ธุรกิจสุขภาพยุคใหม่ ใช้ข้อมูลระดับเซลล์ต่อยอดบริการเฉพาะบุคคล
การดูแลสุขภาพกำลังขยับจากคำถามว่า “ควรกินอะไร” หรือ “ควรออกกำลังกายแบบไหน” ไปสู่คำถามที่เฉพาะเจาะจงขึ้นว่า อะไรเหมาะกับร่างกายของแต่ละคน เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดขึ้น ตั้งแต่ผลเลือด ระดับวิตามินและฮอร์โมน ข้อมูลพันธุกรรม ไปจนถึงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสูงวัย ธุรกิจสุขภาพจึงมีข้อมูลมากขึ้นสำหรับออกแบบบริการที่ต่างจากการเสนอแพ็กเกจเดียวให้ทุกคน
แนวโน้มการให้ความสำคัญกับสุขภาพเห็นได้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยเช่นกัน โดยผลสำรวจ Voice of the Consumer Survey 2025 ของ PwC ซึ่งสำรวจผู้บริโภคไทย 521 คน พบว่า 40% ระบุว่ารับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยดูแลสุขภาพในระดับมาก สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30% ขณะที่ 86% ระบุว่าลดหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับมากหรือระดับหนึ่ง ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยมากขึ้น
สำหรับ SME โอกาสจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการหรือเทคโนโลยีตรวจสุขภาพด้วยตัวเอง แต่คือการคิดต่อว่า ข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดขึ้นจะเชื่อมกับสินค้าและบริการเดิมของธุรกิจอย่างไร เพื่อเปลี่ยนจากการขายผลิตภัณฑ์ครั้งเดียว ไปสู่การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Care)
ทำไมข้อมูลสุขภาพเชิงลึก จึงเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจสุขภาพ?
คำว่า “ตรวจสุขภาพระดับเซลล์” ในทางธุรกิจเวลเนสอาจครอบคลุมการตรวจหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือดเพื่อดูสารอาหาร ฮอร์โมน และตัวชี้วัดทางชีวภาพ การตรวจ DNA หรือข้อมูลพันธุกรรม รวมถึงการตรวจ Telomere และ Epigenetics ซึ่งแต่ละวิธีให้ข้อมูลคนละประเภทและมีข้อจำกัดแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำผลตรวจชนิดใดชนิดหนึ่งมาใช้สรุปสถานะสุขภาพทั้งหมดของบุคคล
ตัวอย่างหนึ่งคือ Telomere ซึ่งเป็นส่วนปลายของโครโมโซมและมีแนวโน้มสั้นลงเมื่อเซลล์แบ่งตัวและเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยความยาวของ Telomere ถูกนำมาศึกษาในฐานะหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสูงวัยและอายุชีวภาพ (Biological Age) อย่างไรก็ตาม งานทบทวนวิชาการระบุว่า การใช้ความยาวของ Telomere เพียงอย่างเดียวสามารถประเมินอัตราการสูงวัยได้เพียงคร่าว ๆ และผลการวัดยังอาจแตกต่างตามปัจจัยด้านวิธีการตรวจ เช่น ชนิดของเนื้อเยื่อและวิธีการวัด จึงมีการเสนอให้พิจารณาร่วมกับตัวบ่งชี้ด้านการสูงวัยอื่น ๆ ด้วย
เช่นเดียวกับการตรวจ DNA ที่ช่วยให้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับลักษณะของร่างกายหรือความเสี่ยงต่อโรคบางชนิด แต่สุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะทั้งยีน พฤติกรรม เช่น การกินและการออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพของแต่ละบุคคล
จุดที่น่าสนใจในมุมธุรกิจจึงไม่ใช่การมี “ผลตรวจที่ละเอียดที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่คือ การแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ต่อได้
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจนำข้อมูลจากผลตรวจมาประกอบกับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การนอน หรือเป้าหมายสุขภาพ แล้วแบ่งบริการออกเป็นแผนที่แตกต่างกัน แทนการเสนออาหาร โปรแกรมออกกำลังกาย หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชุดเดียวให้ทุกคน
แนวคิดนี้คือพื้นฐานของการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ซึ่งสำหรับ SME อาจหมายถึงการเพิ่มชั้นของข้อมูลเข้าไปในสินค้าเดิม เช่น จากบริการฟิตเนสทั่วไปเป็นโปรแกรมที่ปรับตามข้อมูลร่างกาย หรือจากการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นการให้ผู้เชี่ยวชาญใช้ผลตรวจประกอบการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
ธุรกิจจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นธุรกิจการแพทย์ แต่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญเดิมเป็น “ปลายทาง” ของข้อมูล เช่น อาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน หรือบริการเวลเนส โดยมีผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบการตรวจและการแปลผลในส่วนที่ต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์
