Smart Farming จุดเปลี่ยนประเทศไทย

SME in Focus
06/12/2019
รับชมแล้วทั้งหมด 1101 คน
Smart Farming จุดเปลี่ยนประเทศไทย
banner

โลกปัจจุบันให้ความสำคัญในการทำเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming กล่าวคือ คาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้าประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง  9.7 พันล้านคนโดยประมาณ และทุกคนต้องกิน ทำให้ความต้องการอาหารของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 60 % ในทางกลับกันพื้นที่การทำเกษตรจะลดลง เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและประชากร และความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทุกอย่างมีผลกระทบต่อการผลิตอาหาร

ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร มีประชากรในประเทศกว่า 38.9 ล้านคน อยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร การพัฒนาด้านการเกษตรที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้ หรือการทำ Smart Farming เพื่อเพิ่ม Productivity พัฒนาคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า คือความท้าทายที่ภาคเกษตรไทยต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เพื่อสามารถตอบโจทย์การเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารของโลกอย่างแท้จริง

ไม่พลาดทุกข้อมูล ข่าวสารที่น่าสนใจ อย่าลืมกดไลก์ Facebook bangkokbanksme 


เทรนด์โลกกับแนวโน้มด้าน Smart Farming

ผลสำรวจจากสถาบันวิจัย BIS Research ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ “Global Smart Farming Market” มายืนยันด้วยว่า มีการคาดการณ์แนวโน้มตลาดการเกษตรอัจฉริยะจะขยายตัวได้ถึง 23.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี ค.ศ. 2022 สะท้อนสัญญาณที่สดใสด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่อยู่ในระดับสูงถึง 19.3%

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าอีกไม่กี่ปีจากนี้ การเกษตรอัจฉริยะจะสร้างผลกระทบมหาศาลให้กับเศรษฐกิจการเกษตร ปิดช่องว่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ปรากฏการณ์นี้จะขยายวงทั้งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา

ขณะที่ภาพรวมทั่วโลก อเมริกาเหนือถือเป็นผู้นำตลาดเกษตรอัจฉริยะระดับโลก และมีอัตราความต้องการทางการตลาดสูงมาก ขณะที่เม็กซิโกเป็นประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตลาดการเกษตรโลกที่เติบโตที่สุดในช่วง 5 ปีจากนี้ ส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรั้งตำแหน่งตลาดที่มีอัตราเติบโตเร็วที่สุดในช่วงปี ค.ศ. 2017 – 2022 ด้วยปัจจัย เช่น ขนาดประชากรเมืองเพิ่มขึ้น สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรที่เพิ่มมากขึ้น และการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล

ทั้งยังมีปัจจัยเสริมที่สำคัญ คือที่การได้แรงหนุนจาก 2 ประเทศใหญ่ในภูมิภาคอย่าง จีน และอินเดีย ที่เร่งสปีดตัวเองเพื่อต้องการขยับเป็นผู้นำด้านเกษตรอัจฉริยะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าของโลกด้วย

 

Smart Farming ถึงเวลาปฏิวัติเขียว (อีกครั้ง)

จากข้อเท็จจริง คือรายได้ของสินค้าเกษตรกลับสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP)ของประเทศได้ไม่ถึง 10 % เนื่องจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ เน้นการส่งออกวัตถุดิบเป็นหลัก ซึ่งราคาผันผวนตามกลไกของตลาดโลกและการแข่งขัน ทำให้ที่ผ่านมาภาคเกษตรประสบปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ขณะที่เกษตรกรในประเทศขายผลิตในรูปแบบวัตถุดิบให้พ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นผู้กำหนดราคา ทั้งไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด ราคาสินค้าขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลาย บางช่วงดีมานด์ตลาดมีมาก ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นสูง เกษตรกรก็จะเพิ่มการผลิตจนเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด จนสินค้าชนิดนั้นราคาตกต่ำเป็นวังวนที่ไม่จบสิ้น

ด้วยเหตุนี้จึงถึงเวลาที่เกษตรกรต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำเกษตรรูปแบบใหม่นั่นคือ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรภายใต้การทำเกษตรอัจฉริยะ หรือเกษตร 4.0 นโยบายที่ภาครัฐสนับสนุนให้ภาคการเกษตร นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต พัฒนาภาคการเกษตรให้ยั่งยืนในอนาคต โดยเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) สู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการผสมผสานเทคโนโลยี สิ่งสำคัญเกษตรกรที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเข้าใจ และเข้าถึงจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักความยากจนได้ นี่จึงเป็นโอกาสของเกษตรกร และโอกาสของประเทศไทย

