รู้จักกับ RPA เทคโนโลยีที่ช่วยลดงานซ้ำ เพิ่มความแม่นยำ ยกระดับงาน Customer Service
ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารมีความรวดเร็วและการแข่งขันมีความดุเดือด เทคโนโลยี RPA ได้ก้าวเข้ามาเป็น Mega Trend สำคัญที่ช่วยพลิกโฉมการทำงานขององค์กรและผู้ประกอบการ SME ด้วยการเปลี่ยนงานเอกสารและกระบวนการที่ซ้ำซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำ แต่ยังเปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้เวลาอันมีค่าในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ดังนั้น สำหรับธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่า RPA คืออะไร การทำความเข้าใจอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
Key Takeaways
-
RPA คือ Digital Worker ซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยทำงานซ้ำซ้อนตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้แทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง
-
องค์กรสามารถแบ่งการใช้งาน RPA ได้ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Attended, Unattended และ Hybrid RPA เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจ
-
แผนกที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการมี RPA Workflow มักเป็นแผนกที่ต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น HR, บัญชีการเงิน, ฝ่ายปฏิบัติการขาย และ IT
-
การเริ่มต้นใช้งาน RPA ในธุรกิจ SME ถือเป็น Quick Win ที่ลงทุนไม่สูงแต่เห็นผลลัพธ์ไว คืนทุนรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรื้อระบบ IT ดั้งเดิมทิ้ง
-
RPA ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแย่งงานมนุษย์ แต่ช่วยปลดล็อกเวลาให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่งานที่มีมูลค่าสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การดูแลลูกค้า และการวางกลยุทธ์ธุรกิจเป็นหลัก
สารบัญ
RPA เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และแผนกไหนได้ประโยชน์มากที่สุด?
RPA Roadmap คู่มือเริ่มต้นใช้ RPA ในองค์กร ตั้งแต่ประเมินกระบวนการจนถึง Scale
Use Case จริงจาก IBM - RPA ในระบบ Customer Service องค์กรด้านสุขภาพ
ประโยชน์ของ RPA ที่องค์กรได้รับ
RPA เป็นจุดเริ่มต้นของ Digital Transformation อย่างไร
RPA คืออะไร?
RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือก็คือซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ (Bot) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเลียนแบบพฤติกรรมการทำงานของมนุษย์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยจะเน้นไปที่การทำงานที่มีรูปแบบซ้ำ ๆ (Repetitive Tasks) และมีกฎเกณฑ์การตัดสินใจที่ตายตัวชัดเจน (Rule-based) เช่น การคัดลอกและวางข้อมูล การล็อกอินเข้าระบบ การเปิดอ่านอีเมลเพื่อดึงไฟล์แนบไปเซฟในโฟลเดอร์ หรือการดึงข้อมูลจากหน้าจอหนึ่งไปกรอกในอีกระบบหนึ่ง โดย RPA จะเข้ามาทำหน้าที่ในส่วนของงาน Routine และลดข้อผิดพลาด
ระหว่าง RPA, AI (Artificial Intelligence) และ Automation จะมีความแตกต่างที่ชัดเจน ดังนี้
-
ระบบ Automation คือ การให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์เขียนโค้ด เพื่อเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน (API) ซึ่งใช้เวลาและต้นทุนสูง
-
AI คือ สมองกลที่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ภาษา และตัดสินใจเรื่องซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง
-
RPA จะเป็นมือและตาที่ทำงานบนหน้าต่างโปรแกรมเหมือนที่มนุษย์ทำ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเชื่อมต่อระบบหลังบ้านให้ยุ่งยาก ซึ่งด้วยจุดเด่นนี้จึงทำให้ SME สามารถนำ RPA มาสวมทับระบบเก่าที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนซื้อระบบใหม่
การออกแบบระบบ RPA ที่มีประสิทธิภาพ เป็นส่วนช่วยสำคัญในการทำให้เกิด Data Warehouse และ Data Management ที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้ธุรกิจ SME สามารถมุ่งสู่การเป็น Digital Business ได้อย่างทันท่วงทีท่ามกลางการแข่งขัน
RPA มีกี่ประเภท?
RPA สามารถแบ่งออกตามลักษณะการทำงานได้ 3 ประเภทหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้กับแต่ละกระบวนการได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด ดังนี้
Attended RPA
บอทประเภทนี้จะเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะเริ่มทำงานเมื่อมีการกดปุ่มสั่งการเท่านั้น เหมาะสำหรับงานที่ระบบยังต้องการพึ่งพาการตัดสินใจจากพนักงานในบางขั้นตอน เช่น ระบบที่สามารถดึงข้อมูลประวัติการซื้อ การเคลม และข้อมูลส่วนตัวจาก 3 โปรแกรมได้ในคลิกเดียว
Unattended RPA
RPA Tools ที่สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติตามตารางเวลาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า หรือทำงานเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น โดยไม่ต้องให้มนุษย์เข้ามาแทรกแซงเลย เหมาะกับงานที่มีปริมาณมหาศาล และไม่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงอารมณ์ เช่น การตั้งเวลาให้ทำหน้าที่ดึงข้อมูลยอดขายประจำวันจากทุกสาขาทำเป็นรีพอร์ต
Hybrid RPA
การทำงานร่วมกันแบบผสมผสานจุดแข็งระหว่าง Attended และ Unattended RPA โดยมนุษย์และบอทจะทำงานส่งไม้ต่อกันอย่างเป็นระบบ เช่น Unattended Bot ทำหน้าที่คัดกรองและสรุปใบสั่งซื้อจากอีเมล แล้วส่งต่อให้พนักงานตรวจสอบความถูกต้อง เป็นต้น
หลักการทำงานของ RPA
หลักการทำงานของเทคโนโลยี RPA คือการสร้างซอฟต์แวร์หุ่นยนต์หรือพนักงานดิจิทัล ที่สามารถเลียนแบบพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยสามารถทำงานร่วมกับระบบและโปรแกรมต่าง ๆ ที่องค์กรมีอยู่แล้วได้ ซึ่งจะมีความสามารถในการจัดการคำสั่งและกระบวนการต่าง ๆ ดังนี้
-
การล็อกอินเข้าสู่ระบบ (Login into any application) : บอทสามารถใช้ Username และ Password เพื่อล็อกอินเข้าใช้งานโปรแกรม เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขององค์กรได้ด้วยตัวเองเสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง
-
การเชื่อมต่อผ่านระบบ API (Connect to system API) : นอกจากการคลิกหน้าจอตามปกติแล้ว RPA ยังสามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลหลังบ้านผ่าน API ของระบบต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็วและเสถียรมากยิ่งขึ้นได้
-
การคัดลอกและวางข้อมูล (Copy and paste data) : สามารถดึงข้อมูลจากโปรแกรมหนึ่งไปวางในอีกโปรแกรมหนึ่งได้อย่างแม่นยำ 100% ช่วยขจัดปัญหาการคีย์ข้อมูลผิดพลาดหรือตกหล่น
-
การจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ (Move file and folder) : สามารถสร้าง ย้าย คัดลอก หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์และโฟลเดอร์ในระบบคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างเป็นระเบียบตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้
-
การดึงและประมวลผลข้อมูลจากเอกสาร (Extract and process content) : สามารถอ่านและดึงข้อมูลจากเอกสารที่มีโครงสร้างชัดเจน (Structured) หรือกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured) เช่น ไฟล์ PDF, แบบฟอร์ม และอีเมล เพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้อย่างอัตโนมัติ
-
การจัดการฐานข้อมูล (Read and write to databases) : บอทสามารถเข้าถึง Database เพื่อดึงข้อมูลสำคัญออกมาจัดทำรายงาน หรือนำข้อมูลชุดใหม่เข้าไปบันทึกในระบบได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
-
การจัดการอีเมลและไฟล์แนบ (Open emails and attachments) : สามารถตั้งค่าให้บอทคอยเฝ้าระวังกล่องอีเมล เปิดอ่านข้อความ และดาวน์โหลดไฟล์แนบเพื่อนำมาจัดเก็บหรือประมวลผลต่อตามคำสั่งที่กำหนดไว้
-
การดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ (Scrape data from the web) : สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากจากหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น การดึงราคาคู่แข่ง หรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา มาจัดเรียงลงในตาราง Excel ได้ในเวลาไม่กี่วินาที
-
การคำนวณผลลัพธ์ (Make calculations) : สามารถทำการคำนวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์ งานบัญชี หรือสถิติเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ เพื่อนำไปใช้ประกอบการทำรายงานสรุปต่อไป
RPA เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และแผนกไหนได้ประโยชน์มากที่สุด?
จากการที่เทคโนโลยี RPA มีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมาะกับธุรกิจทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SME ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและขยายกิจการให้เติบโต แต่ไม่ต้องการแบกรับภาระต้นทุนที่สูงเกินไป ซึ่งแผนกที่จะเห็นผลลัพธ์จาก RPA ได้ชัดเจนที่สุด จะเป็นแผนกที่ต้องรับมือกับงานเอกสารและข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้
HR
บอทสามารถช่วยทีม HR อ่านข้อมูลและดึง Keyword สำคัญจาก Resume ของผู้สมัครนับร้อยรายมาจัดเรียงใน Excel ได้ นอกจากนี้เมื่อรับพนักงานใหม่บอทยังสามารถทำหน้าที่นำข้อมูลไปคีย์สร้างอีเมลองค์กร เปิดสิทธิการเข้าถึงระบบต่าง ๆ และจัดเตรียมเอกสารสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้พนักงานเซ็นได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้พนักงานใหม่เริ่มงานได้ราบรื่นตั้งแต่วันแรก
Finance & Accounting
แผนกนี้ถือเป็นส่วนหลักที่จะได้รับประโยชน์จากการทำ RPA Workflow เพราะมีงาน Rule-based จำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการให้บอทช่วยอ่านและดึงข้อมูลจากใบแจ้งหนี้มาบันทึกลงในโปรแกรมบัญชี เช่น Express และ SAP หรือทำหน้าที่กระทบยอดบัญชีธนาคารโดยการจับคู่ตัวเลขใน Bank Statement กับระบบภายใน ซึ่งช่วยลดเวลาการปิดงบประจำเดือนจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
Sales Operations
ทีมเซลล์มักเสียเวลาไปกับการคีย์ข้อมูลลูกค้า ซึ่งการนำ RPA มาใช้จะช่วยดึงรายชื่อลูกค้าจากแคมเปญบน Facebook, LINE OA หรือหน้าเว็บไซต์ เข้ามาสร้างโปรไฟล์และอัปเดตในระบบ CRM โดยอัตโนมัติ พร้อมตั้งเงื่อนไขให้บอทส่งอีเมล Follow-up หรือสร้างใบเสนอราคาเบื้องต้นส่งให้ลูกค้าทันที ทำให้ทีมเซลล์เอาเวลาไปทุ่มเทกับการปิดการขายได้อย่างเต็มที่
IT & Compliance
สำหรับทีมไอทีที่ต้องจัดการกับปัญหาภายในองค์กร RPA สามารถทำหน้าที่เฝ้าระวัง ระบบเครือข่าย จัดการรีเซ็ตรหัสผ่านให้พนักงานที่ลืมรหัส รวมถึงคอยทำรายงานสรุป Log การเข้าถึงข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อให้องค์กรสามารถตรวจสอบย้อนหลังและปฏิบัติตามมาตรฐาน Compliance อย่าง PDPA ได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องใช้คนนั่งคอยเฝ้าหน้าจอ นอกจากนี้ยังมีระบบ RPA Developrt ซึ่งคือตัวช่วยที่สามารถใช้ดูแลและพัฒนาระบบให้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย
RPA Roadmap คู่มือเริ่มต้นใช้ RPA ในองค์กร ตั้งแต่ประเมินกระบวนการจนถึง Scale
การนำ RPA มาใช้ให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด จำเป็นต้องมีการวางแผนงานอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อไม่ให้โครงการล้มเหลวหรือเกิดต้นทุนบานปลาย โดยนี่คือ Roadmap 5 ระยะที่ออกแบบมาเพื่อให้ SME สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริง
Phase 1 Opportunity Assessment ประเมินกระบวนการที่ควร Automate ก่อน
จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นระบบ Robotic Process Automation คือการสำรวจและเลือก Workflow การทำงานให้ถูกต้อง โดยเริ่มจากการให้พนักงานลิสต์งานประจำวันที่กินเวลามากที่สุด จากนั้นคัดกรองเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ มีปริมาณเอกสารเยอะ มีกฎเกณฑ์ตายตัว และข้อมูลเป็นรูปแบบดิจิทัล ซึ่งควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ หรือกระบวนการที่ยังมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอยู่ตลอดเวลา
Phase 2 Vendor & Tool Selection เลือก RPA Tool ที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ
ในตลาดมีซอฟต์แวร์ RPA Tools ให้เลือกหลากหลาย ทำให้องค์กรควรพิจารณาเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์งบประมาณและทักษะของพนักงาน เช่น UiPath, Automation Anywhere หรือ Microsoft Power Automate โดยพิจารณาจากความง่ายในการใช้งาน ค่าใช้จ่ายของ License และที่สำคัญคือการมีตัวแทนให้บริการดูแลหลังการขายในประเทศไทย เพื่อให้สามารถดำเนินการและติดต่อเรื่องต่าง ๆ ได้สะดวก
Phase 3 Pilot Run ทดสอบ Bot กับกระบวนการแรก
อย่าเพิ่งเริ่มต้นทำระบบขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งบริษัท ให้เริ่มต้นด้วยโปรเจกต์นำร่องกับงานพื้นฐาน 1 ถึง 2 งานก่อน ซึ่งเป้าหมายของเฟสนี้คือการพิสูจน์ให้ผู้บริหารและทีมงานเห็นว่า บอทสามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้จริง ไม่ทำให้ข้อมูลพัง และที่สำคัญคือเพื่อเอาชนะแรงต่อต้านจากพนักงาน จนทำให้พวกเขาเห็นว่าบอทคือผู้ช่วยไม่ใช่ศัตรูที่มาแย่งงาน
Phase 4 Deploy & Monitor รัน Bot จริงและติดตามผล
เมื่อการทดสอบผ่านตามขั้นตอนและเป้าหมายที่วางไว้ ให้เข้าสู่ขั้นตอนการนำบอทขึ้นทำงานบนระบบจริง โดยในเฟสนี้ทีมงานต้องคอยสังเกตการณ์ผ่าน Dashboard เพื่อดูอัตราความสำเร็จของการทำงาน ตรวจสอบการจัดการเมื่อเกิด Error ตลอดจนเปรียบเทียบตัวชี้วัดและคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน ว่าสามารถประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้ตามเป้าหมายหรือไม่
Phase 5 Scale ขยาย Bot ไปกระบวนการอื่นในองค์กร
เมื่อโปรเจกต์ RPA แรกประสบความสำเร็จและคืนทุนอย่างรวดเร็ว องค์กรสามารถนำประสบการณ์และ Best Practice ที่ได้ ไปขยายผลเพื่อสร้างบอทให้กับแผนกอื่น ๆ ต่อไปได้ ซึ่งในระยะยาว SME ควรพิจารณาสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญภายในขึ้นมา เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Automation Culture อย่างยั่งยืน
IBM - RPA ในระบบ Customer Service องค์กรด้านสุขภาพ
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของการใช้ RPA Workflow ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของ IBM ในองค์กรผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ซึ่งต้องรับมือกับข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมากทุกวัน ดังนี้
ปัญหา
Call Center ต้องกรอกข้อมูลใน 3 ระบบพร้อมกันระหว่างรับสาย : ทีม Customer Service ต้องใช้เวลามากในการค้นหาประวัติลูกค้า ตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง และกรอกข้อมูลซ้ำลงหลายระบบพร้อมกันระหว่างให้บริการ ทำให้การตอบคำถามล่าช้า และเพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือ
วิธีแก้
RPA Bot รันงาน Data entry ในพื้นหลัง พนักงานโฟกัสที่ลูกค้าได้เต็มที่ : องค์กรได้แก้ไขปัญหาโดยการนำ RPA เข้ามาช่วยดึงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ อัปเดตสถานะงาน บันทึกข้อมูลการติดต่อ และจัดเก็บเอกสารเข้าคลังข้อมูลอัตโนมัติ
ผลลัพธ์
ลดเวลาต่อ Case / เพิ่ม Customer Satisfaction : การนำ RPA Workflow เข้ามาช่วยจัดการงานหลังบ้านทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงประวัติลูกค้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้เร็วขึ้น ลดเวลาการค้นหาและลดงานคีย์ซ้ำ ทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และต่อเนื่องยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรยังตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่ายขึ้น และช่วยยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ประโยชน์ของ RPA ที่องค์กรได้รับ
เมื่อผู้ประกอบการ SME ตัดสินใจนำระบบ RPA เข้ามาผสานกับการทำงานในองค์กร ธุรกิจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกอย่างชัดเจน 4 ด้านหลัก ๆ ที่เสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเหล่านี้
-
ลดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ : บอทจะทำงานตามกฎและคำสั่งที่ถูกโปรแกรมไว้อย่างเคร่งครัด 100% จึงหมดปัญหาเรื่องการพิมพ์ตัวเลขผิด พิมพ์ตกหล่น หรือส่งอีเมลผิดคน ช่วยลดความเสี่ยงและความผิดพลาดโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเงินและภาษี
-
ลดเวลาการค้นหาประวัติและเอกสารย้อนหลัง ทำให้ตอบคำถามลูกค้าได้ต่อเนื่องและแม่นยำขึ้น
-
ช่วยให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายขึ้น ทั้งในด้านการบริการลูกค้าและการกำกับดูแลข้อมูลภายในองค์กร
-
ลดต้นทุน Man-hour ในงาน Routine : องค์กรสามารถลดเวลาที่พนักงานต้องใช้ไปกับงานทำซ้ำได้ เพราะบอทสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งคุ้มค่าอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
-
เพิ่ม Productivity ของทีม : เมื่อใช้ Automation จัดการงานเอกสารจำนวนมาก พนักงานจะมีเวลาและพลังงานไปทุ่มเทให้กับงานที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มตลาด และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น รวมถึงสามารถโฟกัสกับการสื่อสาร การแก้ปัญหา และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้มากกว่าเดิม
RPA เป็นจุดเริ่มต้นของ Digital Transformation อย่างไร?
