จากผู้ดูแลระบบวิศวกรรมอาคาร สู่ Business Ecosystem ที่เติบโตไปพร้อมบุคลากรและลูกค้า
SME KnowledgeSME Sharing

จากผู้ดูแลระบบวิศวกรรมอาคาร สู่ Business Ecosystem ที่เติบโตไปพร้อมบุคลากรและลูกค้า

11 ส.ค. 2569
|
27

หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพียงด้านเดียว แต่สำหรับ บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด (INNO) ภายในบริษัทประกอบด้วยธุรกิจที่เชื่อมโยงกันหลายด้าน ตั้งแต่งานบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคาร งานที่ปรึกษาด้านพลังงาน งานออกแบบและติดตั้งระบบวิศวกรรมครบวงจร พลังงานทดแทน ไปจนถึงนวัตกรรมดิจิทัล ซอฟต์แวร์ และบริการด้านคาร์บอน ที่บริหารจัดการโดยคนไทย 100%

ความหลากหลายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความต้องการเพิ่มรายการสินค้าหรือเร่งขยายยอดขาย แต่ต้องการยกระดับบริการ ที่มาจากปํญหาและความต้องการของลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงโดยการขยายธุรกิจให้ครบวงจร มากขึ้น

เบื้องหลังการเติบโตครั้งนี้คือแนวคิดของ คุณฉัตรชัย ดีประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี เชียงใหม่ จำกัด ผู้มองว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งบริษัท บุคลากร และลูกค้า

INNO เริ่มต้นจากการให้บริการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารในปี 2538 ก่อนต่อยอดสู่บริการที่ปรึกษาด้านพลังงานและระบบวิศวกรรมในปี 2548 ขยายสู่บริการปรับปรุงและติดตั้งระบบวิศวกรรมอาคารในปี 2555 และพัฒนาบริการด้านพลังงานทดแทนในปี 2562 จนกลายเป็น Business Ecosystem ที่แต่ละธุรกิจช่วยสนับสนุนกัน และรองรับความต้องการของลูกค้าได้ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การวางแนวทางแก้ไข ไปจนถึงการลงมือดำเนินงานและวัดผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปธรรม

ทีม Consultant 2

เส้นทางจากวิศวกรโรงพยาบาล สู่การเป็นผู้สร้างรายได้ผ่านการลดต้นทุน

จุดเริ่มต้นของ INNO เริ่มจากเป็นกลุ่มวิศวกรที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล พอทำงานถึงจุดหนึ่งจึงมีความคิดว่า ในเมื่อไม่ได้เป็นแพทย์ และไม่สามารถสร้างรายได้จากการรักษาผู้ป่วยได้ จะนำความเชี่ยวชาญของตนมาช่วยสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้โรงพยาบาลได้อย่างไร

คำตอบที่ได้คือ เราจะต้องดูแลระบบวิศวกรรมให้พร้อมใช้งานและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงให้ได้

“เราไม่ใช่แพทย์ ที่จะสามารถตรวจคนไข้หรือ เป็นหน่วยงานสร้างหารายได้ให้โรงพยาบาลได้ เราจึงคิดว่า อย่างนั้นเรามาช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า และดูแลระบบวิศวกรรมให้มีความพร้อมใช้ที่สุด”

จากแนวคิดข้างต้น สามารถช่วยโรงพยาบาลประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี ก่อนนำผลงานส่งเข้าประกวดด้านการอนุรักษ์พลังงานระดับประเทศจนได้รับรางวัล และนำไปสู่การก่อตั้งบริษัทเพื่อให้บริการดูแลระบบวิศวกรรม

“เราต้องพัฒนาระบบให้ได้มาตรฐานเป็นไปตามหลักวิศวกรรม และสามารถวัดผลได้จริง ทั้งจากค่าไฟและประสิทธิภาพการทำงานของระบบที่ดีขึ้น” คุณฉัตรชัยเน้นย้ำ

จุดเริ่มต้นนี้สะท้อนบทเรียนทางธุรกิจว่า การสร้างรายได้ให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเพิ่มยอดขายเสมอไป เพราะการลดต้นทุนที่วัดผลได้ การลดความสูญเสีย และการทำให้ทรัพยากรเดิมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล้วนส่งผลต่อกำไรขององค์กรโดยตรง

ทุก Pain Point ของลูกค้า คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่

เส้นทางการเติบโตของ INNO มีจุดร่วมสำคัญคือ ทุกธุรกิจใหม่ล้วนต่อยอดจาก Pain Point ที่บริษัทพบระหว่างการทำงานร่วมกับลูกค้า เมื่อบริษัทพบข้อจำกัดหรือความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองระหว่างทำงานร่วมกับลูกค้า ก็จะนำองค์ความรู้ที่มีมาต่อยอดเป็นความสามารถหรือบริการใหม่ขึ้นมาเพื่อปิดช่องว่างนั้น

ในช่วงแรก บริษัทรับผิดชอบงาน Operation, Corrective Maintenance และ Preventive Maintenance เพื่อให้ระบบวิศวกรรมภายในอาคารมีความพร้อมใช้งาน ต่อมา เมื่อบุคลากรมีประสบการณ์และองค์ความรู้มากขึ้น จึงขยับสู่บทบาทที่ปรึกษาด้านระบบวิศวกรรมและการประหยัดพลังงาน

อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกโครงการบรรลุผลตามแนวทางที่วางไว้ เพราะเมื่อลูกค้านำคำแนะนำไปให้ผู้รับเหมาดำเนินการ บางโครงการไม่สามารถทำได้ตรงตามแบบ ส่งผลให้เป้าหมายด้านการประหยัดพลังงานไม่เป็นไปตามที่วางไว้ ลูกค้าจึงขอให้ทีมของ INNO รับผิดชอบต่อจนจบ

“เมื่อให้คำแนะนำแล้วพบว่าลูกค้าไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เราจึงรับผิดชอบตั้งแต่การออกแบบ ปรับปรุง และติดตั้งระบบ ไปจนถึงการตรวจวัดผลลัพธ์หลังดำเนินงาน” คุณฉัตรชัยกล่าว

ต่อมา เมื่อแนวโน้มพลังงานทดแทนเติบโตขึ้น บริษัทจึงนำความเชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมอาคารมาต่อยอดสู่บริการด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy Service) เมื่อมีลูกค้าจำนวนเพิ่มมากขึ้น ยิ่งต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐานพร้อมยกระดับการบริการให้มีประสิทธิภาพ 

INNO จึงพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเอง ได้แก่

  • Building Engineering Management System (BEMS) สำหรับบริหารจัดการตารางงาน การบำรุงรักษา ประวัติเครื่องจักร อะไหล่ และการแจ้งเตือนความผิดปกติ

  • Energy Response (Enres) สำหรับแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน คุณภาพไฟฟ้า คุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ และสถานะเครื่องจักรผ่าน IoT แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัจจุบัน ระบบ Digital Innovation ที่บริษัทพัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้งานแล้วกว่า 50 โครงการ โดยสามารถช่วยบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร ติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ และลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10–30% พร้อมช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงของอุปกรณ์และเครื่องจักร เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของลูกค้า

20180124 210629 21

Business Ecosystem ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและต่อยอดรายได้

ปัจจุบัน INNO แบ่งบริการหลักออกเป็น 4 ด้าน โดยนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาเชื่อมโยงการทำงานของแต่ละส่วนให้เชื่อมโยงข้อมูลการทำงานเข้าด้วยกัน ได้แก่ 

  • บริการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคาร (Building Engineering Service) 

  • บริการที่ปรึกษาด้านพลังงานและระบบวิศวกรรม (Energy and Engineering Consultant) 

  • บริการปรับปรุงและติดตั้งระบบวิศวกรรมอาคาร (Smart System Solution)

  • บริการด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy Service) 

ลูกค้าที่เริ่มจากการจ้างดูแลระบบอาคาร อาจต่อยอดสู่การวิเคราะห์การใช้พลังงาน การปรับปรุงระบบ การติดตั้งพลังงานทดแทน หรือการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากงานหน้างานก็ย้อนกลับมาเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการที่ปรึกษาให้แม่นยำขึ้น

บริษัทไม่ได้ขยายธุรกิจไปในทิศทางที่ห่างจากความเชี่ยวชาญเดิม แต่เลือกต่อยอดจากประสบการณ์ที่สั่งสมและความต้องการจริงของลูกค้า จนเกิดเป็นบริการใหม่ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

คุณฉัตรชัยกล่าวว่า การมีหลายธุรกิจที่เชื่อมโยงกันยังช่วยถ่วงดุลความเสี่ยง เมื่อบางธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ เช่น น้ำท่วม หรือโรคระบาด อีกธุรกิจอาจยังเติบโตและช่วยพยุงผลประกอบการของกลุ่มบริษัทได้ และนี่คือความแตกต่างระหว่างการขยายธุรกิจที่กระจัดกระจาย กับการสร้าง Business Ecosystem ที่ทุกส่วนมีเหตุผลในการดำรงอยู่และสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบ

ธุรกิจเติบโต บุคลากรก็ต้องมีเส้นทางเติบโตเช่นกัน

การเพิ่มธุรกิจใหม่ของ INNO ไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะการสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากรด้วย

จากพนักงานที่เริ่มต้นในบทบาทช่างหรือวิศวกร บริษัทวางแนวทางการเติบโตให้สามารถพัฒนาสู่ระดับหัวหน้างาน ผู้จัดการโครงการ ที่ปรึกษา ผู้บริหาร หรือผู้นำบริษัทในเครือได้ตามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ

ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานประมาณ 1,500 คน โดยประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ราว 1,200 คน และกระจายทีมงานในเชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และขอนแก่น เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ

บริษัทได้กำหนด KPI เพื่อให้พนักงานพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเรียนรู้หน้างาน การอบรมภายใน และการเรียนรู้จากวิทยากรภายนอก นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสนับสนุนให้บุคลากรสร้างผลงานระดับประเทศ ให้ทุนศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาเอก เปิดโอกาสให้ถือหุ้นบริษัท และสามารถนำความเชี่ยวชาญไปต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ในเครือได้

สำหรับพนักงานที่ทำงานมากกว่า 5 ปีและเติบโตถึงระดับ Project Engineer บริษัทได้เปิดโอกาสให้เข้ามาถือหุ้น เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์จากนายจ้างกับลูกจ้างไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ช่วยให้บุคลากรมองเห็นอนาคตของตนเองภายในองค์กร พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนช่วยกันพัฒนาบริษัทในระยะยาว เพราะเมื่อผลประกอบการเติบโต คนที่ร่วมสร้างธุรกิจก็ได้รับประโยชน์จากความสำเร็จนั้นด้วย

“บริษัทนี้คือของคุณ มาช่วยกันทำ ถ้าเติบโต คุณก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันไปด้วย” คุณฉัตรชัยกล่าว

แนวคิดดังกล่าวทำให้การพัฒนาบุคลากรเป็นมากกว่าการสร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่สร้างคุณค่าให้กับทั้งองค์กรและลูกค้า บริษัทเชื่อว่าเมื่อบุคลากรได้รับโอกาสในการเรียนรู้ เติบโต และรับผิดชอบงานที่ท้าทายมากขึ้น ก็จะสามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญไปสู่บริการและธุรกิจใหม่ได้ องค์กรจึงมีศักยภาพในการรองรับงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ลูกค้าก็ได้รับบริการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์มากขึ้น เกิดเป็นวงจรการเติบโตร่วมกันของบุคลากรและลูกค้า

Ds C02233 (1)

ต่อยอดผลลัพธ์ทางธุรกิจ สู่ความสำเร็จร่วมกับลูกค้า

บริษัทที่ปรึกษาจำนวนมากอาจสิ้นสุดบทบาทหลังส่งมอบรายงานหรือบรรลุผลประหยัดตามเป้าหมาย แต่ INNO เลือกต่อยอดความสำเร็จของลูกค้าไปสู่การสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระดับสากล

เมื่อโครงการมีศักยภาพ บริษัทจะผลักดันลูกค้าเข้าสู่เวทีประกวดผลงานด้านพลังงาน โดยเริ่มจากระดับประเทศ ซึ่งโครงการจะต้องได้รับรางวัลอันดับหนึ่งหรืออันดับสองของประเทศไทยในประเภทเดียวกันก่อน จึงจะได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดในระดับอาเซียน และหากประสบความสำเร็จในเวทีดังกล่าว จึงจะต่อยอดสู่การประกวดระดับเอเชียแปซิฟิก

จนถึงปัจจุบัน บริษัทและโครงการของลูกค้าได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์พลังงานและอาคารปลอดภัย จำนวน 148 รางวัล

คุณฉัตรชัยอธิบายว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มต้นจากความต้องการลดค่าใช้จ่ายและทำให้อุปกรณ์พร้อมใช้งาน โดยไม่ได้คาดหวังไปถึงการได้รับรางวัลหรือการสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่ทีมของบริษัทเป็นฝ่ายมองเห็นศักยภาพและผลักดันลูกค้าไปสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้น

