แนวคิดการประหยัดพลังงานในอาคาร (BEC) ที่ SME นำมาใช้ลดต้นทุนได้
SME InsightsESG & Sustainbility

แนวคิดการประหยัดพลังงานในอาคาร (BEC) ที่ SME นำมาใช้ลดต้นทุนได้

16 พ.ค. 2569
|
5

ต้นทุนพลังงานคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการทำธุรกิจ SME ทั้งค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศ ค่าแสงสว่างในพื้นที่ทำงาน ค่าทำน้ำร้อนในโรงแรมและสปา และค่าใช้จ่ายจากเครื่องจักรที่ทำงานตลอดวัน 

มาตรฐาน BEC (Building Energy Code) จึงกลายเป็นหนึ่งใน Framework ที่น่าสนใจสำหรับ SME แม้ตามกฎหมายไทย กฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 หรือที่เรียกว่า Building Energy Code (BEC) ซึ่งพัฒนาและขับเคลื่อนโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 และเริ่มบังคับใช้แบบทยอยตามขนาดอาคาร ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา

โดยกฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้กับอาคารก่อสร้างใหม่หรืออาคารดัดแปลง 9 ประเภท ได้แก่ 1. โรงมหรสพ 2. โรงแรม 3. สถานบริการ 4. สถานพยาบาล 5. สถานศึกษา 6. สำนักงานหรือที่ทำการ 7. ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า 8. อาคารชุด และ 9. อาคารชุมนุมคน ที่มีพื้นที่รวมทุกชั้นในอาคารหลังเดียวกันตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ในเชิงธุรกิจ มาตรฐาน BEC คือเครื่องมือบริหารต้นทุนที่ผ่านการออกแบบมาแล้วว่า อาคารควรใช้พลังงานอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด

SME จึงสามารถยืมกรอบความคิดของมาตรฐาน BEC มาใช้ได้ แม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศเช่า คาเฟ่ ร้านอาหาร คลินิก โรงแรมขนาดเล็ก โกดังสินค้า หรือโรงงาน SME โดยหลักคิดสำคัญคือการเลือกทำในจุดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ใช้งบประมาณอย่างมีเหตุผล และเปลี่ยนค่าไฟที่เคยถูกมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้กลายเป็นพื้นที่ในการเพิ่มกำไร

Solar Panels Wind Turbines Green Energy Concept

มาตรฐาน BEC คืออะไร? และความได้เปรียบจากการนำมาประยุกต์ใช้

มาตรฐาน BEC คือ เกณฑ์มาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานในอาคารที่ครอบคลุมระบบหลัก เช่น กรอบอาคาร ระบบปรับอากาศ ระบบแสงสว่าง ระบบทำน้ำร้อน การใช้พลังงานรวม และพลังงานหมุนเวียน

หากอธิบายให้เข้าใจในมุมของผู้ประกอบการ SME มาตรฐานนี้คือ “เครื่องมือช่วยค้นหาต้นทุนแฝง” เพราะแทบทุกระบบที่ BEC ตรวจสอบ ล้วนเป็นจุดที่ธุรกิจจำนวนมากเสียเงินทุกเดือนโดยไม่รู้ตัว

  • เครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน 

  • ไฟในโกดังที่ไม่มีคนใช้ 

  • เครื่องทำน้ำร้อนที่กินไฟสูง 

  • กระจกหน้าร้านที่รับแดดโดยตรง

  • เครื่องปรับอากาศเก่าที่ทำงานหนักเกินจำเป็น

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ เมื่อพิจารณาทีละรายการ แต่เมื่อรวมเป็นรายเดือน รายไตรมาส และรายปี ต้นทุนแฝงเหล่านี้สามารถกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรได้มากกว่าที่ผู้ประกอบการคาดคิด

อย่างไรก็ตาม แก่นของการประหยัดพลังงานในอาคารไม่ได้อยู่ที่การปิดไฟให้มากที่สุด หรือลดระดับความสบายของผู้ใช้งานเพื่อประหยัดค่าเครื่องปรับอากาศ แต่คือการทำให้อาคารใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นและตรงกับพฤติกรรมการใช้งานจริง แนวคิดนี้สอดคล้องกับมาตรฐาน BEC ที่มองอาคารในฐานะระบบที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่การมองอุปกรณ์แยกส่วน เพราะค่าไฟไม่ได้เกิดจากเครื่องปรับอากาศหรือหลอดไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างความร้อน แสง พื้นที่ คน เครื่องจักร และเวลาใช้งาน