กรณีศึกษา: BDMS Wellness Clinic กับโมเดลเชื่อมผลตรวจสู่การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพการต่อยอดข้อมูลสุขภาพคือ BDMS Wellness Clinic ซึ่งให้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน โดยผสานการตรวจสุขภาพหลายประเภทเข้ากับการวางแผนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
ขั้นเก็บข้อมูล (Deep Screening)
กระบวนการเริ่มจากการปรึกษาแพทย์ โดยพิจารณาประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยงในครอบครัว พฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และเป้าหมายด้านสุขภาพ ก่อนเลือกโปรแกรมตรวจที่เหมาะสม ซึ่งอาจประกอบด้วยการตรวจเลือด การตรวจตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ ระดับฮอร์โมน และการตรวจพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีการตรวจ Telomere เพื่อประเมินข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสูงวัยระดับเซลล์
ขั้นต่อยอด (Personalized Care)
หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลและระบุปัจจัยเสี่ยงแล้ว ทีมของ BDMS Wellness Clinic จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพ (Wellness Program) ตามความต้องการของแต่ละบุคคล และในกรณีที่เหมาะสม เภสัชกรประจำคลินิกสามารถจัดทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะบุคคลได้ โดย BDMS ระบุว่าการออกแบบสูตรพิจารณาจากผลตรวจ การประเมินทางคลินิก และเป้าหมายด้านสุขภาพของผู้รับบริการ
จากรูปแบบบริการดังกล่าว SME สามารถนำหลักคิดมาประยุกต์เป็นกระบวนการ “เก็บข้อมูล–แปลผล–นำไปใช้–ติดตาม” โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาบริการทางการแพทย์แบบเดียวกัน แต่พิจารณาว่าข้อมูลที่ได้จะเชื่อมกับจุดแข็งเดิมของธุรกิจ เช่น อาหาร การออกกำลังกาย หรือบริการเวลเนส ให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคนได้อย่างไร
แนวทางต่อยอด: SME เริ่มจากการเชื่อมข้อมูลกับบริการเดิม โดยไม่ต้องสร้างห้องแล็บเอง
สำหรับ SME จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นการลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการหรือระบบตรวจสุขภาพด้วยตัวเอง แต่ควรมองก่อนว่าธุรกิจมีสินค้า บริการ หรือฐานลูกค้าส่วนใดที่สามารถนำข้อมูลสุขภาพมาต่อยอดได้บ้าง จากนั้นจึงค่อยเลือกพาร์ตเนอร์ เทคโนโลยี และรูปแบบบริการที่เหมาะสม เพื่อทดลองตลาดในขนาดเล็กก่อนขยายการลงทุน
1. จับมือพาร์ตเนอร์ด้วยโมเดล B2B2C
คลินิกความงาม ฟิตเนส ศูนย์เวลเนส หรือธุรกิจสุขภาพที่มีฐานลูกค้าสุขภาพอยู่แล้ว สามารถเริ่มโดยจับมือกับห้องปฏิบัติการหรือผู้ให้บริการตรวจพันธุกรรม แทนการซื้อเครื่องมือและสร้างระบบตรวจทั้งหมดเอง
ตัวอย่างแนวทางที่ SME สามารถนำไปประยุกต์ใช้ คือ ฟิตเนสอาจเพิ่มแพ็กเกจตรวจบางประเภทก่อนเริ่มโปรแกรม โดยให้ห้องปฏิบัติการเป็นผู้รับผิดชอบการตรวจ และให้ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แปลผล จากนั้นฟิตเนสนำคำแนะนำที่อยู่ในขอบเขตของตนเองไปใช้วางโปรแกรมการออกกำลังกาย
ทรัพยากรที่ SME ต้องเตรียมในระยะแรกจึงอยู่ที่ค่าบริการตรวจต่อราย ระบบส่งต่อข้อมูล บุคลากรที่ดูแลลูกค้า การอบรมทีม และกระบวนการขอความยินยอม โดยควรขอใบเสนอราคาจากพาร์ตเนอร์และทดลองกับบริการหนึ่งประเภทก่อน จึงค่อยประเมินว่ารายได้ต่อแพ็กเกจ อัตราการใช้บริการ และต้นทุนในการดูแลลูกค้าคุ้มกับการขยายหรือไม่
2. พัฒนาสินค้าที่อิงผลตรวจ โดยใช้ข้อมูลเป็นหนึ่งในปัจจัย
สำหรับธุรกิจอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การตรวจ DNA อาจเปิดแนวทางใหม่ในการแบ่งสินค้าและบริการให้ละเอียดขึ้น เช่น โปรแกรมสมาชิกที่เลือกเมนูหรือผลิตภัณฑ์จากข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมของลูกค้า
งานทบทวนด้าน Personalized Nutrition ปี 2024 ระบุว่า ความแตกต่างทางพันธุกรรมมีส่วนต่อการตอบสนองและการเผาผลาญสารอาหารของแต่ละบุคคล จึงสามารถนำข้อมูลพันธุกรรมมาประกอบการออกแบบคำแนะนำด้านอาหารเฉพาะบุคคลได้ อย่างไรก็ตาม Personalized Nutrition ไม่ได้พิจารณาเฉพาะข้อมูลพันธุกรรม แต่ยังอาศัยข้อมูลด้านลักษณะทางกายภาพ ชีวเคมี และโภชนาการร่วมด้วย
