JR Farm กับแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” ใช้เทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร
SME KnowledgeSME Sharing

JR Farm กับแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” ใช้เทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร

23 พ.ค. 2569
|
12

ในวันที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ค่าแรงที่สูงขึ้น แรงงานที่หายากขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ควบคุมยาก ไปจนถึงสภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำสวนแบบอาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

สำหรับ คุณณัฐ ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง แห่ง “จันทร์เรืองฟาร์ม (JR Farm)” อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี คำตอบของเกษตรกรยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การปลูกให้เก่งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารฟาร์มให้เป็นระบบธุรกิจที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยตัดสินใจร่วมด้วย

จากอดีตวิศวกรปิโตรเคมี ผู้ศึกษาต่อด้านพลังงานทดแทนและเคยมีประสบการณ์การทำงานในสายพลังงานสะอาด คุณณัฐเลือกที่จะกลับมาพัฒนาสวนของครอบครัว โดยนำความรู้ด้านวิศวกรรม พลังงาน และการจัดการข้อมูลมาประยุกต์กับงานเกษตรที่คลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพื่อเปลี่ยนการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารฟาร์มด้วยข้อมูล

และนี่คือหัวใจของ Data-Driven Agriculture หรือการเกษตรที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน เพื่อให้ธุรกิจเกษตรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยง และอยู่รอดในระยะยาว

003 (2)

เปิดโลกเกษตรยุคใหม่ เมื่อการปลูกเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ

ก่อนที่ JR Farm จะเป็นภาพจำของสวนเกษตรอัจฉริยะที่ควบคุมข้อมูลผ่านหน้าจอและสมาร์ตโฟน จุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ไม่ได้เกิดจากความต้องการทำให้สวนดูทันสมัย แต่เกิดจากปัญหาจริงของธุรกิจเกษตรที่สะสมมาหลายปี

สำหรับคุณณัฐ ปัญหาแรกที่เห็นชัดคือเรื่อง “ต้นทุนและแรงงาน” เพราะงานสวนจำนวนมากยังต้องใช้คนลงแรง ตั้งแต่เปิด-ปิดน้ำ พ่นยา ตัดหญ้า ไปจนถึงการเดินดูสวนในแต่ละพื้นที่

“ผมก็เริ่มคิดว่าพยายามจะลดปัจจัยต้นทุนต่าง ๆ พวกนี้ลงครับ ยิ่งนานวันเรื่องแรงงานมีปัญหา ค่าจ้างก็จะแพงขึ้น แล้วก็ทำงานเหนื่อยขึ้น”

ความคิดดังกล่าวกลายเป็นจุดตั้งต้นของการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อทำให้งานที่ใช้แรงซ้ำ ๆ เบาลง ลดการพึ่งพาแรงงาน และลดต้นทุนที่ควบคุมยากในระยะยาว

อีกความท้าทายคือเรื่องของ “สภาพอากาศ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ แต่ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิต เช่น สวนทุเรียนที่ต้องอาศัยน้ำ ความชื้น อุณหภูมิ และลมอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม คุณณัฐมองว่า แม้เราจะหยุดฝน หยุดลม หรือควบคุมอุณหภูมิภายนอกไม่ได้ แต่หากรู้ข้อมูลล่วงหน้าหรือมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เร็วพอ ฟาร์มก็สามารถเตรียมรับมือได้ก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น

ส่วนปัญหาเรื่อง “น้ำ” ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของเกษตรกรยุคปัจจุบัน ในช่วงอากาศร้อนและภาวะแล้ง คุณณัฐเล่าว่า จากเดิมการประเมินปริมาณน้ำอาจอาศัยประสบการณ์และการสังเกตเป็นหลัก แต่ไม่รู้ว่าน้ำเหลืออยู่จริงเท่าไร การมีระบบวัดระดับน้ำจึงช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมแหล่งน้ำเพิ่มเติม ทั้งการทำบ่อให้ใหญ่ขึ้น เจาะบาดาล และทำบ่อผ้าใบ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่หนักขึ้นด้วย

ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของการทำการเกษตรยังรวมไปถึง “ราคาตลาดที่ผันผวน” โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของสวน คุณณัฐสังเกตแนวโน้มราคาที่ขึ้น-ลงเป็นรอบ ๆ และเริ่มมองเห็นว่าการพึ่งพารายได้จากผลผลิตชนิดเดียวอาจไม่มั่นคงในระยะยาว

“ช่วงที่ทุเรียนเป็นกระแสและราคาขึ้นสูง ผมกลับมองว่าเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง เพราะเมื่อราคาขึ้นไปมาก วันหนึ่งตลาดก็มีโอกาสปรับตัวลงได้” คุณณัฐเผย

มุมมองนี้ทำให้ JR Farm เริ่มมองหาพืชและสินค้าใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น เช่น ผำ เพราะเมื่อราคาผลผลิตดิบมีความไม่แน่นอน การสร้างสินค้าใหม่และเพิ่มมูลค่าจึงเป็นอีกทางรอดของธุรกิจเกษตร 

