รู้จักเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) และกฎไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (DNSH) ทางรอด SME ยุคใหม่
SME InsightsESG & Sustainbility

รู้จักเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) และกฎไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (DNSH) ทางรอด SME ยุคใหม่

17 มี.ค. 2569
|
40

หลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจไทยมีการขับเคลื่อน Carbon Credit อย่างต่อเนื่อง โดยโรงงานจำนวนมากเริ่มวัด Carbon Footprint ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน และจัดทำรายงาน ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น 

แต่วันนี้ คำถามจากคู่ค้าและนักลงทุนระดับโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ “คุณลดคาร์บอนได้เท่าไร?” แต่เป็น “ธุรกิจของคุณกำลังทำลายระบบนิเวศหรือไม่?” เพราะโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Nature Positive ซึ่งไม่ได้มองแค่การลดก๊าซเรือนกระจก แต่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับธรรมชาติในระดับที่ลึกขึ้น พร้อมกันนั้น โลกการเงินก็กำลังพัฒนาเครื่องมือใหม่อย่าง Biodiversity Credit กลไกที่ประเมินและให้มูลค่ากับการฟื้นฟูหรือเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง ไม่ใช่เพียงการชดเชยคาร์บอน

ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องตอบให้ได้ว่า คุณจะสร้างธุรกิจโดยไม่ทำลายสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร หรือที่เรียกว่า Do No Significant Harm (DNSH)

การปลูกป่าลดคาร์บอน ไม่ถือว่าตอบโจทย์แนวคิด Nature Positive ที่เน้นความหลากหลายทางชีวภาพ

แยกให้ออก! “ปลูกป่าลดคาร์บอน” ไม่เท่ากับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจไทยขยับเรื่องการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง การปลูกต้นไม้จำนวนมากหรือทำโครงการชดเชยคาร์บอนถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ในมุมของความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) คำถามไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนต้นไม้” แต่อยู่ที่ “ระบบนิเวศทำงานได้สมดุลหรือไม่”

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ยูคาลิปตัส แม้จะดูดซับคาร์บอนได้ดีเพราะเติบโตเร็ว แต่ระบบนิเวศใต้ร่มไม้อาจมีความหลากหลายต่ำ สิ่งมีชีวิตพื้นล่าง เช่น แมลง นก หรือสัตว์ขนาดเล็ก แทบไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ลักษณะนี้ในทางนิเวศวิทยามักถูกเรียกว่า “Green Desert” หรือพื้นที่สีเขียวที่ขาดความหลากหลาย

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าการปลูกต้นไม้ไม่ดี หากแต่สะท้อนว่า “การลดคาร์บอน” และ “การรักษาระบบนิเวศ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป ธุรกิจจึงควรมองภาพรวมอย่างรอบด้าน

กิจกรรมที่ดีด้านหนึ่ง แต่อาจกระทบอีกด้าน หากไม่มองแบบองค์รวม

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองพิจารณากรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้

กรณีเขื่อนพลังงานน้ำ

พลังงานน้ำช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนเป้าหมายลดโลกร้อน (Climate Change Mitigation) ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หากโครงสร้างเขื่อนตัดเส้นทางอพยพของปลาท้องถิ่น หรือเปลี่ยนแปลงระบบน้ำตามธรรมชาติ จนอาจกระทบต่อวงจรชีวิตของสิ่งมีชีวิต ความเสียหายนั้นอาจย้อนกลับได้ยาก

กรณีโซลาร์ฟาร์มบนพื้นที่ระบบนิเวศเปราะบาง

พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานสะอาด แต่หากติดตั้งบนพื้นที่ป่าพรุหรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีบทบาทสำคัญต่อการกักเก็บคาร์บอนและเป็นถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น การเปลี่ยนแปลงพื้นที่อาจสร้างผลกระทบเชิงระบบในระยะยาว

กรณีเหล่านี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบแยกส่วน อาจสร้างผลกระทบในอีกมิติหนึ่งได้ ดังนั้น ภาคการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลจึงพัฒนาหลักเกณฑ์ที่ช่วยประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน นั่นคือหลัก Do No Significant Harm (DNSH)

ผู้หญิงถือป้าย “No Plastic” ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุน Biodiversity Credit

รู้จักกฎเหล็ก Do No Significant Harm (DNSH) ตามกรอบ Thailand Taxonomy

ประเทศไทยได้พัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานกำกับดูแลในภาคการเงิน โดยหัวใจสำคัญคือหลัก Do No Significant Harm (DNSH)

หลักการนี้กำหนดว่า กิจกรรมใดที่ต้องการถูกจัดว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเป้าหมายสิ่งแวดล้อมด้านอื่น

DNSH คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อ SME?