ดังนั้น หาก SME ต้องการทดลองพัฒนาสินค้าหรือบริการที่อิงข้อมูล DNA แนวทางหนึ่งคือใช้ข้อมูลพันธุกรรมเป็น “หนึ่งในปัจจัยประกอบ” ร่วมกับข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมการกิน ความชอบ เป้าหมาย และการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ แทนการออกแบบสินค้าโดยอิงข้อมูล DNA เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ โมเดลสมาชิกยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจปรับสินค้าได้ต่อเนื่องตามข้อมูลใหม่ แต่ควรเริ่มจากบริการกลุ่มเล็ก วัดการกลับมาใช้บริการ ความต่อเนื่องของสมาชิก และต้นทุนต่อรายก่อนเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์หรือความซับซ้อนของระบบ
3. ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพให้เป็นคำแนะนำที่ทำได้จริง
อีกโอกาสหนึ่งอยู่ที่ SME ด้านเทคโนโลยี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ตรวจสุขภาพเอง แต่อาจพัฒนาระบบที่ทำหน้าที่รวบรวมและแสดงข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ข้อมูลการนอนและกิจกรรมจากอุปกรณ์สวมใส่ หรือข้อมูลระดับน้ำตาลจากเครื่องวัดต่อเนื่อง แล้วช่วยจัดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญเข้าใจง่ายขึ้น
ธุรกิจสุขภาพอาจนำ AI มาใช้ช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูล สรุปแนวโน้ม หรือจัดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญนำไปพิจารณาต่อได้ ทั้งนี้ หากผลลัพธ์เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย การรักษา หรือการตัดสินใจทางการแพทย์ ควรกำหนดบทบาทและกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน
อีกเรื่องที่ธุรกิจควรเตรียมตั้งแต่ต้นคือการกำกับดูแลข้อมูล เนื่องจากข้อมูลสุขภาพและข้อมูลพันธุกรรมจัดอยู่ในกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ และในกรณีที่อาศัยความยินยอม ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามกฎหมาย นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรกำหนดวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลให้ชัดเจน ดูแลสิทธิของเจ้าของข้อมูล และจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม
สรุป: เริ่มจากสิ่งที่ธุรกิจถนัด แล้วใช้ข้อมูลเพิ่มความเฉพาะบุคคล
โอกาสของธุรกิจสุขภาพจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ธุรกิจที่มีห้องแล็บหรือเทคโนโลยีราคาแพง เพราะสิ่งที่สร้างมูลค่าให้ลูกค้าคือความสามารถในการเชื่อม “ข้อมูล” เข้ากับ “สิ่งที่ควรทำต่อ” อย่างเหมาะสม ตั้งแต่อาหาร การออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงบริการติดตามสุขภาพ
สำหรับ SME จุดเริ่มต้นอาจเป็นการเลือกบริการเดิมเพียงหนึ่งบริการ แล้วถามว่า หากรู้จักลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ จะออกแบบบริการให้เหมาะกับเขามากขึ้นได้อย่างไร จากนั้นจึงหาพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจและการแปลผล ทดลองรูปแบบบริการกับลูกค้ากลุ่มเล็ก วัดต้นทุนและการใช้งานจริง พร้อมวางระบบจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตั้งแต่ต้น
วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจค่อย ๆ เรียนรู้ตลาดก่อนลงทุนระบบขนาดใหญ่ และเปลี่ยนเทรนด์เรื่อง การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ให้กลายเป็นโอกาสที่ต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของธุรกิจได้อย่างเป็นขั้นตอน
ข้อมูลอ้างอิง
-
Genetics Basics. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 จาก https://www.cdc.gov/genomics-and-health/about/index.html.
-
Personalized Nutrition: Tailoring Dietary Recommendations through Genetic Insights. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 จาก https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11357412/.
-
Precision Health: Predict and Prevent Disease. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 จาก https://www.cdc.gov/genomics-and-health/precision-health-predict/index.html.
-
Telomere length and chronological age across the human lifespan: a systematic review and meta-analysis of 414 study samples including 743,019 individuals. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 จาก https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10529491/.
-
Voice of the Consumer Survey 2025 – Thailand Snapshot. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 จาก https://www.pwc.com/th/en/asia-pacific/2025/voice-of-the-consumer-survey/assets/voice-of-the-consumer-survey-2025-thailand-snapshot-en.pdf.