007

เทคโนโลยีของ JR Farm เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำ

สำหรับ JR Farm เทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพของสวนที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบบริหารธุรกิจเกษตรที่ช่วยแก้ปัญหาจริงของฟาร์ม ตั้งแต่การดูแลสวนหลายพื้นที่ การจัดการน้ำ การลดแรงงาน ไปจนถึงการสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูง หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ การเปลี่ยนข้อมูลที่เคยอาศัยประสบการณ์ ความรู้สึก หรือการเดินสำรวจด้วยตา ให้กลายเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้เจ้าของฟาร์มตัดสินใจได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลดความเสี่ยงจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

สิ่งที่ JR Farm กำลังทำ ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในสวน แต่คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้กลายเป็น “ข้อมูลที่วัดผลได้” เพราะเมื่อธุรกิจเกษตรต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่คาดเดายาก และความผันผวนของตลาด การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจหมายถึงการลดต้นทุน ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว

ระบบ IoT และเซนเซอร์ ช่วยให้มองเห็นสวนได้จาก Dashboard กลางของฟาร์ม

การมีสวนหลายพื้นที่ทำให้เจ้าของฟาร์มต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงในการเดินทางไปตรวจเช็กแต่ละจุด หากไม่มีข้อมูลจากพื้นที่จริงก็อาจรู้ปัญหาช้าเกินไป ทั้งเรื่องน้ำ ดิน อากาศ หรือสภาพแวดล้อมที่กระทบต่อพืชโดยตรง

JR Farm ใช้เซนเซอร์ฝังไว้ทั้งในดิน ในน้ำ และในอากาศ เพื่อวัดค่าต่าง ๆ เช่น ความชื้นดิน อุณหภูมิ ความชื้นอากาศ ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ ทิศทางลม ความเร็วลม ค่าแสง ค่า pH ค่า EC และค่าธาตุอาหารที่ใช้ประกอบการดูแลพืช แล้วส่งข้อมูลกลับเข้ามายัง Dashboard กลางของฟาร์ม เพื่อให้เห็นสถานะของสวนแบบเรียลไทม์ เมื่อข้อมูลถูกส่งกลับมาที่ศูนย์กลาง เจ้าของฟาร์มจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทุกสวนทุกวัน โดยเฉพาะในกรณีที่มีหลายแปลงหรือหลายพื้นที่

ระบบน้ำอัจฉริยะ รดน้ำตามความต้องการจริงของต้นไม้

JR Farm ใช้ Soil Sensor หรือเซนเซอร์วัดความชื้นดิน เพื่อกำหนดการให้น้ำตามค่าความชื้นจริงในแต่ละโซน ไม่ใช่เปิดน้ำตามเวลาแบบตายตัว หากค่าความชื้นต่ำกว่าที่ตั้งไว้ ระบบจึงค่อยสั่งให้น้ำ และเมื่อความชื้นถึงระดับที่เหมาะสมก็หยุดทำงาน

แนวคิดนี้ช่วยให้การให้น้ำไม่ใช่เรื่องของ “ความเคยชิน” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจจากข้อมูลจริง เพื่อลดต้นทุนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“จากเดิมที่ต้องเปิดน้ำตามเวลาตายตัวครั้งละหนึ่งชั่วโมง พอใช้เซนเซอร์วัดความชื้นดิน เรารู้ได้ว่าบางครั้งแค่ 15-47 นาที ความชื้นก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องให้น้ำเกินความจำเป็น” คุณณัฐอธิบาย

โดรนและเครื่องจักร ลดแรงงาน ลดเวลา และเพิ่มความแม่นยำในงานสวน

งานสวนจำนวนมากเป็นงานใช้แรงซ้ำ ๆ และกินเวลา เช่น การพ่นยาและตัดหญ้า ซึ่งหากใช้แรงงานคนทั้งหมดจะใช้เวลาหลายวัน ต้องใช้คนหลายคน และยังควบคุมปริมาณการพ่นให้สม่ำเสมอได้ยาก

สำหรับธุรกิจเกษตร การลดเวลาทำงานจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่ได้หมายถึงแค่ความสะดวก แต่ยังหมายถึงต้นทุนแรงงานที่ลดลง ความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการบริหารสวนหลายพื้นที่ได้พร้อมกัน

JR Farm จึงนำโดรน รถตัดหญ้า และเครื่องจักรควบคุมระยะไกลเข้ามาช่วยลดภาระงาน โดยเฉพาะงานพ่นยาในสวนขนาดประมาณ 15 ไร่ ที่เดิมต้องใช้แรงงาน 4 คนและใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน นอกจากช่วยประหยัดเวลาแล้ว โดรนยังช่วยให้การพ่นมีความแม่นยำมากขึ้น เพราะสามารถกำหนดแผนที่และปริมาณการปล่อยยาได้

“การใช้โดรนช่วยให้ใช้น้ำ ปุ๋ย และยาน้อยลง เพราะเราสามารถกำหนดปริมาณการพ่นในแต่ละต้นได้อย่างแม่นยำ รวมถึงล็อกแผนที่การทำงานให้โดรนพ่นเฉพาะจุดที่ต้องการ” คุณณัฐกล่าว