ในเชิงกลยุทธ์ มาตรฐาน BEC ช่วยให้ SME เห็นว่า การลดต้นทุนพลังงานเป็นเรื่องของผู้บริหารโดยตรง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายเชื่อมโยงกับ OPEX หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หากธุรกิจสามารถลดค่าไฟ ค่าใช้จ่ายด้านระบบปรับอากาศ หรือค่าใช้จ่ายด้านความร้อนลงได้โดยไม่กระทบคุณภาพการบริการ สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นกำไรได้ทันที โดยไม่ต้องเพิ่มยอดขาย ไม่ต้องเพิ่มพนักงาน และไม่ต้องขยายสาขา

Restaurant With Tables Chairs Outside

แนวทางวิเคราะห์ระบบอาคารสู่การลดต้นทุนระดับ SME 

การนำมาตรฐาน BEC มาใช้ในธุรกิจ SME ควรเริ่มจากการแยกอาคารออกเป็น “ระบบต้นทุน (Cost Drivers)” แล้วประเมินว่าแต่ละระบบใช้พลังงานมากน้อยเพียงใด จากนั้นจึงจัดลำดับความสำคัญตามผลกระทบต่อค่าไฟ งบลงทุน และระยะเวลาคืนทุน

1. กลยุทธ์บล็อกความร้อนผ่านระบบกรอบอาคาร

ระบบกรอบอาคาร (Building Envelope) เป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกที่กำหนดว่าอาคารจะรับความร้อนเข้ามามากน้อยเพียงใด ผนัง หลังคา กระจก ช่องเปิด และวัสดุภายนอกอาคารล้วนมีผลต่อการทำงานของเครื่องปรับอากาศ หากอาคารรับความร้อนมาก ระบบปรับอากาศจะทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร

วิธีปฏิบัติเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคาร

  • ตรวจสอบพื้นที่ฝั่งทิศตะวันตกและทิศใต้ของอาคาร เพราะเป็นด้านที่มักได้รับแดดแรงในช่วงบ่าย โดยเฉพาะอาคารที่มีผนังกระจกขนาดใหญ่ เช่น โชว์รูม คาเฟ่ คลินิก ฟิตเนส แม้กระจกจะช่วยให้พื้นที่ดูโปร่งและทันสมัย แต่หากไม่มีการกันความร้อนที่ดี กระจกอาจกลายเป็นจุดรั่วไหลของต้นทุนพลังงาน

  • ให้ทีมช่างหรือผู้เชี่ยวชาญสำรวจอุณหภูมิพื้นผิวกระจก ผนัง และฝ้าเพดานในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน จากนั้นจัดลำดับพื้นที่ที่ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักที่สุด โดยอาจเริ่มจากการหันมาใช้ฟิล์มเซรามิกกันความร้อน ม่านกันแดดคุณภาพสูง ระแนงบังแดด กันสาด หรือฉนวนใต้หลังคา ขึ้นอยู่กับลักษณะอาคารและงบประมาณ

2. กลยุทธ์ใช้ความเย็นอย่างเหมาะสมด้วยระบบปรับอากาศ

ระบบปรับอากาศมักเป็นต้นทุนพลังงานก้อนใหญ่ที่สุดของธุรกิจที่มีพื้นที่ปิด การใช้เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวเพื่อทำความเย็นทั้งชั้น หรือเปิดเครื่องปรับอากาศทุกโซนพร้อมกันแม้มีคนใช้งานไม่เต็มพื้นที่ คือรูปแบบการใช้พลังงานที่สร้างต้นทุนโดยไม่จำเป็น

วิธีปฏิบัติเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคาร

  • ทำ Micro-Zoning หรือการแบ่งพื้นที่ปรับอากาศออกเป็นโซนย่อยตามพฤติกรรมการใช้งานจริง เช่น โซนต้อนรับลูกค้า โซนพนักงานประจำ โซนห้องประชุม โซนสต๊อกสินค้า และโซนหลังร้าน แต่ละโซนควรมีตารางเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศที่ชัดเจน

  • หากถึงรอบเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ ผู้ประกอบการควรพิจารณาระบบที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Inverter หรือในกรณีพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้น อาจพิจารณาระบบ VRV หรือ VRF ซึ่งสามารถปรับการจ่ายน้ำยาเครื่องปรับอากาศตามภาระความเย็นจริงของแต่ละโซน แม้ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไป แต่สำหรับธุรกิจที่เปิดใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน ระยะเวลาคืนทุนอาจคุ้มค่าในระยะยาว

3. กลยุทธ์ควบคุมแสงสว่างให้ตรงกับการใช้งานจริง

ระบบแสงสว่างเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ SME มักลดต้นทุนได้ง่ายและเห็นผลเร็ว หลักคิดของ BEC ในส่วนนี้คือ การใช้แสงให้เพียงพอกับลักษณะงาน ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และควบคุมให้ไฟดับเมื่อไม่มีผู้ใช้งาน

วิธีปฏิบัติเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคาร

  • ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการสำรวจผังแสงธรรมชาติของพื้นที่ การย้ายโต๊ะทำงานบางส่วนไปใกล้หน้าต่าง หรือจัดพื้นที่ใช้งานประจำไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงธรรมชาติ อาจช่วยลดการใช้ไฟได้โดยแทบไม่ต้องลงทุน

  • เปลี่ยนจาก “เปิดไฟทั้งพื้นที่” เป็น “เปิดไฟตามกิจกรรม” เช่น พื้นที่ทำงานเอกสารต้องการแสงมากกว่าทางเดิน ห้องเก็บของไม่จำเป็นต้องเปิดไฟตลอดเวลา และพื้นที่จัดแสดงสินค้าบางจุดอาจใช้ไฟเฉพาะเพื่อเน้นสินค้าแทนการเพิ่มความสว่างทั้งห้อง ช่วยลดการใช้พลังงานและยังทำให้พื้นที่ดูมีมิติมากขึ้น

  • ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่คนเข้าออกเป็นช่วง ๆ เช่น ห้องน้ำ โกดัง ห้องเก็บเอกสาร ทางเดินหลังร้าน หรือห้องพักพนักงาน งบประมาณอาจเริ่มเพียงหลักพันบาท แต่ช่วยลดการใช้ไฟโดยไม่จำเป็น

3D Rendering Ventilation System

4. กลยุทธ์พลังงานหมุนเวียนจากระบบทำน้ำร้อน

สำหรับธุรกิจบางประเภท ต้นทุนการทำน้ำร้อนเป็นต้นทุนที่สูงกว่าที่หลายธุรกิจประเมินไว้ โดยเฉพาะโรงแรม สปา ร้านอาหาร ร้านซักรีด ฟิตเนส หรือธุรกิจบริการที่ใช้น้ำร้อนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ลูกค้า หลายแห่งยังใช้เครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้าหรือหม้อต้มที่ใช้พลังงานสูง ทั้งที่ในระบบอาคารมี “พลังงานความร้อนส่วนเกิน” จากระบบปรับอากาศที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

วิธีปฏิบัติเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคาร

  • ตรวจสอบว่าธุรกิจมีปริมาณการใช้น้ำร้อนต่อวันมากน้อยเพียงใด ใช้ช่วงเวลาใด และใช้ไฟฟ้าหรือพลังงานเท่าไร

  • ควรให้นำช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งระบบ Heat Recovery หรือการดึงพลังงานความร้อนส่วนเกินจากระบบปรับอากาศมาใช้ในการอุ่นน้ำ แทนที่จะปล่อยความร้อนออกสู่ภายนอกโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีทั้งการเปิดเครื่องปรับอากาศและการใช้น้ำร้อนพร้อมกัน เช่น โรงแรมขนาดเล็ก รีสอร์ต สปา คลินิกบางประเภท หรือร้านอาหารที่ต้องใช้น้ำร้อนในครัว

5. กลยุทธ์ช่วยบริหารต้นทุนระยะยาวด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์

