Climate Adaptation กลยุทธ์ที่จะพา SME รอดจากวิกฤตภูมิอากาศ
SME InsightsBusiness Transformation

Climate Adaptation กลยุทธ์ที่จะพา SME รอดจากวิกฤตภูมิอากาศ

26 ม.ค. 2569
|
394

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า “ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป น้ำท่วมฉับพลัน พายุที่คาดเดาไม่ได้ ภัยแล้งยาวนาน หรืออุณหภูมิที่ร้อนจัดเกินปกติ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลโดยตรงต่อโรงงาน พื้นที่เกษตร คลังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ

หลายองค์กรโฟกัสเรื่อง Sustainability ผ่านการลดการปล่อยคาร์บอน (Mitigation) ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในระยะยาว แต่โจทย์เร่งด่วนของวันนี้ ได้แก่ Physical Risk คือความเสี่ยงทางกายภาพที่สามารถทำลายความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ไหลเข้าท่วมเครื่องจักร หรือไฟฟ้าลัดวงจรที่ทำให้ระบบหยุดชะงักทั้งหมด

แนวคิด Climate Adaptation จึงกลายเป็นกลยุทธ์เชิงโครงสร้างที่ธุรกิจไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะเป็นการออกแบบระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และซัปพลายเชนให้ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว โดยอาศัย AI และข้อมูลสากลมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพื่อให้ Business Continuity Plan ใช้งานได้จริงเมื่อวิกฤตมาเยือน

ในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจจำเป็นต้องมีแผน Climate Adaptation

แยกประเภทอุตสาหกรรม ใครเสี่ยงอะไร และต้องใช้เทคโนโลยีอะไร ‘กัน’ ภัย?

แม้ทุกธุรกิจจะเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนเหมือนกัน แต่ในเชิงโครงสร้างแล้ว ความเสี่ยงทางกายภาพของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การออกแบบกลยุทธ์ Climate Adaptation จึงไม่สามารถใช้สูตรเดียวกันได้

1. ภาคอุตสาหกรรม/โรงงาน (Manufacturing & Industrial Estates)

ความเสี่ยงหลัก

โรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจที่เคยได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ แต่กลับอยู่บนเส้นทางน้ำผ่าน (Floodway) เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำเหนือหลาก ไม่ได้เกิดความเสียหายแค่ทรัพย์สิน แต่ยังลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เครื่องจักรที่จมน้ำเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจต้องหยุดผลิตเป็นเดือน และไฟฟ้าลัดวงจรอาจสร้างความเสียหายซ้ำซ้อนในระบบควบคุมอัตโนมัติ 

Climate Adaptation Tech

  • Smart Flood Barriers เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมรูปแบบใหม่ ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตถาวร แต่เป็นระบบกำแพงอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดระดับน้ำ เมื่อระดับน้ำถึงจุดวิกฤต ระบบจะยกตัวขึ้นทันที ลดการพึ่งพาแรงงานและการตัดสินใจแบบฉุกเฉิน

  • Submersible Infrastructure การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้อยู่กับน้ำได้ เช่น การยกห้องควบคุมไฟฟ้าและเซิร์ฟเวอร์ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมซ้ำซาก หรือใช้ระบบไฟฟ้าแบบกันน้ำ (Waterproof Systems) ซึ่งช่วยลดความเสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว

  • Digital Twin for Disaster การสร้างแบบจำลองโรงงานในรูปแบบ 3D Digital Twin เพื่อจำลองสถานการณ์น้ำท่วมระดับต่าง ๆ เช่น หากน้ำสูง 50 ซม. หรือ 1 เมตร เครื่องจักรใดจะเสียหายก่อน ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางลำดับการขนย้ายทรัพย์สินและกำหนด SOP ในแผนฉุกเฉินได้อย่างแม่นยำ

2. ภาคเกษตร (Agriculture)

