ESG สำหรับ SME ธุรกิจบริการ ไม่ต้องเริ่มจากการประกาศเปลี่ยนโลก: 5 เรื่องหลังร้านที่ช่วยลดความสูญเปล่า ดูแลผู้คน และทำให้บริการดีขึ้น
ในเช้าวันทำงาน ร้านกาแฟหนึ่งร้านต้องตัดสินใจเรื่องเล็กๆ นับไม่ถ้วน
เปิดแอร์กี่โมง อบขนมเท่าไร เตรียมนมแค่ไหน ใครอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ใครเติมของ และถ้าพนักงานคนหนึ่งยังสตีมนมไม่ได้ เขาจะช่วยทีมตรงไหนได้บ้าง
ไม่มีคำถามไหนฟังดูเหมือน ESG แต่ทุกคำถามเกี่ยวข้องกับมัน
ESG คือกรอบแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและทรัพยากร สังคม (Social) ที่ให้ความสำคัญกับพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และธรรมาภิบาล (Governance) ที่เน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และกระบวนการทำงานที่ตรวจสอบได้ คำศัพท์อาจฟังไกลตัว แต่ทั้งสามเรื่องอยู่ในงานหลังร้านที่ต้องจัดการทุกวัน
เพราะสำหรับเจ้าของร้านกาแฟ โรงแรมเล็กๆ คลินิก หรือบริษัทบริการ ชีวิตจริงมักมาก่อนคำศัพท์เสมอ ในแต่ละวันมีทั้งยอดขาย ค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ ลูกค้าที่รอคำตอบ และกระแสเงินสดปลายเดือน เมื่อมีคนบอกว่าควร “ทำ ESG” เพิ่มอีกเรื่อง คำตอบในใจก็อาจเป็นว่า “เอาไว้ก่อน”
แต่ถ้า ESG ไม่ใช่งานที่ต้องเพิ่มเข้ามา หากเป็นวิธีมองงานเดิมให้ละเอียดขึ้นล่ะ
ลองเปิดบิลค่าไฟ ดูของที่ซื้อซ้ำทุกสัปดาห์ ก้มมองถังขยะ หรือฟังคำถามเดิมที่พนักงานใหม่ต้องถามซ้ำๆ สิ่งเหล่านี้กำลังบอกว่าธุรกิจสูญเสียเงิน เวลา ทรัพยากร หรือศักยภาพของผู้คนตรงไหนอยู่ทุกวัน
บทความนี้ถ่ายทอดโดยคุณทอปัด สุบรรณรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด โดยนำเสนอแนวทาง ESG สำหรับ SME ธุรกิจบริการ ผ่านกรณีศึกษา Steps และตัวอย่างการจัดการงานหลังร้านที่เชื่อมโยงกับต้นทุน ผู้คน และคุณภาพบริการ
ภาพนี้เห็นได้ชัดที่ Steps องค์กรเพื่อสังคมซึ่งทำงานเพื่อให้คนที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ หรือ Neurodivergent People ได้เรียนรู้ ทำงาน และมีส่วนร่วมในสังคมในฐานะคนคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ
Steps มีทั้งศูนย์ฝึก ร้านกาแฟ ธุรกิจเบเกอรี่ ศูนย์บริการงานธุรกิจ งานที่ปรึกษาด้าน Inclusion งานวิจัย และเครือข่ายนายจ้าง แต่จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการตั้งโครงการ ESG แยกออกมา พวกเขาเริ่มจากโจทย์ตรงหน้าว่า ทำอย่างไรให้พื้นที่ฝึกงานมีความหมาย และในเวลาเดียวกันก็เป็นธุรกิจที่ลูกค้าเลือกใช้เพราะสินค้าและบริการมีคุณภาพ
