“คอมเทค” เปลี่ยน “ระบบปั๊มลม” ให้เป็นโซลูชันลดต้นทุนพลังงานสำหรับโรงงานยุคใหม่
SME KnowledgeSME Sharing

“คอมเทค” เปลี่ยน “ระบบปั๊มลม” ให้เป็นโซลูชันลดต้นทุนพลังงานสำหรับโรงงานยุคใหม่

30 มิ.ย. 2569
|
56

ในวันที่ต้นทุนพลังงานผันผวน และโรงงานจำนวนมากต้องแข่งขันภายใต้กำลังการผลิตที่ไม่แน่นอน การลดต้นทุนพลังงานกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะในภาคการผลิต ระบบพลังงานบางประเภทอาจไม่ได้ถูกมองเห็นชัดเจนเหมือนเครื่องจักรหลักในสายการผลิต ใแต่กลับเป็นต้นทุนที่เดินอยู่ตลอดเวลา หนึ่งในนั้นคือ “ระบบปั๊มลม” หรือระบบอัดอากาศ ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญของโรงงานจำนวนมาก ตั้งแต่โรงงานพลาสติก อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์

สำหรับ “บริษัท คอมเทค อินเตอร์เทรด จำกัด” ตัวแทนจัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายเครื่องอัดลมหรือปั๊มลม แบรนด์ KAESER จากประเทศเยอรมนี รวมถึงระบบบำบัดลมอัดและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ขายเครื่องจักรอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่บทบาทของผู้ให้บริการโซลูชันด้าน Energy Efficiency ที่ช่วยให้โรงงานมองเห็นต้นทุนพลังงานที่ซ่อนอยู่ และออกแบบระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ภายใต้การนำของ คุณสุภกิต บุญอำนวย กรรมการผู้จัดการบริษัท และทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจครอบครัว คอมเทคกำลังแสดงให้เห็นว่า การประหยัดพลังงานในโรงงานยุคใหม่อาจเริ่มจากการตั้งคำถามให้ลึกขึ้นว่าโรงงานใช้พลังงานอย่างไร ใช้มากเกินความจำเป็นตรงไหน และจะใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจได้อย่างไร

Supakit

จากผู้ขายปั๊มลม สู่ผู้พัฒนา Energy Efficiency Solution

แม้คอมเทคจะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปั๊มลมอุตสาหกรรมและตัวแทนจำหน่ายเครื่องอัดลม KAESER จากเยอรมนีมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้ค่อย ๆ ปรับบทบาทของตัวเองจากผู้ขายเครื่องจักร ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Energy Efficiency Solution ที่มองลึกไปกว่าตัวสินค้า

คุณสุภกิตเล่าว่า ในอดีต ธุรกิจลักษณะนี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Trading Business คือเมื่อลูกค้าต้องการเครื่องจักร ก็เสนอสินค้า ติดตั้ง และให้บริการหลังการขาย แต่เมื่อได้ทำงานใกล้ชิดกับโรงงานจำนวนมาก เขาพบว่าปัญหาที่แท้จริงของลูกค้าไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มหรือไม่เพิ่มปั๊มลม แต่อยู่ที่การใช้ระบบปั๊มลมอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

“ถ้าเราเป็นแค่คนขายของ ลูกค้าบอกอยากได้เครื่องเพิ่ม เราก็ขายได้เลย แต่สุดท้ายลูกค้าอาจไม่ได้รับการแก้ปัญหาจริง ๆ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เครื่องใหม่ แต่เป็นการเข้าใจว่าระบบเดิมอาจมีปัญหาที่รอแก้ไข โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเครื่องใหม่ด้วยซ้ำ”

แนวคิดนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของคอมเทค จากการขายสินค้าไปสู่การทำงานในลักษณะ Solution Provider โดยเริ่มจากการเข้าไป Audit ระบบจริง เก็บข้อมูลการใช้งาน วิเคราะห์รูปแบบการผลิต และประเมินประสิทธิภาพของระบบปั๊มลมก่อนเสนอแนวทางปรับปรุงที่เหมาะสมกับแต่ละโรงงาน