ความเสี่ยงหลัก

ภาคเกษตรกำลังเผชิญความผันผวนที่รุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้งยาวนาน อากาศร้อนจัดจนพืชหยุดการเจริญเติบโต และปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่เพาะปลูก สิ่งเหล่านี้ทำให้การพึ่งพาสภาพอากาศตามธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

Climate Adaptation Tech

  •  Precision Agriculture

การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตร ก่อให้เกิดแนวคิด “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) เช่น การทำ Agricultural Mapping ร่วมกับการใช้ IoT Sensor เพื่อติดตามข้อมูลสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การระบุขอบเขตแปลง ชนิดพืช อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำ คุณภาพดิน ไปจนถึงปริมาณผลผลิต ช่วยให้เกษตรกรเห็นภาพรวมของแปลงเพาะปลูกอย่างเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยประเมินความเสี่ยงจากโรคและแมลงล่วงหน้า ทำให้สามารถบริหารจัดการแปลง ควบคุมการให้น้ำและปุ๋ย รวมถึงวางแผนป้องกันการระบาดได้อย่างเหมาะสม ทั้งในสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนและแปลงเพาะปลูกกลางแจ้ง ลดการพึ่งพาสภาพอากาศตามธรรมชาติ ลดความเสียหายของผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

  • Predictive Agriculture

เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลจากการเกษตรเชิงคาดการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มผลผลิตทางการเกษตร และวางแผนการปลูกได้ ผ่านเทคโนโลยี AI ที่ถูกพัฒนาให้สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากภูมิอากาศย้อนหลัง และพยากรณ์อากาศล่วงหน้า เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลจากการประมวลมาใช้ในการตัดสินใจเลือกชนิดพืชและช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละพื้นที่ เช่น หากพื้นที่นั้นมีน้ำน้อย การเลือกพืชที่ทนแล้ง  หรือพืชที่ทนต่ออุณหภูมิสูง จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ และลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ และปัญหาศัตรูพืชล่วงหน้า

  • Regenerative Agriculture (ไม่ใช่แค่เกษตรอินทรีย์)

Regenerative Agriculture ไม่ได้หมายถึงการทำเกษตรแบบดั้งเดิมหรืออินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการใช้ Data-deiven นำข้อมูลจาก IoT และ AI มาวิเคราะห์โครงสร้างดินและช่วยฟื้นฟูสุขภาพดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และลดความเสื่อมโทรมของพื้นที่ก่อนเพาะปลูก เช่น การวางแผนปลูกพืชหมุนเวียนพืช การไถพรวนต่ำ การปลูกพืชคลุมดิน หรือการใช้ Biofertilizers อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่ม “Climate Resilience” ให้ภาคเกษตรในระยะยาว

หากไม่ต้องการให้วิกฤตน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อทั้งซัปพลายเชน ธุรกิจควรใช้เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วม

การใช้ Data ระดับโลกมาช่วยธุรกิจ (Global Intelligence)

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ AI ระดับโลก ได้แก่ Google Flood Hub ซึ่งเป็นเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมที่พัฒนาโดย Google เพื่อพยากรณ์น้ำท่วมล่วงหน้า โดยระบบนี้จะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลอุทกวิทยา และประวัติระดับน้ำย้อนหลัง เพื่อคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน ในระดับความละเอียดที่สามารถระบุพื้นที่หรือชุมชนได้อย่างแม่นยำ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมสำหรับ SME

แม้ธุรกิจขนาดเล็กจะไม่มีงบลงทุนด้านดาวเทียมหรือระบบวิเคราะห์ขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถใช้ข้อมูลเปิด (Open Data) จากแพลตฟอร์มลักษณะนี้มาประกอบการตัดสินใจได้ เช่น

  • การวางแผนโลจิสติกส์เชิงรุก (Proactive Logistics Planning) เมื่อเห็นแนวโน้มพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมล่วงหน้า ธุรกิจสามารถปรับเส้นทางขนส่ง หลีกเลี่ยงจุดคอขวด หรือเร่งกระจายสินค้าออกจากคลังที่มีความเสี่ยงสูงก่อนเกิดเหตุจริง ลดความเสียหายจากการขนส่งล่าช้าหรือสินค้าติดค้าง