หากย้อนอดีตการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรของโลกครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปี ค.ศ.1944 ที่เรียกว่า “การปฏิวัติเขียว” (The Green Revolution) ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา คือเป็นการนำวิชาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาใช้กับการเกษตร

ทั้งนี้ Smart Farming เกษตรอัจฉริยะ เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ในยุคดิจิทัลด้วยการใช้เทคโนโลยี Automation อาทิ หุ่นยนต์ เครื่องจักร โดรน AI ฯลฯ และการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความแม่นยำสูงเข้ามาช่วยในการทำงาน ปัจจุบันเข้ายุคโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา ภาคการเกษตรถึงเวลาที่ต้อง “เปลี่ยน” ซึ่งรัฐบาลไทยพยายามยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรมใน 4 ด้านได้แก่

1. การลดต้นทุนในกระบวนการผลิต

2. การเพิ่มคุณภาพมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสินค้า

3. การลดความเสี่ยงในภาคเกษตร ซึ่งเกิดจากการระบาดของศัตรูพืชและจากภัยธรรมชาติ

4. การจัดการและส่งผ่านความรู้ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศจากการวิจัยไปประยุกต์ สู่การพัฒนาในทางปฏิบัติและให้ความสำคัญต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกร

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ภายใต้คำจำกัดความคำว่า Smart Farming แปลความหมายได้ว่า ต่อไปคนปลูกพืชผัก ทำไร่ทำนา ทำสวน ทำปศุสัตว์ ประมง จะไม่ใช่เป็นเกษตรกรแบบเดิมๆ อีกต่อไป หากแต่เป็น “ผู้ประกอบการเกษตร” หรือนักธุรกิจเกษตร ซึ่งก็คือ Smart Farmer นั่นเอง

Smart Farm อาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ที่ดินมากมาย แต่ที่ดินเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ได้ผลผลิตสูงและรายได้สูง ด้วยการจัดการเองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คือเตรียมพื้นที่อย่างเหมาะสม ลงมือเพาะปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว แปรรูป สร้างแบรนด์สินค้า และหาตลาดเอง โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเมื่อตนทุนต่ำ ผลิตผลมีคุณภาพ ก็จะขายได้ราคา และมีผลกำไรเพิ่มขึ้น


IoT พระเองแห่งการพัฒนา Smart Farming

การเกษตรกรรมที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการประมวลผลข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลทางอากาศจากโดรนและดาวเทียม โดยการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT) คือการเชื่อมโยงของอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายผ่านอินเทอร์เน็ตที่อาทิ แอปพลิเคชัน แว่นตากูเกิลกลาส ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูล ทั้งความเร็ว ระยะทาง สถานที่ และสถิติได้

รวมถึงการมีคุณสมบัติในการตรวจวัด เข้ามาใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นในดิน ความชื้นในอากาศ แสง และปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการเพาะปลูก โดยจะเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันในการแสดงผล การตั้งค่า เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำ

พื้นฐานของ IoT นั้น จะเป็นการใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น อุปกรณ์ตรวจวัด ส่วนควบคุมหลัก และหน่วยประมวลผล เพื่อให้อุปกรณ์ตรวจวัดสามารถตรวจวัด และส่งผลข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมายังอุปกรณ์ควบคุมและหน่วยประมวลผล เพื่อรายงานผล จัดเก็บข้อมูล และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการ วางแผนงาน และการดูแลฟาร์มให้เป็นไปตามความต้องการ

ดังนั้นแล้วในพื้นที่ฟาร์ม จำเป็นจะต้องมีการวางโครงข่ายพื้นฐานการสื่อสารที่เหมาะสม โดยปัจจุบันเทคโนโลยีทั้ง 3G และ 4G มีบทบาทอย่างมากในการทำให้แนวคิดของ IoT เป็นจริงมากขึ้น ที่สามารถนำข้อมูลที่ได้รับจากการเกษตรในการเพาะปลูกครั้งที่ผ่านมา หรือจากการเพาะปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง มาวิเคราะห์ เพื่อหาวิธีการเพาะปลูกที่เหมาะสมที่สุดกับพื้นที่

นอกจากนี้ เป็นการใช้ IoT ในการตรวจสอบ ตรวจวัด และติดตามความเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต่างๆ เช่น ความชื้น แสงสว่าง และอุณหภูมิ การควบคุมการทำงานของระบบอัตโนมัติต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การให้น้ำ ให้ปุ๋ย และให้แสงสว่างที่เหมาะสมเป็นต้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

ตัวอย่างเช่น การใช้รถแทรกเตอร์ขนาดเล็กแบบไม่มีคนขับ ก็จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง และยังจะช่วยลดความเสียหายจากการกดทับและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้รถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ก่อให้เกิดการบดอัดดิน ซึ่งทำให้ความสามารถในการกักเก็บน้ำ ธาตุอากาศ และดินลดลง ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของพืช ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่คนหนุ่มสาวทั่วโลกทำงานในภาคการเกษตรน้อยลงด้วย