อย่างไรก็ตาม JR Farm ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่คนทั้งหมด เพราะงานบางส่วน เช่น การตัดแต่งและคัดเลือกผลผลิต ยังต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจของคนอยู่

ดังนั้น แนวคิดของ JR Farm จึงไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานทุกอย่าง แต่คือการให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดงานหนัก งานซ้ำ และงานที่ต้องการความแม่นยำ พร้อมรองรับแนวคิด “Preventive Agriculture” หรือการป้องกันปัญหาเชิงล่วงหน้า ทั้งในด้านโรคพืช สภาพอากาศ และการจัดการน้ำ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสวนได้อย่างชัดเจน โดยสามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 20–30% ลดการใช้แรงงานคนได้กว่า 30–50% และช่วยลดเวลาในการบริหารจัดการสวนได้มากกว่า 40% ผ่านระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ 

008

Vertical Farming และผำระบบปิด ยกระดับพืชท้องถิ่นให้เป็นสินค้า Future Food

“ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” พืชน้ำขนาดเล็กที่กำลังถูกจับตามองในฐานะ Future Food เป็นพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่การเลี้ยงแบบดั้งเดิมหรือการพบตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีข้อจำกัดด้านความสะอาดและมาตรฐาน เพราะอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากแบคทีเรีย จุลินทรีย์ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอกได้

คุณณัฐอธิบายจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ว่า 

“ผำเป็น Superfood ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากนะครับ แต่เดิมมักเป็นพืชที่พบตามคูคลอง หรือเลี้ยงในบ่อกลางแจ้ง ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านความสะอาด และอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ได้”

JR Farm จึงยกระดับผำด้วยการเลี้ยงแบบ Vertical Farming ในโรงเรือนปิด ใช้น้ำ RO เพื่อควบคุมความสะอาด และลดการปนเปื้อนจากการสัมผัสให้มากที่สุด โดยใช้ IoT มอนิเตอร์ค่าต่าง ๆ และควบคุมสภาวะแวดล้อม เช่น แสง น้ำ pH และ EC ให้เหมาะสมกับการเติบโตของผำ ระบบนี้ช่วยแก้ทั้งเรื่องพื้นที่และคุณภาพ เพราะการเลี้ยงแนวตั้งทำให้ใช้พื้นที่เดิมได้คุ้มค่ากว่าเดิม 

“รางนึงเราทำเป็น 6 ชั้น ใช้พื้นที่เท่าเดิม ตอบโจทย์ที่เรามีพื้นที่น้อย”

นอกจากนี้ คุณณัฐยังเล่าว่า JR Farm เป็นฟาร์มผำที่ได้มาตรฐาน GAP เป็นที่แรก และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค เช่น ผำผงแบบมัทฉะ หรือ “ผำฉะ” และบะหมี่จากผำ โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้า B2B และตลาดต่างประเทศ ซึ่งช่วยยืนยันว่า การยกระดับพืชท้องถิ่นด้วยมาตรฐานและนวัตกรรมสามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้จริง

ในเชิงธุรกิจ ผำระบบปิดของ JR Farm จึงถือเป็นการสร้าง Product Innovation จากวัตถุดิบท้องถิ่น โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเพิ่มมาตรฐาน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเปิดประตูสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม

โมเดลของ JR Farm จึงไม่ใช่เพียงการปลูกพืชชนิดใหม่ แต่คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” จากพืชท้องถิ่น ผ่านมาตรฐาน เทคโนโลยี และการต่อยอดเชิงผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญของธุรกิจเกษตรยุคใหม่ที่ต้องการหลุดจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

005

“เทคโนโลยีช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น 

และสร้างมาตรฐานที่ช่วยผลักดันให้ผำกลายเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทยได้”

สำหรับคุณณัฐ เทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพียงลดแรงงานหรือเพิ่มความสะดวกในสวน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ผำ” พืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพจะเติบโตไปไกลกว่าตลาดเดิม

สิ่งที่ JR Farm กำลังทำจึงเป็นการพิสูจน์ว่า เกษตรกรไทยสามารถยกระดับผลผลิตท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีมูลค่าสูงขึ้นได้ หากมีระบบการผลิตที่ควบคุมได้จริง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการแปรรูป

ในอีกด้านหนึ่ง JR Farm ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการเข้ามาศึกษาแนวคิด Smart Farm การเลี้ยงผำระบบปิด การใช้พลังงานทดแทน และการต่อยอดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดมูลค่า

ท้ายที่สุด สิ่งที่ JR Farm กำลังทำอาจไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในสวน แต่คือการเปลี่ยน “การทำเกษตรแบบอาศัยประสบการณ์” ให้กลายเป็น “การทำเกษตรที่ใช้ข้อมูลและระบบช่วยตัดสินใจ”

ในวันที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่คาดเดายาก และราคาตลาดที่ผันผวน สิ่งที่ JR Farm กำลังพิสูจน์คือ อนาคตของเกษตรไทยอาจไม่ได้แข่งขันกันที่ใครปลูกเก่งกว่าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ใคร “บริหารข้อมูลและระบบ” ได้ดีกว่า

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333