  • การบริหารสต๊อกและคลังสินค้า (Inventory Risk Management) ข้อมูลสภาพอากาศช่วยให้ SME ตัดสินใจได้ว่า ควรกระจายสต๊อกไปยังคลังสำรอง หรือปรับระดับสินค้าคงคลังในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดโอกาสสูญเสียสินค้าจากน้ำท่วมหรือความชื้นสะสม

  • การเตรียมแผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สินตามลำดับความสำคัญ (Asset Relocation) เมื่อผสานข้อมูลพยากรณ์เข้ากับผังโรงงานหรือคลังสินค้า ธุรกิจจะกำหนดลำดับการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร วัตถุดิบ และอุปกรณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความสับสนและการตัดสินใจผิดพลาดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นักธุรกิจวางแผน Business Continuity Plan เพื่อรับมือ Climate Risk

เปลี่ยนความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ ให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สำหรับหลายองค์กร Climate Risk มักถูกมองเป็นต้นทุนหรือภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในมุมของกลยุทธ์ธุรกิจ ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้กลับกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

มาดูกันว่าการลงทุนด้าน Climate Adaptation สามารถต่อยอดไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันและโอกาสเติบโตในระยะยาวได้อย่างไรบ้าง

Market Share Grab: ความต่อเนื่องคืออาวุธในช่วงวิกฤต

เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่ทำให้ตลาด “เปลี่ยนมือ” ไม่ใช่แค่คุณภาพสินค้า แต่คือความสามารถในการส่งมอบอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดสายการผลิตหรือปิดคลังสินค้าโดยไม่มีแผนรองรับ ขณะที่องค์กรที่มี Business Continuity Plan เชื่อมโยงกับ Climate Adaptation อย่างเป็นระบบ จะยังสามารถผลิต ส่งมอบ และรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าได้

ในทางปฏิบัติ ความได้เปรียบนี้มักแสดงออกในรูปของการรับออร์เดอร์แทนคู่แข่ง การรักษาสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ หรือการถูกมองว่าเป็นซัปพลายเออร์ที่พึ่งพาได้ ซึ่งส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

Insurance Premium: ลดต้นทุนด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่ต่อรอง

สำหรับธุรกิจ ประกันภัยทรัพย์สินไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงได้ แต่เป็นต้นทุนคงที่ที่สะท้อนระดับความเสี่ยงขององค์กรโดยตรง ธุรกิจที่ลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วม ระบบเซนเซอร์ตรวจจับ หรือการใช้ข้อมูลพยากรณ์ภัยล่วงหน้า สามารถแปลงการลงทุนด้าน Adaptation ให้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองเชิงข้อมูลกับบริษัทประกัน

เมื่อความเสี่ยงถูกวัดและจัดการได้อย่างเป็นระบบ เบี้ยประกันภัยก็จะสามารถลดลงได้จริงในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเคลมซ้ำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ

Sustainability Expo Connection: ความยั่งยืนที่นักลงทุนเชื่อถือได้

บนเวทีระดับนานาชาติ นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจในเวทีระดับนานาชาติเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า “ธุรกิจนี้จะยังดำเนินต่อได้หรือไม่ เมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว” มากกว่าการดูตัวเลขการลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์ Climate Adaptation จึงกลายเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนในเชิงความอยู่รอด (Operational Resilience) ไปโดยปริยาย

ธุรกิจที่สามารถสื่อสารให้เห็นว่า มีการประเมิน Physical Risk อย่างเป็นระบบ และมีเทคโนโลยีรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่พร้อมเติบโตในโลกที่ไม่แน่นอน ความน่าเชื่อถือในมิตินี้มักแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสด้านการลงทุน พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และความเชื่อมั่นจากตลาดในระยะยาว

