ไขรหัสความสำเร็จ “สวนต้องก้าว” ต้นแบบแห่งการพลิกโฉมโมเดลธุรกิจเกษตรแบบดั้งเดิมสู่มิติใหม่
เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจจำนวนมากต่างดิ้นรนหาทางรอด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ประกอบการบางรายที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส
“สวนต้องก้าว” ภายใต้การนำของ “คุณสิริ วงษ์พรสถิตย์ (คุณอ้อ)” แห่งบริษัท เวิลด์กรีน พลัส คือหนึ่งในผู้บุกเบิกที่พลิกโฉมการทำธุรกิจเกษตรแบบดั้งเดิมให้ก้าวสู่มิติใหม่ ด้วยการผสานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ จนสามารถพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่ไม่เพียงแต่สร้างผลกำไร แต่ยังตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงศูนย์การเรียนรู้เล็ก ๆ วันนี้ สวนต้องก้าวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงแนวคิดในอุดมคติ แต่สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
จากแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในโลกอุดมคติ สู่การปฏิบัติจริงในฐานะศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน
สวนต้องก้าว เริ่มต้นจากแนวคิดที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ไม่ใช่เพียงแค่สวนเพื่อความสวยงาม แต่เป็นระบบนิเวศที่สามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ โดยนำหลักการเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทุกองค์ประกอบของสวนมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
คุณสิริกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของสวนต้องก้าวว่า “ที่ผ่านมาเรานำโมเดลเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กันแค่เพียงฉาบฉวย แต่อันที่จริง ไอเดียของโมเดลนี้สามารถอธิบายได้ด้วยประโยคสั้น ๆ “อะไรที่ไม่มีก็หามาเติมเช่นองค์ความรู้ อะไรที่มีเกินก็ให้แจกจ่ายออกไป” และการจะทำให้คนเข้าใจโมเดลนี้จริง ๆ ก็มีแต่จะต้องทำให้เห็นเท่านั้น อ้อจึงเปิดศูนย์การเรียนรู้ชื่อ สวนต้องก้าว ขึ้นมาเพื่อให้ชุมชนรอบ ๆ บริษัท เวิลด์กรีน พลัส ของอ้อ ได้เข้ามาศึกษาการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี และมาสัมผัสกับการทำเกษตรแบบพอเพียงค่ะ”
คำพูดของคุณสิริสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในภาคเกษตรกรรม สอดคล้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับสามพรานโมเดล ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรในฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนได้ในทุกมิติ (อ้างอิง: TRF, หน้า 128)
หนอน BSF พนักงานดีเด่นแห่งสวนต้องก้าว
จากการที่คุณสิริได้ดำเนินธุรกิจรับกำจัดขยะอุตสาหกรรมภายใต้บริษัท เวิลด์กรีน พลัส ได้พบว่า หนอน BSF (Black Soldier Fly) สามารถนำมาใช้ในการกำจัดขยะเปียกได้ โดยหนอนชนิดนี้จะกินขยะอินทรีย์ที่มีโปรไบโอติกสูง ซึ่งเหมาะในการใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์เพื่อพัฒนาคุณภาพของผลผลิตต่าง ๆ การพัฒนานี้ทำให้สวนต้องก้าวมีชื่อเสียงในด้านการให้ความรู้และการเปิดคอร์สเวิร์กช็อปเกี่ยวกับหนอน BSF รวมถึงการนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ทั้งปลา ไก่ และเป็ด
การเลี้ยงสัตว์ด้วยหนอน BSF ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการปรับปรุงสุขภาพของสัตว์และการเพิ่มคุณภาพของไข่ไก่ “ถึงจะกินของเสียเป็นอาหาร แต่ก็ทำให้ตัวเขาเองกลายเป็นแหล่งสารอาหารที่วิเศษมาก เห็นได้ชัดจากไข่ไก่ในสวนต้องก้าวที่มีคนมารอซื้อไม่ขาดสาย เพราะไข่ของเราจะลูกใหญ่ มีวุ้นไข่ขาวล้อมรอบ มีน้ำใส ๆ เพียงนิดเดียว สามารถหยิบไข่แดงขึ้นมาเป็นลูก ๆ ได้” คุณสิริเล่าด้วยความภาคภูมิใจ
อีกทั้งยังมีผลงานวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์อาหาร มหาวิทยาลัยนเรศวร ช่วยยืนยันได้ว่า ไข่ไก่ที่ได้จากแม่ไก่ที่เลี้ยงด้วยหนอน BSF มีวิตามิน E สูงที่สุด เท่าที่เคยพบในไข่ไก่ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ไข่ไก่ของสวนต้องก้าวจึงยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีราคาแพงถึงฟองละ 10 บาทก็ตาม
