Employer Branding: กุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวเป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงาน
ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ การสร้างชื่อเสียงหรือการประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะยุคนี้ธุรกิจต้องสื่อสารจุดแข็ง ความจริงใจ และวัฒนธรรมองค์กรให้ผู้สมัครเห็นภาพอย่างชัดเจน ซึ่งธุรกิจครอบครัวมีข้อได้เปรียบจากความใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน รวมถึงความคล่องตัวในการตัดสินใจ
หนึ่งในแนวทางที่ธุรกิจครอบครัวสามารถนำมาใช้ได้คือ Employer Branding หรือการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในฐานะสถานที่ทำงานที่น่าสนใจและดึงดูดให้คนอยากมาร่วมงานด้วย โดยไม่ใช่แค่การประชาสัมพันธ์ให้บริษัทดูดีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการนำเสนอประสบการณ์ของพนักงาน วิธีที่เจ้าของใช้ในการบริหารคน โอกาสความก้าวหน้า และวัฒนธรรมองค์กรที่เกิดขึ้นจริงภายในธุรกิจ
ซึ่งการสื่อสารเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ ก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับแนวทางการทำงานจริงภายในองค์กร บทความจาก Harvard Business Publishing อธิบายว่า จุดประสงค์ขององค์กรควรสะท้อนเป้าหมายที่แท้จริง มีความเกี่ยวข้องกับบริบทธุรกิจ และสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้ภาพลักษณ์ที่องค์กรนำเสนอสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของพนักงาน
ทำไม Employer Branding ถึงสำคัญกับธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน?
คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาแค่บริษัทที่มีชื่อเสียง แต่มองหาองค์กรที่จริงใจ
คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับหลายปัจจัยควบคู่กัน ทั้งโอกาสในการเรียนรู้ ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน ความยืดหยุ่นในการทำงาน และค่านิยมขององค์กร การตัดสินใจสมัครงานจึงไม่ได้ดูเพียงชื่อเสียงของบริษัทหรือรายละเอียดในประกาศรับสมัคร แต่ยังสังเกตด้วยว่า สิ่งที่องค์กรสื่อสารตรงกับวิธีปฏิบัติต่อคนจริงหรือไม่ ตั้งแต่เนื้อหาบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการพูดคุยและการให้ข้อมูลระหว่างสัมภาษณ์
ความจริงใจจึงไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าองค์กรดูแลพนักงานดีเพียงใด แต่อยู่ที่ผู้สมัครมองเห็นได้ว่าองค์กรปฏิบัติต่อคนอย่างไร ผลสำรวจจาก EY พบว่าหนึ่งในปัจจัยขององค์กรที่คนอยากทำงานมากที่สุดคือ “วิธีที่คนในองค์กรปฏิบัติต่อกัน” โดยระบุว่า Gen Z 48% และ Millennials 47% ต้องการทำงานกับบริษัทที่มีค่านิยมสอดคล้องกับตนเอง
ทายาทรุ่นใหม่ต้องดึงเสน่ห์ความเป็นครอบครัวมาใช้ให้ถูกทาง
ทายาทรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของธุรกิจครอบครัวให้สอดรับกับความคาดหวังของคนทำงานยุคปัจจุบัน โดยนำคุณค่าที่สั่งสมมาจากรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้า และวิสัยทัศน์ระยะยาว มาผสานเข้ากับแนวคิดสมัยใหม่ด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร และการบริหารทรัพยากรบุคคล
ขณะเดียวกัน ทายาทรุ่นใหม่ยังสามารถเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่คนรุ่นใหม่ใช้พิจารณาเลือกสถานที่ทำงานมากขึ้น ดังนั้น การส่งต่อกิจการจึงไม่ใช่เพียงการรักษาความสำเร็จในอดีต แต่คือการพัฒนาองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคต ด้วยการนำเสน่ห์ของความเป็นธุรกิจครอบครัวมาสร้างประสบการณ์การทำงานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และทำให้องค์กรเป็นสถานที่ที่คนเก่งอยากเข้ามาเติบโตไปด้วยกัน
จุดแข็งของธุรกิจครอบครัวที่หาไม่ได้ในองค์กรใหญ่
ธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลแบบองค์กรขนาดใหญ่ทุกด้าน เพราะมีทรัพยากรบางอย่างที่เป็นข้อได้เปรียบอยู่แล้ว เช่น ความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ระยะยาว และการทำงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างคนหลายรุ่น
โดยบทวิจัยจาก Harvard Business School ได้อธิบายแนวคิดไว้ว่า ความเป็นครอบครัวสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้ หากองค์กรรู้จักนำจุดแข็งดังกล่าวมาใช้ให้เป็นระบบ ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาการบริหารให้มีความเป็นมืออาชีพ เช่น
-
กำหนดบทบาทของแต่ละตำแหน่งให้ชัดเจน
-
เปิดโอกาสให้ผู้บริหารมืออาชีพมีส่วนร่วม
-
รักษาคุณค่าที่ทำให้ธุรกิจมีความแตกต่าง
เปลี่ยนความใกล้ชิดให้เป็นพลังสร้างองค์กรที่คนอยากทำงานด้วย
ในธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารและทายาทมักสามารถสื่อสารกับพนักงานได้อย่างใกล้ชิดกว่าหลายองค์กรขนาดใหญ่ ความเข้าถึงกันได้ง่ายนี้ช่วยให้รับฟังปัญหาจากหน้างาน เข้าใจความต้องการของพนักงาน และตัดสินใจแก้ไขประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
ความไว้วางใจ การดูแลกันในระยะยาว และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงคนต่างรุ่นภายในองค์กร ล้วนเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างได้ยากและถือเป็นจุดแข็งสำคัญของธุรกิจครอบครัว หากนำมาใช้ควบคู่กับการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ก็จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง พนักงานกล้าแสดงความคิดเห็น และรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว
พนักงานได้ลงมือทำหลายอย่าง เรียนรู้กว้างกว่าการทำงานเฉพาะแผนก
ด้วยโครงสร้างธุรกิจครอบครัวที่มีทีมงานไม่ใหญ่มาก พนักงานจึงมักมีโอกาสรับผิดชอบงานหลากหลาย ได้เรียนรู้กระบวนการทำธุรกิจมากกว่าการทำงานเฉพาะหน้าที่ของตนเอง เช่น พนักงานฝ่ายการตลาดอาจได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง หรือทีมขายอาจมีส่วนร่วมในการวางแผนสินค้าและบริการ
ประสบการณ์ลักษณะนี้ช่วยให้พนักงานมองเห็นภาพรวมของธุรกิจ และพัฒนาทักษะได้รอบด้าน ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นจุดสื่อสารใน Employer Branding ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารควรกำหนดบทบาท เป้าหมาย และขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อให้การทำงานที่หลากหลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่การเพิ่มภาระโดยไม่มีทิศทาง
คนเก่งตัดสินใจร่วมงานจาก “วัฒนธรรมองค์กร” ที่สัมผัสได้ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน
ผู้สมัครงานในปัจจุบันไม่ได้ประเมินองค์กรจากชื่อตำแหน่งหรือรายละเอียดงานเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรและประสบการณ์การทำงานที่คาดว่าจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการสื่อสารของผู้บริหาร โอกาสในการเติบโต ความเป็นธรรมในการประเมินผลงาน ตลอดจนการเปิดรับความคิดเห็นและมีส่วนร่วมของพนักงาน
โดยเฉพาะในธุรกิจครอบครัว ผู้สมัครจากภายนอกมักต้องการความมั่นใจว่า โอกาสในการเติบโตและก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญขององค์กรเปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม และการพิจารณาความก้าวหน้าในสายอาชีพจะยึดตามความรู้ ความสามารถและผลงานเป็นหลัก โดยบทวิเคราะห์ของ Columbia Business School ระบุว่า ผู้สมัครที่มีศักยภาพสูงอาจลังเลกับบริษัทที่มีการควบคุมโดยครอบครัว หากมองว่าเส้นทางความก้าวหน้าและอำนาจในการตัดสินใจของพนักงานภายนอกมีข้อจำกัด
ดังนั้น Employer Branding ควรสะท้อนแนวทางการบริหารและระบบการทำงานที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร ทั้งในด้านเกณฑ์การเติบโตในสายอาชีพ การมอบหมายงานตามศักยภาพ การประเมินผลงานอย่างเป็นธรรม ตลอดจนบทบาทของผู้บริหารมืออาชีพในการขับเคลื่อนองค์กร
โครงสร้างคล่องตัว สื่อสารตรงถึงผู้บริหารได้ง่าย
อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของธุรกิจครอบครัวคือ โครงสร้างองค์กรที่ไม่ซับซ้อนทำให้พนักงานสามารถสื่อสารกับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการได้โดยตรงมากขึ้น ปัญหาและข้อเสนอแนะจากหน้างานจึงมีโอกาสได้รับการรับฟังและนำไปพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านลำดับขั้นการตัดสินใจหลายระดับเหมือนองค์กรขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความคล่องตัวในการบริหารควรมาพร้อมกับระบบการทำงานที่ชัดเจน องค์กรควรกำหนดบทบาท หน้าที่ และขอบเขตอำนาจการตัดสินใจของแต่ละตำแหน่งอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทั้งผู้บริหารมืออาชีพและพนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Case Study: ธุรกิจครอบครัวที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรจนคนเก่งอยากร่วมงาน
ลบภาพจำการสร้างแบรนด์แบบเดิม
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ บริษัทเครื่องปรุงรสไทยที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 80 ปี โดยทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามาบริหารงานร่วมกับคุณพ่อ และเลือกสื่อสาร Storytelling ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนำเสนอวิธีการทำงานและการลงมือทำจริงของผู้บริหารทั้งรุ่นก่อนและรุ่นใหม่
โดยเนื้อหาที่นำเสนอผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้น ไม่ได้มุ่งนำเสนอเฉพาะความสำเร็จของบริษัท แต่ทำให้คนเห็นอย่างชัดเจนว่าผู้บริหารทำงานร่วมกับพนักงานอย่างไร มีการลงไปทำงานตามแผนกต่าง ๆ และมีส่วนร่วมกับการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งวิธีสื่อสารลักษณะนี้จะช่วยสร้างสะพานเชื่อมความเชื่อมั่นกับกลุ่ม Gen Z ทั้งในแง่ของคนที่อยากมาร่วมงาน รวมไปถึงในมุมของผู้บริโภค และยังเป็นการลบภาพจำว่าธุรกิจที่มีประวัติยาวนานต้องมีวัฒนธรรมองค์กรแบบเก่าแก่
Employer Branding ไม่ได้เริ่มจากงบประมาณ แต่เริ่มจากคุณค่าขององค์กร
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างทีมนักการตลาดรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ และพร้อมทำงานร่วมกัน กรณีนี้สะท้อนว่า Employer Branding ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการใช้งบประมาณสูง แต่ควรเริ่มจากการค้นหาว่าองค์กรมีคุณค่าใดที่แตกต่าง คนในทีมมีความเชื่อร่วมกันเรื่องใด และผู้บริหารต้องการสร้างอนาคตแบบไหนร่วมกับพนักงาน จากนั้นจึงนำเรื่องราวเหล่านั้นมาสื่อสารให้สม่ำเสมอและสอดคล้องกับการทำงานจริง
สร้าง Employer Branding จากจุดแข็งที่ SME มีอยู่แล้ว
เล่าเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและวิถีการทำงานจริงผ่านโซเชียลมีเดีย
โอกาสของ SME นั้นสามารถเริ่มต้นสร้าง Employer Branding ได้จากช่องทางออนไลน์ที่มีอยู่แล้ว เช่น Facebook, Instagram, TikTok หรือเว็บไซต์ของบริษัท เนื้อหาอาจเป็นเรื่องราวของพนักงาน เบื้องหลังการทำงาน การประชุม การพัฒนาสินค้า หรือมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจ
โดยบทวิเคราะห์ของ Mintel ระบุว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติและความน่าเชื่อถือ โดยมีแนวโน้มตอบรับเนื้อหาที่แสดงเบื้องหลัง ช่วงเวลาที่ไม่ได้ถูกจัดฉาก และตัวตนจริงของแบรนด์มากกว่าคอนเทนต์ที่ถูกปรุงแต่งจนดูห่างไกลจากความเป็นจริง
เปลี่ยนความใส่ใจให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่จับต้องได้
วัฒนธรรมขององค์กรควรสะท้อนผ่านระบบการทำงานที่พนักงานสัมผัสได้จริง เช่น การเปิดช่องทางให้เสนอความคิดเห็น การพูดคุยกับผู้บริหาร การให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ และการสนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่
ในมุมของธุรกิจครอบครัว การดูแลพนักงานไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะจากความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ควรถูกพัฒนาเป็นแนวทางการบริหารที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือบุคลากรจากภายนอก
Employer Branding เริ่มต้นได้จากตัวตนจริงของธุรกิจ
Employer Branding สำหรับธุรกิจครอบครัวไม่ใช่การสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรดูทันสมัย แต่คือการนำจุดแข็งที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็น ความใกล้ชิด ความไว้วางใจ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และวิสัยทัศน์ระยะยาว มาสื่อสารให้ชัดเจนและสอดคล้องกับประสบการณ์ที่พนักงานได้รับในแต่ละวัน
ขณะเดียวกัน การสร้าง Employer Branding ที่แข็งแรง ไม่สามารถแยกออกจากการบริหารคนได้ องค์กรควรมีระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพ เกณฑ์การประเมินผลงานที่เป็นธรรม รวมถึงช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งพนักงานปัจจุบันและผู้สมัครในอนาคต
ต้องการดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่ ก็ควรมีระบบความก้าวหน้า เกณฑ์ประเมินผลงาน และช่องทางการสื่อสารที่โปร่งใสควบคู่กันไป
สำหรับ SME และธุรกิจครอบครัว ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่สามารถเริ่มจากการถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานจริงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีอยู่ สื่อสารวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงใจ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนการเรียนรู้และการเติบโตของพนักงาน เพื่อให้องค์กรกลายเป็นสถานที่ทำงานที่คนเก่งมองเห็นคุณค่าและอยากร่วมเติบโตไปด้วยกัน
ข้อมูลอ้างอิง
-
Why Your Talent Strategy (and So Much More) Depends on It. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 จาก https://www.harvardbusiness.org/wp-content/uploads/2025/05/CRE6406_CL_PER_The-Purpose-Factor.pdf
-
2025 EY US Generation Survey. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 จาก https://www.ey.com/en_us/about-us/generation-survey
-
When Being a Family Business Becomes a Competitive Advantage. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 จาก https://www.hbs.edu/ris/Publication%20Files/H090OH-PDF-ENG_10281ffe-a367-4c9f-b031-1437def6d2a3.pdf
-
Will Talent Choose Your Family Enterprise?. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 จาก https://business.columbia.edu/global-family-enterprise/family-enterprise-insights/will-talent-choose-your-family-enterprise
-
What brands should know about Generation Z in 2026. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 จาก https://www.mintel.com/de/insights/marketing-und-werbung/gen-z-trends-2026