“เราไม่ได้ทำให้เกิดผลประหยัดอย่างเดียว เราสร้าง Branding ให้กับลูกค้าร่วมกันด้วย”

แนวคิดนี้ถูกกำหนดเป็นหนึ่งใน KPI ของบริษัท โดยในแต่ละปีต้องสร้างความสำเร็จร่วมกับลูกค้าไม่น้อยกว่า 2 ราย 

การส่งเสริมลูกค้าจนได้รับการยอมรับจึงสร้างผลลัพธ์แบบสองทาง คือ ลูกค้าได้รับการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Branding) และความน่าเชื่อถือขององค์กร ขณะที่ผลงานของลูกค้ากลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความสามารถของ INNO และนำไปสู่การบอกต่อหรือโอกาสทางธุรกิจใหม่

ทีม Consultant 1

ESG และ Digital ในฐานะเครื่องมือยกระดับผลลัพธ์ของลูกค้า

การสร้างความสำเร็จร่วมกับลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโครงการได้รับรางวัลหรือสามารถลดต้นทุนได้ตามเป้าหมาย เพราะสำหรับ INNO ความท้าทายอีกด้านคือ การทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสามารถรักษาไว้ได้ในระยะยาว พร้อมนำข้อมูลที่จัดเก็บได้ไปใช้ต่อยอดสู่การตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำขึ้น

คุณฉัตรชัยกล่าวว่า ในอดีต การบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารและ ควบคู่กับการบริหารจัดการพลังงานต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง รวมถึงการบันทึกข้อมูลในรูปแบบเอกสารค่อนข้างมาก บริษัทจึงนำองค์ความรู้จากการทำงานหน้างานมาพัฒนาเป็นระบบดิจิทัล เพื่อช่วยติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญของอาคารและเครื่องจักร พร้อมแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้เข้ามาแทนที่ความเชี่ยวชาญของวิศวกร แต่ทำหน้าที่เปลี่ยนประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในตัวบุคลากรให้กลายเป็นระบบที่ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นความผิดปกติก่อนเกิดความเสียหาย ติดตามประสิทธิภาพการทำงานได้จากข้อมูลจริง และลดการพึ่งพาการตัดสินใจจากประสบการณ์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว

เมื่อข้อมูลด้านพลังงาน น้ำ คุณภาพอากาศ และการทำงานของเครื่องจักรถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้จึงกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินงานด้าน ESG เพราะองค์กรจะลดการใช้ทรัพยากรหรือกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้ยาก หากยังไม่ทราบว่าปัจจุบันมีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับใด

INNO จึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสู่บริการจัดทำ Carbon Footprint ขององค์กร รวมถึงการวางแนวทางสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero โดยบริษัทได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

“เราอยู่ได้ ลูกค้าก็ต้องอยู่ได้ด้วย”

ในมุมมองของคุณฉัตรชัย การทำธุรกิจควรตั้งอยู่บนหลัก Win-Win และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะหากผู้ให้บริการมุ่งสร้างกำไรเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงว่าลูกค้าจะได้รับผลลัพธ์อย่างไร ความสัมพันธ์ทางธุรกิจย่อมยากที่จะเติบโตได้

แนวคิดนี้ทำให้ INNO ไม่ได้วางบทบาทของตนเองไว้เพียงผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายโซลูชัน แต่เป็นพันธมิตรที่ต้องเข้าใจปัญหา ลงมือแก้ไข และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ส่งมอบให้ลูกค้า เมื่อพบโจทย์ใหม่ บริษัทจึงเลือกนำความเชี่ยวชาญเดิมมาต่อยอด แทนการหยุดอยู่ที่ขอบเขตบริการเดิมหรือปล่อยให้ลูกค้ารับภาระต่อเพียงลำพัง

สำหรับผู้ประกอบการ SME บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การมองปัญหาของลูกค้าให้ลึกกว่าความต้องการเฉพาะหน้า เพราะ Pain Point ที่เกิดขึ้นซ้ำอาจเป็นสัญญาณของโอกาสทางธุรกิจใหม่ หากองค์กรมีความรู้เพียงพอ วางระบบให้รองรับการเติบโต และยังคงรักษามาตรฐานของผลลัพธ์ไว้ได้ การแก้ปัญหาให้ลูกค้าหนึ่งครั้งก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่สร้างคุณค่าได้ต่อเนื่องทั้งต่อบริษัท บุคลากร และลูกค้าในระยะยาว

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333