นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ความงามระดับโลก กับการ Transform เพื่ออนาคต
เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผู้บริโภคคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นแท่งลิปสติก ตลับแป้ง ตลับคุชชั่น หรือกระปุกครีม คือบทบาทของผู้ผลิตไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี นั่นคือ “บริษัท ฮูเวอร์อุตสาหกรรม (ประเทศไทย) จำกัด” หรือ Thai Hoover ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในไทย เอเชีย และยุโรป ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานกว่า 1,400 คน
จุดแข็งของ Thai Hoover อยู่ที่ความสามารถในการควบคุมกระบวนการผลิตแบบครบวงจรในโรงงานเดียว ตั้งแต่การนำเม็ดพลาสติกมาผสมสี รีดพลาสติก ขึ้นรูป ทำอโนไดซ์ ประกอบชิ้นส่วน ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่ง คุณทิพย์นภา ดำรงวัฒนโภคิน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 3 ของธุรกิจ อธิบายว่า กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่หลายโรงงานอาจแบ่งเป็นหลายส่วน แต่สำหรับ Thai Hoover ลูกค้าสามารถทำงานกับผู้ผลิตรายเดียวได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ภายใต้การดูแลของคนรุ่นที่ 3 โจทย์ของ Thai Hoover ในวันนี้คือการรักษาคุณภาพที่ลูกค้าแบรนด์ระดับโลกเชื่อมั่น พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงาม ตั้งแต่ความต้องการด้าน Sustainable Packaging, Low Carbon Aluminium, Refillable Packaging ไปจนถึง Digital Transformation ที่ต้องพัฒนาทั้งระบบการทำงานและคนในองค์กรไปพร้อมกัน
“Thai Hoover” ธุรกิจครอบครัว 50 ปี ผลิตบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในโรงงานเดียว
Thai Hoover ก่อตั้งขึ้นในปี 2515 ก่อนส่งต่อการบริหารจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่งคุณทิพย์นภา ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เข้ามาร่วมบริหารงานกับคุณพ่อเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัวในปัจจุบัน
บริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกระปุกครีม แท่งลิปสติก ตลับแป้ง ตลับคุชชั่น หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับอายแชโดว์ โดยใช้วัตถุดิบตั้งแต่พลาสติก พลาสติกรักษ์โลก อะลูมิเนียม ไปจนถึงโลหะบางประเภท พร้อมจุดแข็งด้านการผลิตแบบครบวงจรในโรงงานเดียว
คุณทิพย์นภาอธิบายว่า “เราเริ่มตั้งแต่เม็ดพลาสติกที่ยังไม่มีสี เอามาผสมสี รีดพลาสติก ขึ้นรูป ทำอโนไดซ์ และประกอบ จนเป็นแพ็กเกจจิ้งที่เสร็จแล้ว”
ความครบวงจรนี้เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ Thai Hoover แตกต่างจากผู้ผลิตทั่วไป เพราะกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่บางกรณีอาจต้องแยกออกเป็นหลายโรงงาน สามารถบริหารจัดการได้ภายในโรงงานเดียวของ Thai Hoover ทำให้ลูกค้าสามารถทำงานกับผู้ผลิตรายเดียว และยังช่วยให้บริษัทควบคุมมาตรฐานการผลิตได้ต่อเนื่องในทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ การบริหารกระบวนการผลิตไว้ภายในโรงงานเดียว ยังช่วยให้ Thai Hoover สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การขึ้นรูป การประกอบ ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยเฉพาะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน
"หลายโรงงานอาจแบ่งกระบวนการผลิตออกเป็นหลายส่วน แต่ของเรา ผลิตที่เดียว ลูกค้ามาหาเราก็ไม่ต้องไปทางอื่น จบที่เราได้เลย"