นวัตกรรม-เทคโนโลยีที่จำเป็นใน Smart farming

1. การควบคุมโรคและศัตรูพืช การทำเกษตรจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น ช่วยให้สามารถระบุอาการของโรคและเตือนเกษตรกรได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ นับเป็นผลดีต่อเกษตรกร

2. การตรวจสอบสถานะน้ำและคุณภาพของดิน เมื่อ IoT เข้ามามีส่วนน่วมทำให้สามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีร่วมกับเซนเซอร์ต่างๆ เพื่อช่วยวัดอุณหภูมิ ความชื้นของดิน ตรวจสอบสารอาหาร รวมไปถึงสามารถมีผู้ช่วยส่วนตัวในการทำเกษตรได้ สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่เข้ามามีส่วนช่วยในการตัดสินใจให้กับเกษตรกร และทำให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3. การสำรวจทางอากาศเพื่อหาความผิดปกติ หากมีที่ดินจำนวนมากคงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถดูแลทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ทำให้เกิดเป็นอุปกรณ์การบินสังเกตการณ์รอบไร่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้คนควบคุม บันทึกสิ่งต่างๆ ที่อยากรู้ในพื้นที่ไร่ของคุณ อีกทั้งยังได้ภาพถ่ายที่มีความละเอียดสูง และสามารถเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภาพในอดีตได้

4. บรรจุภัณฑ์และการขนส่ง อีกปัจจัยที่มีความสำคัญ คือ ระยะเวลาในการขนส่งสินค้า ทำให้เกษตรกรและผู้ขนส่งพยายามจะดูแลและปกป้องสินค้า โดยการใช้ระบบควบคุม ดัดแปลงภูมิอากาศ ใช้สารเคมีป้องกันเชื้อรา และเครื่องบันทึกอุณหภูมิ แต่ระบบเหล่านี้ไม่สามารถลดการเน่าเสีย ลดการเกิดเชื้อโรค ควบคุมการสุก และปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยของสินค้าระหว่างการขนส่งได้ ซึ่งในเวลานี้ Purfresh จากแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ รวมทั้งสามารถดูสินค้าแบบเรียลไทม์ได้

นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาช่วยด้านเกษตรปัจจุบันได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจสตาร์ทอัพในกลุ่ม AgriTech ที่มีบทบาทอย่างมากต่อรูปแบบการทำเกษตรสมัยใหม่ เกษตรกรสามารถนั่งอยู่ในบ้านแล้วสามารถสั่งคำสั่งได้จากสมาร์ทโฟนอย่างเดียวก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาภาคการเกษตรก้าวสู่ Smart Farming ในประเทศไทยอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะ เนื่องจากเกษตรกรไทยยังขาดองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และเงินลงทุน ที่สำคัญ หัวใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไม่ยึดติดกับการทำแบบเดิมๆ เพราะอย่างที่เรียนในข้างต้น แม้เกษตรสมัยใหม่จะผสานเทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้ ยังต้องประกอบด้วยวิธีคิด การทำเกษตรแบบ ผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ สร้างโอกาสให้กับการพัฒนาประเทศไปสู่รูปแบบเกษตรสมัยใหม่ และยังสร้างความมั่นคงในการเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไม...ภาคเกษตรไทยต้องเป็น Smart Farming 

 

สตาร์ทอัพด้านเกษตร การแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม

Young Smart Farm ปั้นเยาวชนเกษตร 4.0


Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ คลิก หรือสายด่วน 1333


Related Article

Smart City นวัตกรรมสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น SME in Focus

Smart City นวัตกรรมสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โครงการ ‘เมืองอัจฉริยะอาเซียน’ ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการหลังมีข้อมติจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2561 ณ ประเทศส...
31800 | 02/07/2019
ไทย – มาเลเซีย ผสานความร่วมมืออุตสาหกรรมยานยนต์ SME in Focus

ไทย – มาเลเซีย ผสานความร่วมมืออุตสาหกรรมยานยนต์

มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ในประเทศ ที่แข็งแกร่ง จากพัฒนาการที่ยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 เริ่มจากการผลิตรถยนต์โปรตอน (Pro...
19108 | 14/06/2019
หลายๆ เหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องสนใจ EEC SME in Focus

หลายๆ เหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องสนใจ EEC

หลายคนมองโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ จากนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ถ้าคุณคิดแบบนั้นอยู่ คุณคิดถูกแล...
11778 | 08/07/2019
banner
banner