ทีมงานประชุมเพื่อหารือว่า Physical Risk คืออะไรและจะรับมือกับสิ่งนั้นได้อย่างไร

บทสรุป: การปรับตัวคือความได้เปรียบ

สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนรุนแรงขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงชั่วคราว แต่คือ “เงื่อนไขใหม่ของการทำธุรกิจ” ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ในบริบทนี้ Climate Adaptation จึงถือเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ธุรกิจมีความทนทาน (Resilience) ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซัปพลายเชน ไปจนถึงการตัดสินใจของผู้บริหาร การนำ AI และข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Predictive Data) มาใช้ จะช่วยเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นการเตรียมพร้อมที่วัดผลได้จริง

ท้ายที่สุด ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตในปี 2026 ไม่ใช่ธุรกิจที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือธุรกิจที่ออกแบบระบบให้ปรับตัวได้เร็ว มองความเสี่ยงเป็นข้อมูล และใช้ความพร้อมเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Climate Adaptation (FAQs)

Q1: Climate Adaptation ต่างจากการจัดการความเสี่ยงทั่วไปของธุรกิจอย่างไร?

A: การจัดการความเสี่ยงทั่วไปมักอิงจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น อุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือความผันผวนของตลาด ขณะที่ Climate Adaptation มุ่งรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต และอิงข้อมูลสภาพภูมิอากาศระยะยาว ทำให้การตัดสินใจไม่ใช่แค่การป้องกันเหตุซ้ำ แต่เป็นการออกแบบระบบให้พร้อมต่อเหตุการณ์ที่ “ไม่เคยเกิดมาก่อน”

Q2: ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จำเป็นต้องทำ Business Continuity Plan หรือไม่?

A: แม้ธุรกิจจะไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง แต่ซัปพลายเชน พันธมิตร หรือเส้นทางโลจิสติกส์อาจได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้ ซึ่ง Business Continuity Plan จะครอบคลุมถึงความเชื่อมโยงทั้งระบบ หากจุดใดจุดหนึ่งในห่วงโซ่หยุดชะงัก ธุรกิจก็อาจได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

Q3: Climate Adaptation ควรวางไว้ในฝ่ายใดขององค์กร?

A: Climate Adaptation ไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายสิ่งแวดล้อมหรือวิศวกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรถูกบูรณาการในระดับกลยุทธ์องค์กร โดยเชื่อมโยงกับฝ่ายปฏิบัติการ การเงิน ประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้การตัดสินใจด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจสอดคล้องกันทั้งระบบ

Q4: จะวัดความสำเร็จของ Climate Adaptation ได้อย่างไร หากภัยพิบัติยังไม่เกิด?

A: ความสำเร็จของ Climate Adaptation วัดได้จาก “ระดับความพร้อม” ไม่ใช่จำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ความสามารถในการตัดสินใจล่วงหน้าจากข้อมูล ความชัดเจนของแผนปฏิบัติการเมื่อเกิดเหตุ และความเร็วในการฟื้นตัวหากระบบถูกกระทบ ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของธุรกิจ แม้ยังไม่ต้องเผชิญวิกฤตจริง

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Climate risk and response: Physical hazards and socioeconomic impacts. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จาก https://www.mckinsey.com/capabilities/sustainability/our-insights/climate-risk-and-response-physical-hazards-and-socioeconomic-impacts

  2. The Business Case For Climate Adaptation. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จาก https://www.forbes.com/sites/jamilwyne/2025/04/08/the-business-case-for-climate-adaptation/

  3. Helping more people stay safe with flood forecasting. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จาก https://blog.google/company-news/outreach-and-initiatives/sustainability/flood-hub-ai-flood-forecasting-more-countries/

  4. Strengthening Climate Resilience. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จาก https://www.oecd.org/en/publications/strengthening-climate-resilience_4b08b7be-en.html

  5. Climate risk is now a business risk — are you ready?. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 จาก https://www.ecoonline.com/blog/climate-risk-is-now-a-business-risk/

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333