อย่างไรก็ตาม Thai Hoover ไม่ได้ผลิตเนื้อเครื่องสำอาง เพราะมองว่าเป็นอีกองค์ความรู้หนึ่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บริษัทจึงเลือกโฟกัสในสิ่งที่ตนเองถนัด คือการผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง พร้อมทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านเนื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยเสนอโซลูชันแก่ลูกค้าเมื่อจำเป็น
“เรามีการจับมือกับบริษัทที่เขาทำตัวเนื้อผลิตภัณฑ์มาตลอดตั้งแต่เริ่ม ถ้าลูกค้าเดินมาหาเรา เราก็จะแนะนำได้ว่ามีโรงงานไหนที่ทำตัวเนื้อได้”
แนวทางนี้ทำให้ Thai Hoover เติบโตจากการสร้างความแข็งแกร่งในจุดที่เป็นความเชี่ยวชาญหลัก และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในส่วนอื่น เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ครบขึ้น โดยไม่ทำให้ธุรกิจหลุดจากแกนความสามารถเดิมขององค์กร
บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง กับรายละเอียดที่ตอบโจทย์แบรนด์ Luxury
ในฐานะผู้ผลิตที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ความงามระดับโลก Thai Hoover มองว่าบรรจุภัณฑ์คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ช่วยบอกตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ ตั้งแต่น้ำหนักในมือ ความแน่นของชิ้นงาน ความลื่นของกลไก หรือแม้กระทั่งเสียงที่เกิดขึ้นขณะเปิด ปิด หรือหมุนใช้งาน
จุดเด่นของ Thai Hoover จึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตชิ้นงานตามแบบเท่านั้น แต่รวมถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานและรายละเอียดของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ เพราะในตลาดความงามระดับพรีเมียม รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างน้ำหนัก ความแน่น เสียง กลไกการหมุน หรือความเสถียรของชิ้นงาน ล้วนมีผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้า
คุณทิพย์นภาอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างสินค้ากลุ่ม Mass กับ Luxury สามารถรับรู้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่หยิบขึ้นมาใช้งาน
“ลิปสติกแบรนด์ Mass บรรจุภัณฑ์มักจะเบากว่า มีความแน่นหนาน้อยกว่า แต่ถ้าเป็นแบรนด์ Luxury จับขึ้นมาก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าพรีเมียมกว่า”
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากดีไซน์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ด้วย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Luxury ที่ต้องอาศัยชิ้นส่วนจำนวนมากเพื่อสร้างสัมผัสและฟังก์ชันการใช้งานตามที่แบรนด์ต้องการ
“ถ้าเป็นแบรนด์ Luxury กว่าจะประกอบขึ้นมาเป็นลิปสติกแท่งหนึ่งได้ จะมีประมาณ 20 พาร์ต”
เมื่อโครงสร้างของบรรจุภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้น กระบวนการควบคุมคุณภาพก็ต้องละเอียดมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนทำงานได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ เพราะสำหรับสินค้ากลุ่ม Luxury ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังเพียงรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานในทุกรายละเอียด
"สมมติว่าหมุนขึ้นมาแล้วมีเสียงสากเกิน ถ้าเป็นแบรนด์ Luxury ลูกค้าไม่เอาแล้ว หรือหมุนขึ้นมาแล้วเหนียวเกินก็ไม่ได้ เพราะฟังก์ชันถือเป็นส่วนสำคัญของการขาย”
ด้วยเหตุนี้ จุดแข็งของ Thai Hoover จึงรวมถึงการควบคุมคุณภาพในรายละเอียดที่ผู้บริโภคอาจไม่ทันสังเกต แต่แบรนด์ให้ความสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่ความรู้สึกขณะใช้งาน ไปจนถึงความทนทานหลังผ่านการขนส่งและการใช้งานจริง
ก่อนส่งออก Thai Hoover มีห้อง QC สำหรับทดสอบสินค้าในหลายรูปแบบ เช่น Transportation Test ที่จำลองแรงสั่นสะเทือนระหว่างการขนส่ง การทดสอบแรงกระแทกเพื่อดูว่าบรรจุภัณฑ์จะทนต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ รวมถึง Drop Test เพื่อดูผลลัพธ์เมื่อลิปสติกหรือบรรจุภัณฑ์เกิดการตกหล่น