“หลายโรงงานโฟกัสที่เครื่องจักรในสายการผลิต เพราะเป็นส่วนที่สร้างรายได้โดยตรง แต่ระบบลมเป็นเหมือนเบื้องหลังที่ทุกคนคิดว่ามีไว้ก็พอ ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นหนึ่งในระบบที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของโรงงาน ถ้าบริหารจัดการระบบลมดี จะเห็นผลต่างเรื่องต้นทุนหรือค่าไฟที่ลดลงอย่างชัดเจน” คุณสุภกิตเสริม

มุมมองดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของคอมเทคจากธุรกิจที่แข่งขันกันด้วยสินค้าและราคา ไปสู่ธุรกิจที่สร้างคุณค่าจากความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และความสามารถในการช่วยลูกค้าลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในยุคที่ทุกหน่วยพลังงานมีความหมายต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ต้นทุนที่มองไม่เห็น

หาต้นทุนที่มองไม่เห็น ด้วยการ Audit และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ลม

แนวทางการทำงานของคอมเทคคือการไม่รีบสรุปว่าปัญหาของลูกค้าต้องแก้ด้วยการซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่เริ่มจากการเข้าไปทำความเข้าใจระบบเดิมให้มากที่สุด ผ่านการ Audit และเก็บข้อมูลการใช้งานจริงในโรงงาน

เมื่อมีลูกค้าติดต่อเข้ามาว่าต้องการเพิ่มปั๊มลม ทีมงานจะย้อนกลับไปสำรวจตั้งแต่รูปแบบการผลิต กำลังการผลิตในแต่ละช่วงเวลา พฤติกรรมการใช้ลมของแต่ละแผนก ไปจนถึงประสิทธิภาพของระบบเดิม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ก่อนจะเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

คุณสุภกิตอธิบายว่า หลายครั้งสิ่งที่ลูกค้าคิดว่าเป็นปัญหา อาจไม่ใช่ต้นตอที่แท้จริงของความสูญเสีย

“บางทีลูกค้าบอกว่าลมไม่พอ อยากซื้อเครื่องเพิ่ม แต่พอเราเข้าไปดูจริง ๆ กลายเป็นว่ามีลมรั่วอยู่เยอะมาก หรือระบบถูกออกแบบมารองรับรูปแบบการผลิตแบบหนึ่ง แต่วันนี้รูปแบบการผลิตเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราไม่เห็นข้อมูลจริง เราก็อาจแก้ปัญหาผิดจุด”

ในระบบปั๊มลม ความสูญเสียจำนวนมากเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต่างจากน้ำรั่วที่สามารถสังเกตได้ทันที ลมรั่วอาจเกิดขึ้นตามข้อต่อ ท่อ หรือจุดใช้งานต่าง ๆ และสะสมกลายเป็นต้นทุนพลังงานจำนวนมากโดยที่ผู้ประกอบการไม่รู้ตัว ซึ่งคุณสุภกิตมองว่า ความท้าทายคือการทำให้ลูกค้าเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในระบบ

“ถ้าเป็นน้ำรั่ว ทุกคนเห็นแล้วรู้เลยว่ามีปัญหา แต่ลมรั่วเราไม่เห็น มันเลยกลายเป็นต้นทุนที่ถูกมองข้าม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เครื่องกำลังทำงานหนักขึ้นและใช้ไฟมากขึ้นตลอดเวลา”

ด้วยเหตุนี้ การ Audit จึงเป็นกระบวนการค้นหาความสูญเสียที่ซ่อนอยู่ในระบบ และเปลี่ยนการตัดสินใจจากการคาดเดาหรือประสบการณ์ส่วนตัวไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ซึ่งช่วยให้โรงงานลงทุนได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ชัดเจนกว่าเดิม

iot และ data

ใช้ IoT และ Data เปลี่ยนข้อมูลหน้างานให้กลายเป็นเครื่องมือบริหารพลังงาน

หลังจากเข้าไป Audit และมองเห็นภาพรวมของระบบแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกติดตามและนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยี IoT และระบบจัดเก็บข้อมูลเข้ามามีบทบาทสำคัญ

คุณสุภกิตอธิบายว่า ในอดีต การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบปั๊มลมมักอาศัยข้อมูลที่เก็บเป็นช่วง ๆ ทำให้เห็นภาพเพียงบางส่วนของการใช้งาน แต่ปัจจุบัน การติดตั้งเซนเซอร์และระบบเชื่อมต่อข้อมูลช่วยให้สามารถติดตามการทำงานของเครื่องจักรได้ละเอียดขึ้น ทั้งปริมาณการใช้ลม โหลดการทำงาน และรูปแบบการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา

“โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้มีรูปแบบการผลิตเหมือนกันทุกวัน บางช่วงผลิตสินค้า A มาก บางช่วงผลิตสินค้า B มาก หรือบางกะใช้กำลังการผลิตไม่เท่ากัน ถ้าเราไม่มีข้อมูล เราก็จะออกแบบระบบจากสมมติฐาน แต่ถ้ามีข้อมูลจริง เราจะเห็นเลยว่าพฤติกรรมการใช้ลมของโรงงานเป็นอย่างไร”

ข้อมูลที่ได้ ช่วยให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการใช้พลังงาน วางแผนการเดินเครื่อง และออกแบบระบบให้สอดคล้องกับสภาพการผลิตจริงมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจลงทุนด้านระบบอัดอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกขนาดเครื่องจักร การเพิ่มจำนวนเครื่อง หรือการปรับเปลี่ยนระบบ

อีกหนึ่งความท้าทายที่คอมเทคพบจากการทำงานกับโรงงานไทยคือ ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้ใช้ปั๊มลมเพียงยี่ห้อเดียว เนื่องจากมีการลงทุนสะสมมาเป็นเวลานาน เครื่องจักรแต่ละชุดจึงมาจากผู้ผลิตต่างกันและใช้ระบบควบคุมคนละรูปแบบ

“ลูกค้าไม่ได้เริ่มต้นโรงงานด้วยเครื่องยี่ห้อเดียวทั้งหมด บางเครื่องซื้อเมื่อสิบปีก่อน บางเครื่องเพิ่งซื้อเพิ่มเมื่อปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นโจทย์ของเราคือทำอย่างไรให้เครื่องเหล่านี้สื่อสารกันได้ และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด”

ด้วยเหตุนี้ คอมเทคจึงพัฒนาแนวทางการเชื่อมต่อและบริหารจัดการข้อมูลจากเครื่องจักรหลายแบรนด์ให้ทำงานร่วมกันได้ภายใต้ระบบเดียว ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพรวมของการใช้พลังงานทั้งโรงงาน และตัดสินใจปรับปรุงระบบได้จากข้อมูลจริงมากกว่าการคาดเดา ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการดูแลเครื่องจักรรายตัว ไปสู่การบริหารประสิทธิภาพของระบบพลังงานทั้งโรงงานในภาพรวม

Simulation และ Guarantee Saving

Simulation และ Guarantee Saving ช่วยเปลี่ยนการลงทุนให้วัดผลได้

เมื่อมีข้อมูลจากระบบ IoT และการเก็บข้อมูลหน้างานอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนต่อไปของคอมเทคคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และจำลองสถานการณ์ เพื่อให้ลูกค้าเห็นผลลัพธ์ของแต่ละทางเลือกก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

คุณสุภกิตอธิบายว่า โรงงานแต่ละแห่งมีรูปแบบการผลิตแตกต่างกัน การเลือกแนวทางปรับปรุงจึงไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกันได้ การทำ Simulation ช่วยให้ทีมงานสามารถเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ ได้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการปรับลำดับการเดินเครื่อง การเปลี่ยนเครื่องบางส่วน หรือการออกแบบระบบใหม่ให้สอดคล้องกับโหลดการใช้งานจริง

“เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าตัดสินใจจากความรู้สึกว่าเครื่องใหม่ต้องดีกว่าเครื่องเก่า แต่ต้องการให้เห็นจากข้อมูลว่า ถ้าปรับแบบนี้จะประหยัดได้เท่าไร ระยะเวลาคืนทุนประมาณกี่ปี และผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร”

แนวทางดังกล่าวช่วยเปลี่ยนการพูดคุยจากเรื่องสเปกเครื่องจักรไปสู่เรื่องผลตอบแทนทางธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายโรงงานต้องบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบและหลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

อีกแนวคิดหนึ่งที่คอมเทคนำมาใช้คือ Guarantee Saving หรือการกำหนดเป้าหมายผลการประหยัดพลังงานร่วมกับลูกค้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่วิเคราะห์ได้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการปรับปรุงระบบจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้

“สุดท้ายแล้วลูกค้าไม่ได้อยากซื้อปั๊มลม เขาอยากลดต้นทุน ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าระบบที่เสนอจะช่วยลดการใช้พลังงานได้จริง การตัดสินใจก็ง่ายขึ้น เพราะเขาเห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เห็นราคาเครื่องจักร”

สำหรับกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ คอมเทคมักเริ่มจากการหาโอกาสในการปรับปรุงที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุดก่อน เช่น การแก้ปัญหาลมรั่ว การปรับการควบคุมระบบ หรือการเปลี่ยนอุปกรณ์เฉพาะจุดที่มีผลต่อประสิทธิภาพสูง แนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนพลังงานได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนครั้งใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น และยังช่วยให้เห็นผลลัพธ์จริงก่อนขยายการลงทุนในระยะต่อไปอีกด้วย

การลดพลังงานคือความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

เมื่อการลดพลังงานคือความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

หลังจากช่วยลูกค้าลดการใช้พลังงานผ่านการปรับปรุงระบบปั๊มลมมาหลายปี คุณสุภกิตมองว่า บทสนทนาเรื่อง Energy Efficiency ในภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้ประกอบการสนใจเรื่องค่าไฟเป็นหลัก สู่การมองผลกระทบในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เขาอธิบายว่า ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็น ESG, Carbon Reduction และ Carbon Footprint of Product (CFP) มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนและส่งต่อความคาดหวังเหล่านี้ไปยังคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน

“เมื่อก่อนเวลาคุยเรื่องประหยัดพลังงาน ทุกคนจะถามว่าลดค่าไฟได้กี่บาท แต่วันนี้หลายบริษัทเริ่มถามเพิ่มว่าลดคาร์บอนได้เท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องพวกนี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ”

แม้ในบางอุตสาหกรรม ค่าไฟอาจไม่ได้เป็นต้นทุนหลักเมื่อเทียบกับวัตถุดิบหรือค่าแรง แต่การใช้พลังงานยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจึงไม่ได้ช่วยเพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้โรงงานมีข้อมูลและผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนได้อีกด้วย

คุณสุภกิตมองว่า แนวโน้มนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นในอนาคต เมื่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดจากตลาดโลกเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการคัดเลือกคู่ค้าและผู้ผลิต

อีกแรงผลักดันสำคัญมาจากความสนใจส่วนตัวของเขาในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการดำน้ำ ซึ่งทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเลอย่างใกล้ชิด

“ผมเป็นคนชอบดำน้ำ แล้วเห็นปะการังฟอกขาวมากขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้รู้สึกว่าเรื่องโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว พอเราทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ก็อยากมีส่วนช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในแบบที่เราถนัด”

สำหรับคอมเทค เป้าหมายจึงเป็นการใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานช่วยให้โรงงานไทยลดความสูญเสีย ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น และเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในวันที่ประสิทธิภาพและความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ในอนาคต เรื่องพลังงานจะเป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน 

ใครใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ก็จะมีความพร้อมมากกว่า

ในเวลาที่ตลาดหรือคู่ค้าต้องการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม”

สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME สามารถเรียนรู้ได้จากกรณีของคอมเทค คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “การประหยัด” ไปสู่ “การเพิ่มประสิทธิภาพ” เพราะการลดต้นทุนที่ดีไม่ใช่การตัดค่าใช้จ่ายแบบกว้าง ๆ แต่คือการใช้ข้อมูล ความเข้าใจหน้างาน และการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเลือกปรับในจุดที่ส่งผลต่อธุรกิจมากที่สุด

สำหรับ SME ไทยที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของคำสั่งซื้อ และแรงกดดันด้าน ESG ที่เริ่มขยับใกล้เข้ามา การมองระบบภายในธุรกิจอย่างละเอียดจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแต้มต่อระยะยาว เพราะธุรกิจที่รู้ว่าต้นทุนสูญเสียอยู่ตรงไหน ย่อมมีโอกาสบริหารเงินสดได้ดีกว่า วางแผนการลงทุนได้แม่นยำกว่า และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วกว่า

ท้ายที่สุด บทเรียนจากคอมเทคคือแนวคิดสำคัญของการทำธุรกิจยุคใหม่ว่า ผู้ประกอบการที่เติบโตได้อย่างแข็งแรง ไม่ใช่ผู้ที่มองเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่คือผู้ที่มองเห็น “ต้นทุนที่ยังไม่ถูกตั้งคำถาม” และเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333