สำหรับองค์กรและธุรกิจ SME ที่ต้องทำ Digital Transformation เพื่อมองหาโอกาสและการพัฒนาใหม่ ๆ แต่กำลังติดปัญหาใหญ่เรื่องข้อจำกัดทางงบประมาณ หรือความลำบากที่ต้องรื้อระบบไอทีชุดใหญ่ที่ใช้อยู่เดิม RPA คือ Quick Win ที่ดีที่สุดในการเริ่มต้น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ลงทุนไม่สูง ใช้เวลาติดตั้งและทดสอบเพียงไม่กี่สัปดาห์ และที่สำคัญคือสามารถทำงานสวมทับระบบเก่าได้ทันที โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างฐานข้อมูลหลังบ้าน ทำให้ผู้บริหารและทีมงานเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคของ Mega Trends ระดับโลกระบบ RPA Robotic Process Automation ก็ไม่ได้ทำงานแบบแยกสันโดษอีกต่อไป เพราะเมื่อองค์กรมีความพร้อมสามารถยกระดับ RPA พื้นฐานให้ก้าวขึ้นสู่ Hyperautomation หรือ Intelligent Automation (IA) ได้ ด้วยการเชื่อมต่อกับ Agentic AI และ Process Mining โดยการผสานสิ่งนี้เข้าไปจะช่วยให้ธุรกิจค้นหาจุดบกพร่องคอขวดในกระบวนการทำงานได้ลึกขึ้น ให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถใช้ระบบ OCR เพื่ออ่านและแยกแยะข้อมูลจากเอกสารที่ซับซ้อน ซึ่งอนาคตจะช่วยพาธุรกิจ SME ก้าวเข้าสู่การแข่งขันในโลกอนาคตได้อย่างเต็มตัว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจ SME จำเป็นต้องมีระบบใหม่ทั้งหมดก่อนใช้ RPA หรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะ RPA สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและทำซ้ำเป็นประจำ จึงเหมาะกับ SME ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องลงทุนรื้อระบบทั้งหมดในครั้งเดียว
RPA กับ ERP ทำงานร่วมกันได้ไหม?
ทำงานร่วมกันได้ เพราะ RPA มักถูกนำมาใช้เพื่ออุดช่องโหว่การทำงานระหว่างระบบ ERP รุ่นเก่ากับแอปพลิเคชันอื่น ๆ โดยจะทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกลางในการนำข้อมูลจากอีเมลหรือไฟล์ Excel เข้าไปคีย์ลงในหน้าจอของระบบ ERP แบบอัตโนมัติ
ค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นใช้ RPA อยู่ที่เท่าไร?
ค่าใช้จ่ายมีความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากมีตั้งแต่เครื่องมือฟรีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงระดับ Enterprise ที่อาจเริ่มต้นหลักแสนบาทต่อปีขึ้นอยู่กับจำนวนบอทและค่าบริการให้คำปรึกษา ซึ่ง SME สามารถเลือกแพ็กเกจแบบ Subscription เริ่มต้นหลักพันต่อเดือนเพื่อทดลองระบบก่อนได้