ร้านกาแฟจึงเป็นทั้งสถานที่ทำงานจริงและห้องเรียนที่ไม่มีเสียงกริ่ง มีลูกค้าจริง ช่วงเร่งด่วนจริง และความผิดพลาดที่ต้องแก้จริง จากหลังเคาน์เตอร์แห่งนี้ เรามองเห็นจุดเริ่มต้นของ ESG อย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ คน พลังงาน วัสดุสิ้นเปลือง ของเสีย และการจัดซื้อ
5 เรื่องหลังร้านที่ SME นำ ESG มาปรับใช้ได้
1. คนทำงานได้ดี เมื่อระบบเปิดทางให้เขาทำได้
ในแต่ละวันผู้เข้ารับการฝึก (Trainee) ของ Steps จะเริ่มจากการดูรายการงานและแบ่งหน้าที่ตามทักษะ เป้าหมาย และระดับการสนับสนุนที่แต่ละคนต้องการ บางคนทักทายลูกค้าและดูแลแคชเชียร์ บางคนเตรียมเครื่องดื่ม ดูแลโต๊ะ หรือเติมอุปกรณ์ เมื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น หน้าที่ก็ค่อยๆ หมุนเวียนและขยายออกไป
ผู้ฝึกสอนงาน (Job Coach) จะอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ได้ยืนทำงานแทน หน้าที่ของพวกเขาคือช่วยหาเครื่องมือ ชี้แนะแนวทาง และเข้าไปช่วยเมื่อจำเป็น ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกมาเมื่อแต่ละคนทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น
หาก Trainee คนหนึ่งยังสตีมนมไม่ได้ เขาไม่จำเป็นต้องถูกกันออกจากกระบวนการทั้งหมด แต่อาจรับหน้าที่เตรียมส่วนผสมอื่นให้พร้อม แล้วส่งต่อขั้นตอนสตีมนมให้เพื่อนร่วมทีม งานจึงถูกออกแบบจากสิ่งที่แต่ละคนทำได้ ไม่ใช่ตัดสินคนจากสิ่งที่ยังทำไม่ได้
คำแนะนำมีทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอ วางไว้ในจุดที่สามารถย้อนกลับมาดูได้ อุปกรณ์มีตำแหน่งประจำ และบนประตูตู้เย็นมีรูปบอกว่าข้างในเก็บอะไร บางคนต้องการคำสั่งสั้นๆ ทีละขั้น ขณะที่บางคนรับข้อมูลหลายขั้นตอนพร้อมกันได้ การให้ Feedback จึงต้องชัดเจนว่าอะไรทำได้ดีแล้ว และอะไรควรลองเพิ่ม
รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเหมือนเรื่อง Inclusion หรือ HR แต่ในชีวิตการทำงานจริง มันคือการออกแบบกระบวนการทำงาน เมื่อขั้นตอนชัด ความผิดพลาดลดลง งานสม่ำเสมอขึ้น และพนักงานใหม่ก็เรียนรู้ได้เร็วขึ้น สิ่งที่เริ่มจากการช่วยคนกลุ่มหนึ่ง จึงกลายเป็นการทำให้ทุกคนทำงานง่ายกว่าเดิม
Steps ยังฝึกเรื่อง Self Advocacy ให้ Trainee รู้ว่าอะไรช่วยให้ตัวเองทำงานได้ดี และสามารถสื่อสารความต้องการนั้นกับผู้อื่นได้ เพราะการทำงานระยะยาวไม่ควรขึ้นอยู่กับการรอให้ใครสักคนคาดเดาใจเราถูกทุกครั้ง
เรื่องนี้ส่งต่อมาถึงลูกค้าโดยตรง เมื่อพนักงานเข้าใจหน้าที่ มีเครื่องมือที่เหมาะสม และรู้ว่าบริการที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร เขาย่อมมีพื้นที่ในหัวเหลือพอที่จะมองเห็นคนตรงหน้า