ภายใต้กรอบ Thailand Taxonomy ได้กำหนด “เป้าหมายสิ่งแวดล้อมหลัก” ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องพิจารณาอย่างรอบด้านไว้ 6 ด้าน ได้แก่

  1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Change Mitigation)

  2. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation)

  3. การใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและทะเลอย่างยั่งยืน (Sustainable Use and Protection of Water and Marine Resources)

  4. การปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ (Protection and Restoration of Biodiversity and Ecosystems)

  5. การป้องกันและควบคุมมลพิษ (Pollution Prevention and Control)

  6. การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Resource Resilience and Circular Economy)

ภายใต้หลัก DNSH กิจกรรมที่ต้องการถูกจัดว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเป้าหมายข้อใดข้อหนึ่งในทั้ง 6 ด้านดังกล่าว ตัวอย่างเช่น

  • โรงงานที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปล่อยน้ำเสียที่กระทบแหล่งน้ำธรรมชาติ → อาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการปกป้องทรัพยากรน้ำ

  • โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ลดคาร์บอน แต่ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์คุ้มครอง → อาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน Biodiversity

สำหรับ SME นี่ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือแนวทางออกแบบธุรกิจให้แข็งแรงรอบด้าน ลดความเสี่ยงในระยะยาว และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและสถาบันการเงิน

ความเชื่อมโยงกับแนวคิด Nature Positive และ Biodiversity Credit

หลัก DNSH สอดคล้องกับแนวคิด Nature Positive ซึ่งมุ่งเน้นให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปโดยไม่ลดทอนศักยภาพของธรรมชาติในระยะยาว

ดังนั้น หากประเทศไทยพัฒนาตลาด Biodiversity Credit อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต การประเมินเครดิตจะต้องเริ่มจากการพิสูจน์ว่าองค์กร “ไม่สร้างความเสียหาย” ก่อนจึงจะสามารถอ้างถึงการ “สร้างคุณค่าเพิ่ม” ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง DNSH คือฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirement) ก่อนจะก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าเชิงบวกต่อระบบนิเวศ

ผึ้งกำลังผสมเกสรบนดอกไม้ แสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพตามแนวคิด Nature Positive

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME สร้างคุณค่าได้ แม้เริ่มจากพื้นที่เล็ก

แม้โรงงานหรือธุรกิจขนาดกลางจะไม่ได้มีพื้นที่หลายพันไร่ แต่ก็สามารถเริ่มต้นแนวคิด Nature Positive ได้จากระดับพื้นที่ของตนเอง หลักคิดสำคัญคือ หากยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้มาก อย่างน้อยต้องมั่นใจว่า “ไม่ลดทอนศักยภาพของธรรมชาติ”

แนวทางปฏิบัติสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ พื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ และชนิดพันธุ์ท้องถิ่น

1. พื้นที่รอบโรงงานแบบ Pollinator Friendly Zone

Pollinator Friendly Zone หมายถึง พื้นที่ที่สนับสนุนแมลงผสมเกสร เช่น ผึ้ง ผีเสื้อ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระดับพื้นที่ขนาดเล็ก

แนวทางที่ทำได้จริง เช่น

  • ลดการใช้สารเคมีในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น

  • ปลูกพืชดอกพื้นเมืองที่ให้เกสรตลอดปี

  • กำหนด No Spray Zone หรือพื้นที่ปลอดสารเคมีบริเวณแนวรั้วหรือคูน้ำ

การออกแบบพื้นที่ลักษณะนี้ช่วยสร้าง Micro-habitat หรือ “ถิ่นอาศัยขนาดเล็ก” ที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหลากหลายกลุ่ม

2. การจัดการน้ำในแนวคิด Ecological Water Standard

นอกจากการบำบัดน้ำให้ผ่านเกณฑ์ทางกฎหมาย ธุรกิจสามารถยกระดับสู่แนวคิดที่คำนึงถึงความสามารถของแหล่งน้ำในการรองรับสิ่งมีชีวิต

ตัวอย่างแนวทาง

  • ใช้ระบบบำบัดน้ำแบบชีวภาพ (Biological Treatment)

  • รีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต

  • ออกแบบบ่อพักน้ำให้มีลักษณะกึ่งธรรมชาติ

  • ติดตามคุณภาพน้ำเชิงชีวภาพ เช่น การสำรวจสิ่งมีชีวิตน้ำขนาดเล็ก

แนวทางนี้สอดคล้องกับหลัก DNSH เพราะลดความเสี่ยงที่กิจกรรมหลักของโรงงานจะสร้างผลกระทบสะสมต่อระบบนิเวศน้ำ

3. กลยุทธ์ชนิดพันธุ์ท้องถิ่น (Native Species Strategy)

การปลูกพืชพื้นเมือง หรือ Native Species คือการเลือกชนิดพันธุ์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและดินในพื้นที่อยู่แล้ว และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ท้องถิ่น