การนำผลผลิตจากสวน มาต่อยอดเป็นเมนูในคาเฟ STEP 9 by สวนต้องก้าว
ในสวนต้องก้าวมีการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ได้แก่ ไก่ 125 ตัว เป็ด 100 ตัว และปลาในกระชังอีกหลายชนิด ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับสารอาหารจากหนอน BSF ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับสัตว์ นอกจากนี้ การเลี้ยงสัตว์ในระบบ Cage Free (ไร้กรงกักขัง) ยังช่วยให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์เหล่านี้ถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการรังสรรค์เมนูอาหารของร้าน “STEP 9 by สวนต้องก้าว” อีกด้วย
การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำอาหาร ทำให้ร้าน STEP 9 by สวนต้องก้าว กลายเป็นแหล่งชิมอาหารที่ไม่เหมือนที่ไหน โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทำจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน ทั้งผักสดจากสวนและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ
อีกหนึ่งไฮไลต์ของ STEP 9 by สวนต้องก้าว ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ ชากุหลาบ ซึ่งเป็นเมนูชูโรงอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มาพร้อมกับเรื่องราวสุดพิเศษ เพราะกุหลาบที่นำมาใช้นั้นปลูกโดยสวนต้องก้าวเอง ด้วยชิ้นกุหลาบที่สามารถเคี้ยวได้และกลิ่นหอมละมุนของดอกกุหลาบที่ผสมผสานกับชา ทำให้ผู้ที่ได้ลองลิ้มรสชาติต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นประสบการณ์ที่ต้องกลับมาซ้ำอีกครั้งให้ได้
ปัจจัยที่ทำให้สวนต้องก้าว ก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง
การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ
เทรนด์การบริโภคอาหารออร์แกนิก และสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารเคมี และมีกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น จากการศึกษาพบว่า 64% ของผู้บริโภคต้องการข้อมูลเกี่ยวกับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าที่มีความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม (อ้างอิง: Innova Market Insights) และสวนต้องก้าวก็สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้ได้อย่างตรงจุด ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าในตลาดที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน
การนำเทคโนโลยีหนอน BSF มาใช้ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนที่ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาขยะที่เกิดจากสิ่งเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ เช่น อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพสูง และเป็นการสนับสนุนกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่งผลให้สวนต้องก้าวสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดโดยการพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนจริง ๆ ที่ไม่ไช่แค่ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังคำนึงถึงอนาคตในระยะยาวด้วย
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร
การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในกระบวนการผลิต เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของสวนต้องก้าวมีคุณภาพสูง สามารถสร้างความแตกต่างในตลาด อีกทั้งยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือในแบรนด์ที่มีมาตรฐานในการผลิตที่ดีและเชื่อถือได้อีกด้วย
“สำหรับสวนต้องก้าวแห่งนี้ สัตว์ทุกตัวคือพนักงาน
ที่อ้อจะต้องเลี้ยงดูอย่างดี เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา
และเพราะเช่นนั้น ต่อให้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน
แต่สุขภาพที่แข็งแกร่งจะทำให้เขายังคงอยู่กับอ้อต่อไปได้”
“สวนต้องก้าว” จึงเป็นมากกว่าสวนเกษตรทั่วไป ด้วยการเป็นต้นแบบของธุรกิจที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างสมดุล ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โครงการนี้จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง