ทำไมโรงงานต้องคิดเรื่อง Automation เมื่อไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนของการแข่งขันอุตสาหกรรม
SME KnowledgeSME Sharing

ทำไมโรงงานต้องคิดเรื่อง Automation เมื่อไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนของการแข่งขันอุตสาหกรรม

2 เม.ย. 2569
|
18

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญหลายด้านพร้อมกัน ทั้งแรงงานที่เริ่มขาดแคลน จำนวนคนวัยทำงานที่ลดลง รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ไม่ได้ต่ำที่สุดในภูมิภาคอีกต่อไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มมองหาแนวทางใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 

ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีด้าน Automation ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ราคาหุ่นยนต์ กล้องอุตสาหกรรม และระบบประมวลผล AI ลดลงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีอย่าง AI และ Robotics ที่เคยถูกใช้เฉพาะในโรงงานขนาดใหญ่ในต่างประเทศ จึงเริ่มกลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับโรงงานในประเทศไทย และกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

บทความนี้ถ่ายทอดมุมมองของ คุณกัมปนาท ตันพิทักษ์สิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ “บริษัท โรบอท ซิสเต็ม จำกัด” ที่เริ่มต้นธุรกิจในปี 2552 หลังจากสะสมประสบการณ์ด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 17 ปี  จากความสนใจในเทคโนโลยีหุ่นยนต์ สู่การก่อตั้งบริษัทที่พัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร เพื่อออกแบบระบบ Automation ที่ตอบโจทย์ธุรกิจไทยในโลกอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

9 B B40645 2 D88 44 E7 804 D 369495 F2 F675

เมื่อไทยอยู่ตรงกลางของการแข่งขันโลก ธุรกิจควรปรับตัวอย่างไร?

หากพูดถึงภาพรวมอุตสาหกรรมในระดับโลก คุณกัมปนาทมองว่าไทยกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ท้าทายไม่น้อย กล่าวคือ ประเทศไทยไม่ได้เป็นฐานการผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดอีกต่อไป และในขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศเทคโนโลยีขั้นสูงแบบเต็มตัว ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากทั้งสองด้านพร้อมกัน

“ผมมองว่าประเทศไทยอาจอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น หากต้องแข่งขันในสเกลขนาดใหญ่ เราคงสู้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนได้ยาก เพราะตลาดภายในประเทศของเขามี Demand มากพอที่จะรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวเอง” คุณกัมปนาทเสริม

เมื่อไม่สามารถแข่งขันด้วย “ขนาดตลาด” หรือ “ต้นทุนที่ถูกที่สุด” ได้ แนวทางหนึ่งที่ธุรกิจไทยจำเป็นต้องพัฒนาคือความยืดหยุ่นของระบบการผลิต และความสามารถในการปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของตนเอง

โรบอท ซิสเต็มจึงไม่ได้มองตัวเองเป็นผู้ขายหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น System integrator หรือผู้ที่เข้าไปศึกษากระบวนการทำงานจริงของลูกค้า แล้วออกแบบระบบเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ธุรกิจนั้นโดยเฉพาะ

Message Image 1771583057743

“ลูกค้าหลายรายเพิ่งลงทุนในหุ่นยนต์เป็นครั้งแรก เขาอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มต้นจากอะไร ต้องการระบบแบบไหน เพราะรายละเอียดของการใช้งานจริงมีมากกว่าการให้หุ่นยนต์หยิบชิ้นงานได้เพียงอย่างเดียว เราจึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ Pain point ของโรงงาน”

Container Unloading (1)

นั่นทำให้การออกแบบระบบของโรบอท ซิสเต็มต้องพิจารณาทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ลักษณะของชิ้นงาน สภาพแวดล้อมการผลิต ไปจนถึงเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า เช่น การลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มกำลังการผลิต หรือเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบสินค้า

แนวคิดนี้สะท้อนว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงงานไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการ “ซื้อเครื่องจักรใหม่” แต่เป็นการออกแบบกระบวนการผลิตใหม่ทั้งองค์กร และในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี บทบาทของ System Integrator จึงกลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่ช่วยให้ SME ไทยนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่ากับบริบทของตนเองมากที่สุด

Modular Automation ทางรอดของโรงงานที่ต้องเปลี่ยนเร็ว

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่คุณกัมปนาทพูดถึงคือ Modular Automation หรือการออกแบบระบบการผลิตให้มีความยืดหยุ่นสูง เพราะในโลกอุตสาหกรรมปัจจุบัน สินค้าหลายประเภทมีวงจรชีวิตสั้นลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่มีการออกรุ่นใหม่แทบทุกปี