“เรามีแผนก QC คอยทำหน้าที่เทสต์สินค้าทุกครั้งก่อนส่งออก ไม่ว่าจะเป็น Transportation Test หรือ Drop Test ว่าถ้าทำลิปสติกตกแล้วจะเป็นอย่างไร”
รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับแบรนด์ Luxury วัดกันที่ความสามารถในการทำให้คุณภาพของสินค้าแต่ละล็อตนิ่งพอที่จะรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ Thai Hoover เลือกวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้ผลิตที่แข่งขันด้วยคุณภาพ และความเข้าใจในมาตรฐานของแบรนด์ระดับโลก
เมื่อความยั่งยืน (Sustainability) กลายเป็นกติกาใหม่ของโลกธุรกิจ
หลังจากคุณภาพและฟังก์ชันเป็นพื้นฐานสำคัญของบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง อีกโจทย์ที่ผู้ผลิตต้องเตรียมพร้อมมากขึ้นคือเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าหลักของ Thai Hoover จำนวนไม่น้อยอยู่ในตลาดยุโรป ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และข้อมูลด้าน Carbon Footprint อย่างจริงจังมากขึ้น
คุณทิพย์นภายกตัวอย่างว่า บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางในกลุ่มพรีเมียมจำนวนมากมีส่วนประกอบของอะลูมิเนียม เพราะช่วยสร้างความรู้สึกมีน้ำหนักและดูพรีเมียม แต่เมื่อยุโรปเริ่มให้ความสำคัญกับข้อกำหนดด้านคาร์บอนมากขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องมองวัตถุดิบชนิดเดียวกันในมุมใหม่
“ถ้าเป็นทางยุโรป จะซีเรียสมากในเรื่องการใช้วัตถุดิบ อย่างอะลูมิเนียมก็จะต้องเป็น Low Carbon Aluminium ต้องระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม มีการใช้ Carbon Footprint เท่าไร”
สำหรับแบรนด์จำนวนมาก การเลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนมากขึ้นยังมาพร้อมต้นทุนที่สูงกว่า ทางเลือกที่จับต้องได้ในระยะสั้นจึงอาจเริ่มจากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้งานซ้ำหรือเติมใหม่ได้ เช่น Refillable Packaging ที่ให้ผู้บริโภคซื้อเฉพาะตัวรีฟิล แทนการซื้อบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งชิ้นทุกครั้ง
อีกแนวทางหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ Mono Material หรือการออกแบบให้บรรจุภัณฑ์ใช้วัสดุชนิดเดียวมากที่สุด เพื่อลดความยุ่งยากในการคัดแยกและช่วยให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น
สำหรับ Thai Hoover การปรับตัวด้าน Sustainability จึงเกิดขึ้นทั้งในระดับสินค้าและระดับโรงงาน ทีมดีไซน์ต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น ขณะเดียวกันโรงงานเองก็ต้องลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต เช่น การเปลี่ยนระบบไฟให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น การเริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ที่ทำได้ และการพัฒนาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนในระดับสากล ทั้งจาก CDP และ EcoVadis โดยล่าสุด Thai Hoover ได้รับ EcoVadis ระดับ Silver ประจำปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าแบรนด์ระดับโลก
“ตอนนี้ยุโรปซีเรียสว่าตัวโรงงานเราเองก็ต้องดำเนินการตามแนวทางความยั่งยืนด้วย นั่นหมายความว่าเราต้องลดการปล่อยคาร์บอนด้วย ไม่ใช่แค่ในขั้นตอนปลายน้ำ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการผลิตเลย”
ประเด็นนี้ทำให้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้ผลิตไทยอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน หากผู้ผลิตยังต้องการอยู่ในซัปพลายเชนของแบรนด์ระดับโลกต่อไป การเตรียมข้อมูลด้านคาร์บอน การเลือกวัตถุดิบที่สอดคล้องกับข้อกำหนด และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นงานที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้ตลาดบังคับแล้วค่อยปรับตัว