ณ เวลาที่ให้สัมภาษณ์ Steps Café สาขาเอกมัยมีคะแนนบน Google 4.9 จาก 5 จากรีวิวมากกว่า 700 รายการ หลายคนพูดถึงพนักงานที่เป็นมิตร มีความรู้ และบรรยากาศอบอุ่น Steps ไม่ได้สรุปว่าคะแนนเหล่านี้เกิดจาก Inclusion โดยตรง เพราะยังไม่มีข้อมูลเชิงสถิติมาพิสูจน์ความสัมพันธ์นั้น แต่สิ่งที่เห็นซ้ำๆ คือ เมื่อคนมีความชัดเจนและมั่นใจ การส่งมอบบริการที่สม่ำเสมอก็ง่ายขึ้น
2. พลังงาน: ค่าไฟบอกได้มากกว่ายอดที่ต้องจ่าย
ค่าไฟเป็นหนึ่งในต้นทุนที่เห็นง่ายที่สุด เพราะมีบิลมาวางบนโต๊ะทุกเดือน แต่หลายธุรกิจก็มักจะยอมรับตัวเลขนั้นโดยอัตโนมัติว่า “คงต้องจ่ายเท่านี้”
ร้านกาแฟมีแอร์ เครื่องชงกาแฟ ตู้เย็น และเครื่องทำน้ำแข็ง โรงแรมมีห้องพัก น้ำร้อน และพื้นที่ส่วนกลาง คลินิกมีเครื่องมือและระบบปรับอากาศ ส่วนสำนักงานก็มีคอมพิวเตอร์ ห้องประชุม และอุปกรณ์ที่อาจเปิดรอคนทั้งวัน
คำถามที่มีประโยชน์กว่า “เดือนนี้ค่าไฟเท่าไร” คือ “เราใช้พลังงานเท่าไรต่อหนึ่งหน่วยบริการ” อาจเป็นต่อลูกค้าหนึ่งคน ต่อห้องที่ขายได้ หรือต่อชั่วโมงเปิดทำการ เมื่อนำค่าไฟย้อนหลังมาเทียบกับปริมาณงาน เราจะเริ่มเห็นว่าช่วงไหนใช้สูงผิดปกติ และอะไรที่สามารถลดได้โดยไม่ทำให้บริการแย่ลง
Steps ดูว่าอุปกรณ์และพื้นที่ถูกใช้งานจริงอย่างไร กำหนดเวลาเปิด-ปิด ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้ และบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างสม่ำเสมอ ร้านและสำนักงานใช้แสงธรรมชาติจากหน้าต่างบานใหญ่ มีไฟที่ปรับระดับได้ และอนุญาตให้ทีมปฏิบัติการทำงานจากบ้านได้สัปดาห์ละสองวัน เพื่อจัดการพื้นที่ให้เหมาะกับจำนวนคนที่เข้ามาใช้จริง
นี่ไม่ใช่วิธีที่หวือหวา แต่มาตรการที่แฝงอยู่ในกิจวัตรได้ มักมีโอกาสรอดกว่ามาตรการที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงวันรณรงค์
หัวใจไม่ใช่การใช้พลังงานให้น้อยที่สุด แต่คือการใช้เท่าที่จำเป็นโดยไม่ลดทอนความปลอดภัย คุณภาพสินค้า ความสบายของพนักงาน และประสบการณ์ของลูกค้า การปิดแอร์จนแขกร้อนอาจทำให้ค่าไฟลด แต่ไม่ทำให้ธุรกิจยั่งยืน
3. วัสดุสิ้นเปลือง: ของชิ้นละไม่กี่บาท อาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่เมื่อซื้อทั้งปี
แก้ว ฝา หลอด กระดาษเช็ดปาก กล่อง ถุง น้ำดื่ม และน้ำยาทำความสะอาด มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ ราคาต่อชิ้นต่ำจนเราแทบไม่รู้สึกว่ามันแพง แต่เมื่อของชิ้นเดิมถูกซื้อซ้ำทุกวัน ตัวเลขรวมตลอดทั้งปีก็เริ่มมีความหมาย
Steps ใช้คำถามสั้นๆ กับวัสดุแต่ละชิ้นว่า "จำเป็นไหม?" ถ้าจำเป็น... ใช้น้อยลงได้หรือเปล่า? เติมใหม่หรือนำกลับมาใช้ซ้ำได้ไหม? หรือสามารถปรับวิธีบริการจนไม่ต้องใช้มันเลยได้หรือไม่?