แนวทางที่ SME สามารถดำเนินการได้

  • สำรวจชนิดพืชพื้นเมืองในจังหวัดหรือภูมิภาค

  • หลีกเลี่ยงการนำพืชรุกราน (Invasive Species) เข้ามา

  • ออกแบบพื้นที่ปลูกแบบหลายชั้น (Multi-layer Vegetation) เพื่อสร้างถิ่นอาศัยหลายระดับ

แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยรักษาโครงสร้างระบบนิเวศเดิม แต่ยังลดต้นทุนการดูแลระยะยาว เพราะพืชพื้นถิ่นมักต้องการทรัพยากรน้อยกว่าและทนทานต่อสภาพแวดล้อมท้องถิ่นได้ดี

การลงทุนด้าน Biodiversity Credit เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

โอกาสและการเปลี่ยนผ่านสู่ “สินทรัพย์”

ในอดีต การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกจัดอยู่ในหมวดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์ แต่ในบริบทของโลกยุค Nature Positive ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ประเด็นด้านจริยธรรม” ไปสู่ “ตัวแปรเชิงเศรษฐศาสตร์” มาดูกันว่า SME จะสามารถเปลี่ยนสิ่งนี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้อย่างไร

Access to Finance: เงินทุนต้นทุนต่ำกำลังผูกกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ภาคการเงินไทยกำลังขยับสู่ระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) อย่างจริงจัง ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มพัฒนาสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ที่อิงกับกรอบ Thailand Taxonomy กิจกรรมทางธุรกิจที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง และไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ จะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้มากกว่า

License to Operate: เกราะป้องกันความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานโลก

ตลาดยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า การใช้ที่ดิน และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับโลกกำลังเพิ่มความเข้มข้นของการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการผลิต

SME ไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน หากไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายระบบนิเวศ หรือไม่มีมาตรการบริหารจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม อาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือแม้กระทั่งถูกตัดออกจากคู่ค้าระดับสากลได้

Future Asset: การเกิดขึ้นของ Biodiversity Credit

ในเวทีโลก เริ่มมีการพัฒนากลไกซื้อ–ขาย Biodiversity Credit ซึ่งมีแนวคิดคล้าย Carbon Credit แต่เปลี่ยนหน่วยวัดจาก “ปริมาณคาร์บอน” เป็น “ผลลัพธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ” โดยเครดิตลักษณะนี้อาจอ้างอิงจากตัวชี้วัด เช่น

  • การเพิ่มจำนวนชนิดพันธุ์ในพื้นที่

  • การฟื้นฟูถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ

  • การยกระดับคุณภาพระบบนิเวศอย่างมีหลักฐานรองรับ

แม้ประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตลาดดังกล่าว แต่ทิศทางโลกก็ชัดเจนแล้วว่า Biodiversity กำลังถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ที่วัดผลและซื้อ–ขายได้ SME ที่เริ่มเก็บข้อมูล Baseline ตั้งแต่วันนี้ พร้อมทำการประเมิน (Assessment) อย่างเป็นระบบ และพัฒนาพื้นที่โรงงานให้สอดคล้องกับ DNSH จะมีความพร้อมต่อยอดสู่ตลาดเครดิตในอนาคต

ผู้บริหารกำลังวิเคราะห์ข้อมูล Biodiversity Credit เพื่อวางกลยุทธ์ธุรกิจสู่เป้าหมาย Nature Positive

ข้อควรระวัง Biodiversity ทำจริงต้องวัดจริง ห้าม Greenwashing!

เมื่อคำว่า Nature Positive และ Biodiversity Credit เริ่มถูกหยิบมาใช้ในรายงาน ESG และแผนกลยุทธ์องค์กร ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ หากองค์กรอ้างโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ต้องเริ่มจาก Baseline ที่ชัดเจน

Baseline Assessment คือการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น เช่น ชนิดของพืชในพื้นที่ จำนวนชนิดพันธุ์แมลงและนก คุณภาพดินและน้ำ ลักษณะถิ่นอาศัยเดิม ฯลฯ หากไม่มีข้อมูลตั้งต้นเหล่านี้ ธุรกิจก็จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นจริง

ต้องมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้

Biodiversity ไม่ใช่คำกว้าง ๆ แต่ต้องถูกแปลงเป็นตัวชี้วัด (Indicators) ที่ชัดเจน โดยควรอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น

  • Species Richness (จำนวนชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต)

  • Species Abundance (ความหนาแน่นของประชากร)

  • Habitat Quality Index (ดัชนีคุณภาพถิ่นอาศัย)

  • Biological Water Quality Index (ดัชนีคุณภาพน้ำเชิงชีวภาพ)