Digital Transformation ที่ยากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ "คน"
นอกจากการปรับตัวด้านความยั่งยืนแล้ว อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ Thai Hoover ต้องเผชิญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการทำงานขององค์กร เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้นในยุคที่ข้อมูลและการตัดสินใจเกิดขึ้นแทบจะเรียลไทม์
สำหรับคุณทิพย์นภา การทำ Digital Transformation ในธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ต้องเริ่มจากการปรับระบบการทำงานพื้นฐานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลแทนแฟ้มเอกสาร การนำระบบ ERP เข้ามาช่วยบริหารข้อมูล การใช้ Manufacturing Data เพื่อวิเคราะห์การทำงาน ไปจนถึงการใช้ QR Code ในการจัดการสต๊อกและติดตามข้อมูลสินค้า
“ด้วยความที่องค์กรดำเนินงานมากว่า 50 ปี ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่คือการทำให้คนในองค์กรค่อย ๆ ปรับตัวและเห็นประโยชน์ของเครื่องมือใหม่ในการทำงานจริง”
ปัจจุบัน Thai Hoover จึงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน หลายกระบวนการกำลังค่อย ๆ ถูกปรับจากวิธีทำงานแบบเดิมเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น แต่สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวระบบ คือการทำให้พนักงานเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นอย่างไร
“ถ้าถามว่าอยู่เฟสไหน ก็ยังเป็นช่วงเริ่มต้นอยู่เลยค่ะ ตอนนี้เรายังค่อย ๆ ปรับวิธีการทำงาน และช่วยให้พนักงานเรียนรู้การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง”
หนึ่งในวิธีที่ Thai Hoover เลือกใช้เพื่อให้พนักงานเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่าน คือการนำ AI เข้ามาช่วยงานด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะการร่างอีเมลภาษาอังกฤษให้ลูกค้าต่างประเทศ จากเดิมที่พนักงานบางส่วนต้องให้ผู้บริหารช่วยตรวจหรือช่วยเกลาเนื้อหา การมีเครื่องมือ AI ทำให้ขั้นตอนบางอย่างเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อก่อนการส่งอีเมลใช้เวลาหนึ่งวัน หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ 5 นาทีเอง เราป้อนคำสั่งเข้าไปว่าเราอยากพูดแบบนี้ ช่วยเกลาออกมาให้หน่อยว่าควรเป็นอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม คุณทิพย์นภาย้ำกับทีมเสมอว่า การใช้ AI ต้องมาพร้อมการตรวจสอบและการตัดสินใจของคน เพราะข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือเหล่านี้ยังต้องผ่านการกลั่นกรองก่อนนำไปใช้จริง
“เวลาใช้เครื่องมือ AI เราจะต้องไม่มองว่า AI เป็นหัวหน้าเรา แต่ต้องมองว่า AI เป็นลูกน้องที่ช่วยทำงานให้เรา เวลา AI ส่งข้อมูลอะไรมา ไม่ใช่ว่าเชื่อแล้วส่งต่อทันที แต่ต้องตรวจสอบและกลั่นกรองก่อนทุกครั้ง”
บทเรียนของ Thai Hoover จึงแสดงให้เห็นว่า Digital Transformation สำหรับธุรกิจที่เติบโตมาหลายรุ่นคือการออกแบบจังหวะการเปลี่ยนผ่านให้เหมาะกับคนในองค์กร เพราะหากระบบใหม่เดินเร็วเกินกว่าคนจะตามทัน การลงทุนอาจไม่สร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ในทางกลับกัน หากพนักงานเห็นประโยชน์จากเครื่องมือใหม่และค่อย ๆ ใช้งานได้จริง การเปลี่ยนผ่านก็มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนกว่า
จากวิกฤตวัตถุดิบ สู่บทเรียนเรื่องการจัดซื้อและการบริหารซัปพลายเชน
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ Thai Hoover ในช่วงที่ผ่านมา คือการรับมือกับความผันผวนของวัตถุดิบ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงเรื่องต้นทุน แต่กระทบถึงความต่อเนื่องในการผลิต เพราะในบางช่วงตลาดอยู่ในภาวะขาดแคลนจนการมีงบประมาณไม่ได้หมายความว่าจะสามารถซื้อวัตถุดิบได้ตามต้องการ
