยุโรปจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของอุปทานในราคาที่เข้าถึงได้ ความยั่งยืนในการผลิต รวมทั้งคัดค้านต่อ มาตรการหรือกลไกที่จะบิดเบือนการค้า ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่อย่างประเทศไทยในอนาคต


ตลาดส่งออกน้ำยางข้นของไทยในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 2 ประเทศหลัก ได้แก่ มาเลเซีย และจีน ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของการส่งออกทั้งหมด ดังนั้นผู้ส่งออกน้ำยางข้น จึงควรแสวงหาตลาดส่งออกอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัว อาทิ เวียดนาม เยอรมนี และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหลัก

นอกจากนี้ เห็นควรที่ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันหาแนวทางที่เพิ่มใช้น้ำยางข้นภายในประเทศ โดยส่งเสริมหรือทำให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดโดยส่งออก เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

 

อ้างอิง : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 


เหลียวมองส่งออกรัสเซีย ตลาดนี้อาจซึมยาว

เจาะตลาดตะวันออกกลาง...ไม่ยากอย่างที่คิด


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก SME Go Inter

อีคอมเมิร์ซจีน ผู้นำนวัตกรรมของโลก

ในวงการค้าปลีกระดับโลก ก่อนหน้านี้เราคงจะจับคู่ระหว่าง Amazon กับ Walmart เปรียบเทียบหมัดต่อหมัดอยู่ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เทรนด์โลกเ...
230282 | 03/06/2019
แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู SME Go Inter

แมลง ‘โปรตีนทางเลือก’ โอกาสตลาดอียู

แมลงจำพวก ตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนชนบทมานาน แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แมลง” เริ่มกลายเป็นธุรกิจในรูปแบบของกิน อาทิ ทอด อบ อั...
81322 | 12/06/2019
พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย SME Go Inter

พิษสงครามการค้า ‘เหล็กจีน’ ทุบผู้ผลิตไทย

นับเป็นเวลาหลายปีที่มีการพูดถึงกระแสเหล็กจีนไหลบ่าเข้ามาในตลาดอาเซียน แต่ดูปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นอีกจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่ง...
34902 | 21/01/2020
banner