ภายในร้านมีภาชนะและอุปกรณ์ที่ล้างกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงเหยือกน้ำสำหรับลูกค้าและพนักงาน ส่วนบรรจุภัณฑ์ซื้อกลับบ้านก็เลือกแบบที่ช่วยลดพลาสติก ลดการใช้เทป และใช้วัสดุย่อยสลายได้เมื่อเป็นไปได้
แต่คำว่า Sustainable บนหน้ากระดาษ ไม่ได้รับประกันว่าจะใช้ได้จริงหลังเคาน์เตอร์ ธุรกิจอาหารยังต้องคำนึงถึงสุขอนามัย สารก่อภูมิแพ้ ความสะดวก และอายุของสินค้า Steps จึงอยู่ระหว่างการทดลองบรรจุภัณฑ์ใหม่สำหรับคุกกี้ บราวนี่ และขนมแบบบาร์ เพื่อยืดความสดและลดของเสียโดยไม่เปลี่ยนสูตรเดิม
นี่คือเหตุผลที่การเปลี่ยนวัสดุไม่ควรจบแค่คำถามว่า “รักษ์โลกกว่าไหม” แต่ต้องถามต่อไปว่า พนักงานใช้สะดวกหรือไม่ อาหารยังปลอดภัยไหม และลูกค้ายอมรับหรือเปล่า หากคำตอบข้อใดข้อหนึ่งคือ "ไม่" วิธีนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นาน
ธุรกิจขนาดเล็กอาจเริ่มจากลิสต์ของสิ้นเปลือง 10 รายการที่ใช้มากที่สุด นับจำนวนที่ซื้อในหนึ่งเดือนแล้วคูณเป็นต้นทุนต่อปี บางครั้งการเห็นตัวเลขรวมก็เพียงพอที่จะทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่า ของทุกชิ้นยังจำเป็นอยู่จริงหรือ
4. ของเสีย: ก่อนแยกขยะ ลองถามว่าทำไมมันจึงกลายเป็นขยะ
ถ้าร้านอาหารยังทิ้งอาหารเท่าเดิมทุกวัน ถังขยะหลายสีอาจช่วยจัดการได้ที่ปลายทาง แต่ยังไม่ได้แตะถึงต้นเหตุ
ในร้านกาแฟและเบเกอรี่ ของเสียก่อตัวขึ้นก่อนที่ถุงดำจะถูกเปิดออกเสียอีก วัตถุดิบที่สั่งเกิน สินค้าที่เตรียมมากไป เมนูที่ใช้ของเฉพาะเจาะจงจนเหลือทิ้ง ฉลากที่ไม่ชัดเจน หรือการคาดการณ์ยอดขายที่ไม่ทันพฤติกรรมลูกค้า ล้วนเป็นต้นทางของขยะ
Steps ใช้ข้อมูลจากระบบขายหน้าร้าน (POS) เพื่อปรับสต็อก เลือกใช้วัตถุดิบเดียวกันในหลายเมนูเมื่อเหมาะสม และให้ทีมรายงานของเสียทุกวันเพื่อเห็นแนวโน้มเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน Trainee ก็ได้เรียนรู้การตรวจนับและจัดการสต็อก ทำให้ข้อมูลสินค้าคงคลังแม่นยำขึ้นตามไปด้วย
บางเมนูสามารถเตรียมล่วงหน้าและแช่แข็งเพื่อลดโอกาสหมดอายุก่อนขาย แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีคำตอบที่สวยงามเพียงด้านเดียว การแช่แข็งขนมปังช่วยยืดอายุและทำให้มีของพอขาย ขณะที่ลูกค้าบางกลุ่มให้ความสำคัญกับขนมปังที่ทำสดใหม่ไม่ผ่านการแช่แข็ง สิ่งที่ดีต่อสต็อกจึงอาจพุ่งชนกับความคาดหวังเรื่องความสด
ทางออกไม่ใช่การประกาศว่าฝ่ายไหนถูก แต่คือการเข้าใจลูกค้าให้แม่นยำขึ้น แล้วหาสมดุลระหว่างการผลิตสดกับการมีสินค้าสำรอง นี่คือด้านที่ไม่โรแมนติกของความยั่งยืน เราต้องยอมรับว่ามันมี Trade-off ต้องทดลอง และต้องปรับจนวิธีนั้นอยู่รอดได้ทั้งในโลกของธุรกิจและโลกของลูกค้า