คุณทิพย์นภาเล่าว่า วิกฤตครั้งนั้นทำให้บริษัทเห็นชัดว่าการจัดซื้อแบบเดิมที่อาศัยความคุ้นเคยกับคู่ค้ารายเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จากที่ซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดิมมานานหลายปีโดยไม่ได้เปรียบเทียบราคาอย่างจริงจัง บริษัทจึงต้องปรับวิธีทำงานใหม่ทั้งระบบ
เมื่อราคาวัตถุดิบเปลี่ยนเร็วขึ้น ฝ่ายจัดซื้อจึงต้องติดตามราคาถี่ขึ้น เปรียบเทียบผู้ขายหลายราย และมองหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทมีทางเลือกมากขึ้น ไม่พึ่งพาซัปพลายเออร์รายใดรายหนึ่งมากเกินไป
“เราให้แผนกจัดซื้อเช็กราคาแบบจริงจัง มีการติดตามราคาทุกสัปดาห์ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อมูลจากผู้จำหน่ายหลายราย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น”
ความท้าทายครั้งนั้นรุนแรงกว่าการปรับขึ้นราคาปกติ เพราะในบางช่วงพลาสติกขาดแคลนจริง และราคาปรับขึ้นสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
“ขาดจริง ๆ ขาดขนาดที่ว่าเรามีเงินก็ซื้อไม่ได้ ตอนนั้นตัวพลาสติกถึงซื้อได้ก็ได้ในราคาที่แพงขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นนอกจากเราจะต้องหาแหล่งใหม่ ๆ เพื่อเปรียบเทียบราคาแล้ว ยังต้องตามสต๊อกของด้วย ทำให้เรามีการคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานมากขึ้น” คุณทิพย์นภาอธิบาย
ในมุมของ SME บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า ซัปพลายเชนที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการมีคู่ค้าประจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อมูลที่อัปเดต มีแหล่งจัดซื้อสำรอง มีระบบติดตามต้นทุน และมีการคาดการณ์วัตถุดิบล่วงหน้า เพราะเมื่อราคาหรือปริมาณสินค้าในตลาดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่เห็นข้อมูลก่อนและปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสรักษาความต่อเนื่องในการผลิตได้ดีกว่า
“เหตุผลที่แบรนด์จากยุโรปหรือญี่ปุ่นยังเลือกทำงานกับเรา คือเรื่องคุณภาพค่ะ
เขายอมจ่ายเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพดี มั่นคง และเสมอต้นเสมอปลาย”
เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวเมื่อกว่า 50 ปีก่อน จนถึงวันที่ Thai Hoover ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ทั้งความยั่งยืน Digital Transformation และความผันผวนของวัตถุดิบ จะเห็นได้ว่าแกนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตไม่ได้เปลี่ยนไป นั่นคือการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ และทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่าทุกล็อตการผลิตจะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
สำหรับ SME ไทย บทเรียนจาก Thai Hoover จึงเป็นการทำให้ “จุดแข็งเดิม” ยังแข็งแรงพอในวันที่ตลาดเปลี่ยนเร็วขึ้น หากคุณภาพคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกตั้งแต่แรก ธุรกิจก็ต้องรักษาคุณภาพนั้นให้ได้ พร้อมปรับระบบหลังบ้านให้รองรับต้นทุนใหม่ กติกาใหม่ และความคาดหวังใหม่ของลูกค้าระดับโลก
ธุรกิจที่เติบโตข้ามรุ่นได้อาจไม่ใช่ธุรกิจที่เปลี่ยนทุกอย่างเร็วที่สุด แต่คือธุรกิจที่รู้ว่าคุณค่าใดต้องรักษาไว้ และเรื่องใดต้องปรับให้ทันเวลา สำหรับ Thai Hoover คุณค่านั้นคือคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอ ซึ่งยังคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตไทยรายนี้ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ความงามระดับโลกได้จนถึงวันนี้