หากมาตรการก่อนหน้าเป็นการลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานแสงอาทิตย์คือการสร้างแหล่งพลังงานบางส่วนของธุรกิจเอง จุดแข็งของโซลาร์เซลล์สำหรับ SME คือการช่วยบริหารต้นทุนระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ไฟมากในช่วงกลางวัน เช่น ออฟฟิศ โรงงาน โกดังสินค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร คลินิก หรือศูนย์บริการต่าง ๆ

วิธีปฏิบัติเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคาร

  • ก่อนลงทุน ผู้ประกอบการควรประเมินความพร้อมของหลังคาอย่างรอบด้าน ทั้งทิศทางหลังคา เงาบัง ความแข็งแรงของโครงสร้าง อายุการใช้งานของวัสดุมุงหลังคา และรูปแบบการใช้ไฟของธุรกิจ หากเป็นอาคารเช่า ต้องตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาและสิทธิ์ในการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมด้วย

  • ใช้โมเดลการเช่าซื้อระบบหรือ Leasing ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้น ผู้ประกอบการจึงควรเปรียบเทียบทั้งรูปแบบซื้อขาด เช่าซื้อ และสัญญาบริการระยะยาว โดยดูจากค่าไฟที่ลดลง ระยะเวลาคืนทุน การรับประกันแผง Inverter การบำรุงรักษา และความเสี่ยงด้านค่าบำรุงรักษาและประสิทธิภาพระบบในอนาคต

วิศวกรตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลม สื่อถึงการประหยัดพลังงานในอาคารตามมาตรฐาน Bec

บทสรุปและก้าวต่อไปของธุรกิจ

การนำมาตรฐาน BEC มาเป็นกรอบในการทำงาน เป็นการยืมวิธีคิดเชิงวิศวกรรมมาใช้บริหารธุรกิจอย่างชาญฉลาด สำหรับ SME สิ่งสำคัญคือการเริ่มจากจุดที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายมากที่สุด วัดผลได้จริง และคืนทุนได้ในกรอบเวลาที่เหมาะสม

หากมองในเชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้จาก 5 คำถามสำคัญ เพื่อช่วยเปลี่ยนการประหยัดพลังงานจากเรื่องทั่วไปให้กลายเป็นแผนลดต้นทุนที่จับต้องได้ ดังนี้

  • อาคารรับความร้อนจากจุดไหนมากที่สุด 

  • เครื่องปรับอากาศเปิดตรงกับการใช้งานจริงหรือไม่ 

  • ไฟสว่างเกินความจำเป็นหรือเปิดทิ้งไว้ตรงไหน 

  • ธุรกิจมีพลังงานความร้อนส่วนเกินที่นำกลับมาใช้ได้หรือไม่

  • หลังคามีศักยภาพผลิตพลังงานแสงอาทิตย์หรือเปล่า 

ในระยะยาว การประยุกต์ใช้มาตรฐาน BEC จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมให้กับธุรกิจ เพราะทั้งลูกค้า คู่ค้า และสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับธุรกิจที่บริหารพลังงานอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น SME ที่มีข้อมูลการลดใช้พลังงาน ค่าไฟที่ลดลง หรือโครงการปรับปรุงอาคาร สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดเป็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ ดึงดูดลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวหรือ Green Finance ได้ในอนาคต ที่สำคัญ ยังทำให้ SME มีโครงสร้างต้นทุนที่แข็งแรงขึ้น พร้อมแข่งขันในโลกธุรกิจที่ต้นทุน ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือ กลายเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Thailand’s New Building Energy Code (BEC) Law Effective from 13 Mar '23. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จาก https://lazudi.com/th-en/blog/thailands-new-building-energy-code-bec-law-effective-from-13-mar-23

  2. ข้อกำหนดของ กฎหมายอาคารอนุรักษ์พลังงาน BEC. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จาก https://bec.dede.go.th/requirements-of-the-law/

  3. มาตรฐาน BEC เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน ช่วยประหยัดไฟในภาคอาคารได้มากกว่า 10 %. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จาก https://www.greennetworkthailand.com/bec_building-energy-code/.  

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333