เมื่อมองแบบนี้ ถังขยะไม่ได้บอกเพียงว่าเราทิ้งอะไร แต่มันกำลังบอกว่าระบบตรงไหนที่ยังไม่แม่น การลดของเสียตั้งแต่ต้นทางจึงช่วยลดได้ทั้งต้นทุนการซื้อ พื้นที่จัดเก็บ เวลาเตรียม และค่ากำจัด โดยไม่ต้องรอให้ของชิ้นนั้นกลายเป็นขยะไปเสียก่อน
5. การจัดซื้อ: เงินที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว สร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งอย่าง
ทุกครั้งที่เลือก Supplier ธุรกิจไม่ได้ซื้อเพียงแค่วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ แต่กำลังซื้อคุณภาพ ความสม่ำเสมอ ความตรงเวลา และรับความเสี่ยงเข้ามาอยู่ในระบบด้วยของที่ถูกที่สุดอาจกลายเป็นของที่แพงที่สุดในตอนจบ หาก
คุณภาพแกว่ง ส่งช้า ทำให้เกิดของเสีย หรือกลายเป็นคำร้องเรียนจากลูกค้า Steps จึงมองให้ลึกกว่าราคาต่อหน่วย ตั้งแต่คุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ ความสามารถในการส่งมอบ แนวทางด้านสิ่งแวดล้อม สภาพการทำงาน ไปจนถึงโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์รายหนึ่งสะท้อนภาพนี้ได้ดี Steps ซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตที่มีค่านิยมสอดคล้องกันมาใช้ทำเบเกอรี่ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรายนั้นก็นำเบเกอรี่บางรายการของ Steps ไปขายผ่านช่องทางของตัวเอง ความร่วมมือนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนราคาที่ถูกที่สุด แต่ตั้งอยู่บนคุณภาพ ความไว้ใจ และประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายสร้างให้แก่กัน
ในอีกด้านหนึ่ง Steps ก็เป็น Supplier ให้กับธุรกิจอื่นด้วย ทั้งในส่วนของเบเกอรี่ บริการ Catering และ Business Service Centre ซึ่งรับงานอย่างการแปลงเอกสารเป็นดิจิทัล ป้อนข้อมูล ทำความสะอาดฐานข้อมูล และเตรียมเอกสาร
ลูกค้าไม่ควรต้องเลือก Steps เพราะต้องการ “ช่วยซื้อ” แต่ควรกลับมาเพราะสินค้าและบริการสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง การจัดซื้อแบบ Inclusive จึงไม่ใช่การลดมาตรฐานเพื่อช่วยใคร หากแต่เป็นการใช้งบประมาณที่องค์กรต้องจ่ายอยู่แล้ว ให้สร้างได้ทั้งคุณค่าทางธุรกิจและโอกาสในการทำงานไปพร้อมกัน
Social Impact ไม่จำเป็นต้องรออยู่ปลายทางหลังธุรกิจทำกำไร แต่ออกแบบให้อยู่ในใบสั่งซื้อธรรมดาใบหนึ่งได้ตั้งแต่ต้น
วัดผล ESG อย่างไร ให้ความตั้งใจดีสร้างผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้
ตามรายงานผลกระทบประจำปี 2025 ของ Steps มีผู้เข้ารับการฝึก (Trainee) ลงทะเบียนในปีดังกล่าว 46 คน เกิดการฝึกอบรมรวม 52,491 ชั่วโมง ประสบการณ์ทำงานในกิจการเพื่อสังคมของ Steps 12,684 ชั่วโมง และการฝึกงานแบบมีค่าตอบแทนรวม 10,994 ชั่วโมง ทั้งภายใน Steps และกับองค์กรภายนอก รายงานระบุว่าผู้สำเร็จการฝึก 3 คนเปลี่ยนผ่านไปสู่การจ้างงานเต็มเวลา และมีผู้เข้ารับการฝึก 6 คนอยู่ในการฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน (อ้างอิง: Steps 2025 Impact Report หน้า 10 — https://www.stepscommunity.com/wp-content/uploads/2026/05/ENSteps-2025-Impact-Report.pdf#page=10)
