กับดักของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปไทย และความท้าทายในปี 2569
ไทยเคยเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปโลก แต่วันนี้บทบาทนั้นกำลังเลือนหายไป ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และกติกาโลกที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 ความท้าทายของอุตสาหกรรมไม่ได้มาจากวัฏจักรเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจาก “โครงสร้าง” ที่ฝังรากลึก และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่ชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม
👕 ตัวเลขที่ก้าวถอยหลัง
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาพรวมอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปไทยอยู่ในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2559–2568 ดัชนีผลผลิตหดตัวเฉลี่ยปีละ 6.6% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือเพียง 46.1% จากเดิม 64.8%
ด้านการส่งออก มูลค่าหดตัวเฉลี่ยปีละ 1.3% แม้ในปี 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณบวกเล็กน้อย ทั้งการผลิตที่ขยายตัว 3.7% และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 5.2% เป็นมูลค่า 2,014 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นตัว”
ในทางกลับกัน การนำเข้าเสื้อผ้ากลับเร่งตัวแรง ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 9.1% และแตะระดับ 1,713 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยกว่าครึ่งมาจากจีนและเวียดนาม สะท้อนว่าตลาดในประเทศกำลังถูกสินค้านำเข้าราคาถูกตีตลาดอย่างหนัก และดุลการค้าที่เคยเกินดุลกำลังเข้าสู่การขาดดุล
🪤 กับดักที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรม
1️⃣กับดักการรับจ้างผลิต
โครงสร้างอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยยังพึ่งพา OEM เป็นหลัก ผู้ประกอบการจำนวนมากทำหน้าที่เพียง “โรงงานผลิต” โดยไม่ได้ถือครององค์ประกอบสำคัญของการสร้างมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ การออกแบบสินค้า หรือช่องทางการจำหน่ายปลายทาง ส่งผลให้อำนาจต่อรองด้านราคายังคงอยู่ในมือผู้สั่งซื้อจากต่างประเทศ
เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน ผู้ซื้อสามารถปรับลดคำสั่งซื้อ เลื่อนการผลิต หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นได้ทันที ขณะที่ผู้ผลิตไทยต้องรับภาระความเสี่ยงเต็มรูปแบบ โครงสร้างเช่นนี้ทำให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าไทยติดอยู่ในตำแหน่ง “กึ่งกลาง” ของห่วงโซ่มูลค่า ไม่สามารถแข่งกับประเทศต้นทุนต่ำในตลาดแมสได้ และยังไม่สามารถขยับขึ้นไปสู่ตลาดพรีเมียมหรือสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงอย่างเต็มที่
2️⃣ กับดักต้นทุนและผลิตภาพ
ปัจจุบันค่าแรงของแรงงานไทยเฉลี่ยราว 325-386 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่บังกลาเทศ อยู่ที่ 103-133 ดอลลาร์ และเวียดนาม 131-188 ดอลลาร์ นั่นคือ ค่าแรงของไทยอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งหลักอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความได้เปรียบด้านผลิตภาพกลับยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โรงงานของไทยจำนวนมากยังใช้กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม พึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก และมีข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติหรือระบบดิจิทัลเข้ามาใช้
โครงสร้างการผลิตที่เน้นแรงงานเข้มข้นทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูง ความเร็วในการผลิตต่ำ และขาดความยืดหยุ่น ในขณะที่ตลาดโลก โดยเฉพาะ Fast Fashion ต้องการการผลิตล็อตเล็ก ผลิตเร็ว และปรับแบบได้ตลอดเวลา ช่องว่างด้านผลิตภาพนี้จึงกลายเป็นจุดเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
3️⃣ กับดักการแข่งขันด้านราคา
เมื่อสินค้าไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจน การแข่งขันจึงถูกบีบให้เหลือเพียงมิติด้านราคา ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องยอมลดอัตรากำไรเพื่อรักษาคำสั่งซื้อในระยะสั้น ขณะที่ส่วนแบ่งมูลค่าที่ได้รับจากห่วงโซ่อุตสาหกรรมโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ
การขาดความรู้ด้านการสร้างแบรนด์ การทำตลาดระหว่างประเทศ และการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้ไทยไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ และต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศที่พร้อมตัดราคาตลอดเวลา ซึ่งบั่นทอนศักยภาพการลงทุนและการพัฒนาในระยะยาว
4️⃣ กับดักห่วงโซ่อุปทาน
แม้ไทยจะมีห่วงโซ่อุปทานด้านสิ่งทอค่อนข้างครบ แต่การเชื่อมโยงระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำยังไม่แน่นแฟ้น โรงงานตัดเย็บจำนวนมากต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ขณะที่วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศกลับถูกส่งออกไปแปรรูปในต่างประเทศ
ผลคือมูลค่าเพิ่มในขั้นตอนการตัดเย็บ ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรม ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศอย่างเต็มที่ ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านความยืดหยุ่นของซัพพลายเชน และอ่อนไหวต่อต้นทุนและความผันผวนของการค้าโลก
5️⃣ กับดักตลาดเดิม
ตลาดส่งออกของเสื้อผ้าสำเร็จรูปไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดเดิม โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนมากกว่า 40% การพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งอาจสร้างความมั่นคงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับเพิ่มความเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ
🌍 ความท้าทายในปี 2569 …ทางรอดที่ไม่ใช่ทางลัด
ปี 2569 จะเป็นปีที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปไทยซับซ้อนขึ้นอย่างชัดเจน ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า การแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ และกฎเกณฑ์ใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม กำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวพร้อมกันหลายด้าน ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยลดลงเหลือต่ำกว่า 0.5%
ประการแรก คือความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าทำให้การวางแผนการผลิตและการส่งออกทำได้ยากขึ้น แม้ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการเบี่ยงเบนการค้าในบางช่วง แต่ความผันผวนของต้นทุน วัตถุดิบ และคำสั่งซื้อ ทำให้ประโยชน์ดังกล่าวไม่แน่นอนและไม่ยั่งยืน
ประการที่สอง คือการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยที่ลดลงเหลือต่ำกว่า 0.5% สะท้อนสถานะการแข่งขันที่อ่อนแรงลงอย่างชัดเจน
🇨🇳 จีนยังคงครองส่วนแบ่งตลาดโลกด้วยความได้เปรียบด้านขนาดการผลิต เทคโนโลยี และความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานครบวงจร
🇧🇩 บังกลาเทศใช้จุดแข็งด้านค่าแรงต่ำ ครองตลาดยุโรปในสินค้าระดับแมส
🇻🇳 เวียดนามได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี
🇮🇳 อินเดียมีทั้งวัตถุดิบในประเทศและตลาดภายในขนาดใหญ่ ช่วยรองรับการขยายกำลังการผลิต
ประการที่สาม คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้บริโภคต้องการสินค้าในราคาที่เข้าถึงได้ ผลิตเร็ว และมีความหลากหลายมากขึ้น ความคาดหวังที่สูงขึ้นในหลายมิติ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการสุดท้าย คือกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนใหม่สำหรับผู้ผลิตที่ยังไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
ปีนี้จึงเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจว่าจะยอมอยู่ในบทบาทเดิมที่ผลตอบแทนลดลงเรื่อย ๆ หรือจะค่อย ๆ สร้างตำแหน่งใหม่ของตนเองในอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเทคโนโลยีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน การโฟกัสความถนัดเฉพาะด้าน การเตรียมความพร้อมด้านความยั่งยืน การสร้างแบรนด์ การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ หรือการเข้าถึงผู้บริโภคปลายทางโดยตรง
ปี 2569 จึงไม่ใช่ปีของทางลัดหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากแต่เป็นปีของการวางรากฐานใหม่ให้ธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินใจว่า “ใครจะอยู่ ใครจะไป”