“ตัวอย่างเช่น งานประกอบชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ ถ้าลองสังเกตในร้านไอทีหรือห้างสรรพสินค้า จะเห็นว่าฮาร์ดดิสก์มีรุ่นใหม่ออกมาแทบทุกปี ทั้งยี่ห้อ รุ่น และขนาดความจุที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา”

เมื่อสินค้าเปลี่ยนเร็ว หากโรงงานออกแบบสายการผลิตแบบ Fixed Line สำหรับสินค้ารุ่นใดรุ่นหนึ่ง เครื่องจักรเหล่านั้นอาจใช้งานได้เพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนจะต้องปรับเปลี่ยนหรือเลิกใช้งาน

โรบอท ซิสเต็มจึงเลือกออกแบบระบบในลักษณะ Modular แทน คือ เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งการทำงาน สลับหน้าที่ หรือปรับโปรแกรมได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้โรงงานสามารถปรับไลน์การผลิตได้ทันทีเมื่อสินค้ารุ่นใหม่เข้ามา

แนวคิดนี้ทำให้การปรับไลน์ผลิตไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด หากต้องเปลี่ยนรุ่นสินค้า โรงงานสามารถจัดเรียงเครื่องจักรใหม่ เปลี่ยนตำแหน่งการทำงาน หรืออัปเดตโปรแกรม แล้วเริ่มผลิตได้ทันที

Line Album Henkel Project 211213 27 (1)

คุณกัมปนาทอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ระบบ Modular อาจเปรียบเทียบได้เหมือนทีมงานที่สามารถสลับตำแหน่งกันทำงานได้ตามความต้องการของโปรเจกต์ใหม่ หากงานหนึ่งต้องใช้คนเพิ่ม ก็สามารถดึงกำลังจากจุดอื่นเข้ามาเสริมได้ทันที

“ถ้างานชิ้นใหม่ต้องใช้แรงงานสามคนแทนที่จะเป็นคนเดียว เราก็สามารถเพิ่มคนเข้าไปในไลน์ได้อีกสองคน พร้อมย้ายโปรแกรมหรือระบบควบคุมให้เหมาะกับงานใหม่ เพื่อให้สายการผลิตยังทำงานต่อได้ทันที และทำให้ไลน์การผลิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

แม้แนวคิดนี้จะทำให้ระบบการผลิตมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่การออกแบบก็มีความซับซ้อนสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก เพราะต้องทำให้เครื่องจักรสามารถใช้งานได้ง่ายแม้เบื้องหลังจะมีเทคโนโลยีจำนวนมากรองรับ

“โจทย์คือทำอย่างไรให้ระบบมีความยืดหยุ่นมากพอที่ลูกค้าจะสามารถเข็นสลับตำแหน่งหรือปรับใช้งานกันเองได้ทันที คล้ายกับการใช้สมาร์ตโฟนบางรุ่นที่ดูเหมือนใช้งานง่าย แต่เบื้องหลังจริง ๆ แล้วผ่านการพัฒนาและออกแบบระบบมาอย่างซับซ้อน”

ด้วยเหตุนี้ Modular Automation จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่สินค้ามีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร หรือโรงงาน OEM ที่ต้องผลิตสินค้าหลายรูปแบบให้ลูกค้า เพราะระบบที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้โรงงานปรับตัวตามตลาดได้ทันโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ทุกครั้งที่สินค้าเปลี่ยนรุ่น

Main Topic

หุ่นยนต์อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ต้องรู้ว่าพลาดที่จุดไหน

แม้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบ AI จะพัฒนาไปไกลมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในมุมของคุณกัมปนาท สิ่งสำคัญคือการยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนว่า ระบบอัตโนมัติไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% ทุกระบบมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

คุณกัมปนาทเล่าว่า “ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ตลอด หลายโครงการในช่วงเริ่มต้นเราก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้และปรับแก้ บางงานใช้เวลาถึงหนึ่งหรือสองปีกว่าจะลงตัว ลูกค้าหลายรายถือเป็นผู้มีพระคุณที่ให้โอกาสเราได้แก้ไขและพัฒนาระบบจนสามารถใช้งานได้จริง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อระบบเริ่มทำงานได้จริงแล้ว โอกาสผิดพลาดจะลดลงอย่างมาก แม้จะไม่สามารถกำจัดความผิดพลาดได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ระบบต้องสามารถตรวจจับความผิดพลาดของตัวเองได้ เพราะสำหรับผู้ใช้งานจริง ลูกค้าไม่ได้คาดหวังว่าหุ่นยนต์จะต้องทำงานได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่ต้องการระบบที่สามารถ “รู้ตัวเมื่อเกิดข้อผิดพลาด” และหยุดการทำงานเพื่อให้คนเข้ามาตรวจสอบได้ทันที ไม่ปล่อยให้ข้อผิดพลาดลุกลามจนกระทบทั้งสายการผลิต