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าปัญหาการจ้างงานถูกแก้จนหมดแล้ว แต่ทำให้คำว่า “เปิดโอกาส” มีหน่วยวัด มีชั่วโมง มีประสบการณ์ และมีเส้นทางที่จับต้องได้ไปสู่งานที่ได้รับค่าตอบแทน
Steps วัดผลกระทบในสามระดับ ได้แก่ ผลกระทบโดยตรง ผลกระทบเชิงระบบ และผลการดำเนินงานขององค์กร Steps ได้รับการรับรอง B Corp ภายใต้ชื่อ Steps Consulting ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 โดยหน้าโปรไฟล์ของ B Lab แสดง Overall B Impact Score ที่ 153.6 คะแนน ณ วันที่ตรวจสอบ 12 ตุลาคม 2026 ครอบคลุมทั้งมิติธรรมาภิบาล พนักงาน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และลูกค้า (อ้างอิง: B Lab — https://www.bcorporation.net/en-us/find-a-b-corp/company/steps-consulting/)
นอกจากนี้ องค์กรยังร่วมกับ Sasin School of Management จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้ง Neurodiversity at Work Research Centre เพื่อศึกษาว่าอะไรได้ผลจริงในบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำงานเชิงระบบผ่าน Thailand Business and Disability Network ซึ่งอยู่ในเครือข่าย ILO Global Business and Disability Network
SME ไม่จำเป็นต้องตั้งศูนย์วิจัยหรือมีระบบข้อมูลราคาแพง แต่สามารถใช้หลักการเดียวกันได้ หากต้องการลดพลังงาน ให้ดูทั้งหน่วยที่ใช้ ค่าใช้จ่าย และความพึงพอใจของลูกค้า หากลดของเสีย ให้วัดทั้งปริมาณและมูลค่า หากปรับวิธีทำงาน ให้ดูข้อผิดพลาด เวลารอ อัตราการลาออก และเสียงสะท้อนจากพนักงาน
นอกจากการวัดผลแล้ว อีกเรื่องที่ธุรกิจบริการไม่ควรมองข้ามคือธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเริ่มจากนโยบายที่ซับซ้อน แต่อาจเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างการกำหนดเกณฑ์เลือก Supplier อย่างโปร่งใส การบันทึกข้อมูลต้นทุนและของเสียที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ หรือการวางขั้นตอนทำงานและความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพราะเมื่อทุกคนทำงานภายใต้ระบบเดียวกัน ธุรกิจก็สามารถลดความผิดพลาด รักษาคุณภาพบริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
อย่านับเพียงว่าทำอะไรไปบ้าง แต่ให้ดูว่าอะไรดีขึ้น เพราะความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจทำเรื่องเดิมต่อไปได้ทุกปี
SME ทรัพยากรจำกัด จะเริ่มทำ ESG จากตรงไหนดี?