ต้องมีการติดตามผลและตรวจวัดซ้ำ

ระบบนิเวศเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการประเมินเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ องค์กรควรกำหนดรอบการตรวจวัด เช่น รายปี หรือทุก 2–3 ปี เพื่อดูแนวโน้มระยะยาว ว่าความหลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ระบบนิเวศมีเสถียรภาพมากขึ้นเพียงใด

ต้องมีผู้เชี่ยวชาญยืนยัน (Verification)

การประเมิน Biodiversity ควรดำเนินการหรือรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา นักนิเวศวิทยา หรือหน่วยงานอิสระ เนื่องจากการรับรองโดยบุคคลที่สาม (Third-party Verification) จะช่วยลดความเสี่ยงด้าน Greenwashing และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาของสถาบันการเงิน นักลงทุน คู่ค้า และหน่วยงานที่กำกับดูแล

บทสรุป: ธุรกิจอยู่ได้ ธรรมชาติก็ต้องอยู่ได้

การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่คือการปกป้อง “สายพานการผลิตของโลก” ให้ยังทำงานได้ต่อเนื่อง Biodiversity Credit อาจกลายเป็นกลไกทางการเงินในอนาคต Green Loan อาจเป็นแรงจูงใจเชิงต้นทุน กฎระเบียบสากลอาจเป็นแรงผลักดันจากภายนอก แต่แก่นแท้ของเรื่องนี้คือความเข้าใจว่า ธุรกิจและธรรมชาติไม่ใช่สองระบบที่แยกจากกัน หากระบบหนึ่งล้ม อีกระบบหนึ่งก็สั่นคลอนตามไปด้วย 

SME ที่ตระหนักถึงความสัมพันธ์นี้ตั้งแต่วันนี้ จะสามารถออกแบบโมเดลธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของโลกที่กำลังก้าวสู่ยุค Nature Positive อย่างชัดเจน เพราะในท้ายที่สุด ธุรกิจจะอยู่ได้ต่อเมื่อธรรมชาติยังคงอยู่ได้เช่นกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Biodiversity Credit (FAQs)

Q1: Biodiversity Credit ต่างจากการทำ CSR ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร?

A: Biodiversity Credit ไม่ใช่กิจกรรมเชิงสังคมเพื่อภาพลักษณ์เหมือน CSR ทั่วไป แต่เป็นกลไกที่ต้องอาศัยการประเมินเชิงวิทยาศาสตร์ มี Baseline ชัดเจน และมีการตรวจสอบผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ เครดิตจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่มีการฟื้นฟูหรือเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพจริง จึงถือเป็นสินทรัพย์ที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมจิตอาสาหรือการปลูกต้นไม้เชิงสัญลักษณ์

Q2: หากโรงงานไม่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ จะสามารถสร้าง Biodiversity Credit ได้หรือไม่?

A: ขนาดพื้นที่ไม่ใช่ปัจจัยหลักเสมอไป สิ่งสำคัญคือคุณภาพของการฟื้นฟูและการออกแบบเชิงนิเวศ พื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดย่อม หรือการสร้างถิ่นอาศัยเฉพาะสำหรับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น ก็อาจสร้างผลลัพธ์เชิงระบบนิเวศที่มีมูลค่าได้ ทั้งนี้ต้องผ่านกระบวนการประเมินและรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด

Q3: การซื้อ Biodiversity Credit จากที่อื่น สามารถทดแทนผลกระทบในพื้นที่โรงงานได้หรือไม่?

A: หลักสากลส่วนใหญ่กำหนดให้การ “หลีกเลี่ยงและลดผลกระทบในพื้นที่ของตนเอง” เป็นลำดับแรกก่อน (Avoid → Minimize → Restore → Offset) การซื้อเครดิตจากภายนอกจึงเป็นขั้นตอนสุดท้าย และไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการละเลยการบริหารจัดการผลกระทบในพื้นที่จริง ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือในยุค Nature Positive ควรให้ความสำคัญกับการจัดการภายในก่อนการชดเชยภายนอก

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Biodiversity Credits: Unlocking Financial Markets for Nature. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www3.weforum.org/docs/WEF_Biodiversity_Credit_Market_2022.pdf

  2. Thailand Taxonomy. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.bot.or.th/content/dam/bot/financial-innovation/sustainable-finance/green/taxonomy/02_TH_Thailand_Taxonomy-DNSH-MSS.pdf

  3. What is Nature Positive. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.naturepositive.org/what-is-nature-positive/.

  4. คลังความรู้ บทความ COP : พื้นที่สีเขียวทั่วโลกเพิ่มขึ้น 5%ปลูกป่าเดี่ยว...ไม่ช่วยเก็บกักคาร์บอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://datacenter.dcce.go.th/knowledge/articlecop/12/.

  5. ปลูกต้นไม้อาจไม่ได้ป่า เมื่อการเพิ่มพื้นที่สีเขียวซับซ้อนกว่าที่เราคิด. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2024-17/

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333