คืนทุนกี่ปี คำตอบขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจ

อีกคำถามที่ผู้ประกอบการมักถามเมื่อพูดถึงระบบ Automation คือเรื่อง “ระยะเวลาคืนทุน” ซึ่งคุณกัมปนาทอธิบายว่า ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละระบบมีลักษณะการใช้งานและต้นทุนแรงงานที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นผลชัดคือ หุ่นยนต์เชื่อมโครงสร้างสำหรับงานก่อสร้างหรือโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมต้องใช้แรงงานฝีมือจำนวนมาก

“ระบบที่เรานำเสนอมีราคาเริ่มต้นประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งสามารถทดแทนช่างเชื่อมได้ราว 4–5 คน หากคำนวณจากค่าแรงต่อเดือน เมื่อรวมตลอดทั้งปีแล้วก็สามารถคืนทุนได้” คุณกัมปนาทกล่าว

ในกรณีนี้ Automation สามารถทดแทนแรงงานฝีมือที่มีค่าแรงสูง ทำให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นมาก บางครั้งเพียงประมาณหนึ่งปีเท่านั้น แต่ในบางงาน เช่น ระบบช่วยจัดเรียงสินค้า ยกสินค้า หรือโหลดสินค้าขึ้นรถ ซึ่งเป็นงานที่ใช้แรงงานทั่วไปมากกว่าแรงงานฝีมือ ระยะเวลาคืนทุนอาจยาวกว่า

ดังนั้น การตัดสินใจลงทุน Automation จึงต้องพิจารณาร่วมกับลักษณะธุรกิจและแผนการใช้งานระยะยาว เช่น ธุรกิจจะใช้กระบวนการผลิตแบบเดิมต่อไปอีกกี่ปี หากเป็นธุรกิจที่รูปแบบสินค้าไม่เปลี่ยนบ่อย ก็อาจลงทุนกับเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานยาวได้ ในทางกลับกัน หากธุรกิจมีการเปลี่ยนสินค้าอยู่ตลอด ก็อาจเลือกลงทุนในระบบที่มีราคายืดหยุ่นกว่าและปรับเปลี่ยนได้ง่าย

“ลูกค้าต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า กระบวนการที่กำลังทำอยู่ในโรงงานวันนี้ 

จะยังคงใช้รูปแบบเดิมไปอีก 10 ปีหรือไม่”

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจนำระบบ Automation เข้ามาใช้ในโรงงาน คำถามสำคัญมักไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีมีความสามารถมากแค่ไหน แต่คือ ธุรกิจมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ เพราะการลงทุนระบบอัตโนมัติจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อมี Pain Point ชัดเจนในกระบวนการผลิต

จากประสบการณ์ของคุณกัมปนาท ปัญหาที่โรงงานเผชิญซ้ำ ๆ มักเป็นเรื่องแรงงาน เช่น หาคนงานไม่ได้ งานบางขั้นตอนเกิดความผิดพลาดบ่อย หรือกำลังการผลิตไม่ทันคำสั่งซื้อ

เมื่อมี Pain Point ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินว่ากระบวนการนั้นจะใช้งานในระยะยาวแค่ไหน เพราะระยะเวลาคืนทุนของ Automation ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของกระบวนการผลิตด้วย หากธุรกิจยังใช้กระบวนการแบบเดิมต่อไปอีกหลายปี การลงทุนกับระบบที่มีคุณภาพสูงและใช้งานได้ยาวนานก็อาจคุ้มค่ากว่า

นอกจากนี้ การวางระบบ Automation ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้พัฒนาระบบ เพราะลูกค้าหลายรายอาจเพิ่งใช้หุ่นยนต์เป็นครั้งแรก และยังไม่รู้ว่าควรระบุรายละเอียดอะไรบ้างในการออกแบบระบบ โรบอท ซิสเต็มจึงทำงานในลักษณะของพาร์ตเนอร์มากกว่าผู้ขายเครื่องจักร กล่าวคือ ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจ เช่น แผนการผลิตหรือแนวโน้มสินค้า เพื่อให้ทีมออกแบบระบบได้เหมาะสมกับธุรกิจจริง

อีกหนึ่งคำแนะนำสำหรับ SME คือ อย่าลังเลที่จะเข้าไปศึกษาเทคโนโลยีจริงก่อนตัดสินใจ เพราะการเห็นระบบทำงานในโรงงานจริงจะช่วยให้เข้าใจศักยภาพของ Automation ได้ชัดเจนมากขึ้น

ท้ายที่สุด การเริ่มต้นใช้ Automation จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่เสมอไป แต่ควรเริ่มจากการระบุ Pain Point ของธุรกิจให้ชัด เปิดใจศึกษาทางเลือกทางเทคโนโลยี และทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจอุตสาหกรรม เพื่อออกแบบระบบที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจในระยะยาว

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333