ไม่ต้องเริ่มจากการพยายาม “ทำ ESG” ให้เริ่มจากปัญหาที่เกิดซ้ำในธุรกิจก่อน
อะไรทำให้เสียเงินทุกเดือน? อะไรถูกทิ้งทุกวัน? ขั้นตอนไหนที่ทำให้ลูกค้ารอ? งานใดที่ต้องกลับมาแก้? และเหตุใดพนักงานบางคนจึงทำงานได้ไม่เต็มที่?
เลือกมาเพียงหนึ่งเรื่อง เก็บข้อมูลพื้นฐานง่ายๆ จากบิลค่าไฟ สเปรดชีตการซื้อของ สมุดบันทึกของเสีย หรือจากบทสนทนากับพนักงาน ทดลองเปลี่ยนในหนึ่งทีม หนึ่งสาขา หรือหนึ่งกระบวนการ แล้วดูผลลัพธ์ก่อนขยายผล
จุดเริ่มต้นที่ดีมักเป็นจุดที่สามเรื่องมาพบกัน คือ เป็นต้นทุนที่เกิดซ้ำ เป็นสิ่งที่ธุรกิจพอควบคุมได้ และเมื่อแก้แล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
หากลดค่าไฟได้แต่ลูกค้าร้อน... นั่นยังไม่ใช่คำตอบ หากลดบรรจุภัณฑ์แล้วอาหารไม่ปลอดภัย... ก็ยังไม่ใช่ หากดูแลพนักงานดีขึ้นแต่ขั้นตอนทำงานยังคลุมเครือ... งานก็ยังไม่จบ และหากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมจนธุรกิจอยู่ไม่รอด... ผลกระทบนั้นก็คงเดินต่อได้ไม่นาน
ESG สำหรับธุรกิจบริการจึงอาจไม่ต้องเริ่มจากเป้าหมาย Net Zero หรือรายงานที่เต็มไปด้วยตัวย่อ ลองเดินกลับเข้าไปหลังร้าน ดูมิเตอร์ไฟ เปิดตู้เก็บของ ก้มมองถังขยะ ไล่รายชื่อ Supplier แล้วหันกลับมามองคนที่กำลังทำงานอยู่
ถามตัวเองว่าอะไรแพงเกินไป อะไรสูญเปล่าเกินไป อะไรยุ่งยากโดยไม่จำเป็น และมีใครบ้างที่ยังไม่ได้รับโอกาสให้ทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี
บางทีการเปลี่ยนโลกไม่ได้เริ่มจากป้ายใหญ่หน้าเคาน์เตอร์ แต่อาจเริ่มจากรูปเล็กๆ บนประตูตู้เย็น ซึ่งช่วยให้คนคนหนึ่งทำงานต่อไปได้ด้วยตัวเอง หรือจากการตัดสินใจว่า เงินหนึ่งบาทที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว จะสร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งอย่างหรือไม่
FAQ
ESG กับ CSR ต่างกันอย่างไร?
CSR คือความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมและผลกระทบจากการดำเนินงาน ครอบคลุมได้ทั้งวิธีทำธุรกิจและกิจกรรมเพื่อสังคม ส่วน ESG เป็นกรอบมองธุรกิจผ่านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อนำไปใช้บริหารและวัดผล ทั้งสองเรื่องจึงเชื่อมกันได้ งาน CSR ที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจและมีผลลัพธ์ที่วัดได้ ก็สามารถสนับสนุนเป้าหมาย ESG ได้เช่นกัน
ติดตามแนวคิดและกรณีศึกษาจาก Bangkok Bank SME แล้วลองหยิบแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณไปปรับใช้ ทีละเรื่อง ทีละขั้น