อัปเดต! DPP พาสปอร์ตดิจิทัลสินค้า โอกาสใหม่ของ SME ไทยในการส่งออกไปยุโรป
เมื่อกติกาการค้าโลกก้าวสู่ยุคแห่งความยั่งยืน สหภาพยุโรป (EU) ไม่ได้ประเมินสินค้าจากคุณภาพและราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน สำหรับ SME ไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยุโรปหรือเป็นส่วนหนึ่งของสายการผลิต การเตรียมข้อมูลความยั่งยืนให้พร้อมจึงเป็นเสมือน “ตั๋วผ่านทาง” ที่จะเปิดโอกาสใหม่ในตลาดโลก
DPP คืออะไร? DPP คือพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้าที่รวบรวมข้อมูลสำคัญตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ รวมถึงข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและผู้บริโภคตรวจสอบย้อนกลับได้ ตอนนี้กติกาใหม่คืบหน้าไปถึงไหน และธุรกิจต้องขยับตัวอย่างไร มาอัปเดตไทม์ไลน์สำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมและคว้าโอกาสส่งออกสินค้าไปยุโรป
ทำไม Digital Product Passport (DPP) ถึงเป็นก้าวสำคัญที่ SME ต้องขยับตัวตั้งแต่วันนี้?
Digital Product Passport (DPP) ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดด้านความยั่งยืน แต่ได้ยกระดับเป็นมาตรฐานการค้าใหม่ภายใต้กฎระเบียบ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่จะวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปต้องเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ที่กำหนด
สัญญาณสำคัญของความคืบหน้าด้านกฎระเบียบนี้ คือการเปิดใช้งานระบบทะเบียนกลาง Digital Product Passport (DPP Registry) พร้อมระบบทดสอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการลงทะเบียนและเชื่อมโยงข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้งานระบบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกประเภทต้องจัดทำ DPP ทันที เนื่องจากข้อกำหนดจะทยอยมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละกลุ่มสินค้า โดยสินค้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเมื่อถึงกำหนดบังคับใช้ อาจไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปได้
ข้อบังคับนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจไปจนถึงโรงงานรับจ้างผลิต (OEM/ODM) ข้อมูลที่ฝั่งยุโรปต้องการตรวจสอบ เช่น แหล่งที่มา สัดส่วนวัตถุดิบ ข้อมูลสารเคมีที่น่ากังวล และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หากเตรียมข้อมูลเหล่านี้ได้ดี นอกจากจะช่วยให้ลูกค้าทำงานได้สะดวกขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ SME ไทยเป็นคู่ค้าที่ได้รับความไว้วางใจในระยะยาว
ไทม์ไลน์การบังคับใช้
สหภาพยุโรปได้กำหนดกรอบเวลาการบังคับใช้อย่างเป็นลำดับขั้น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนล่วงหน้าได้
-
20 กรกฎาคม 2569 ระบบทะเบียนกลาง (DPP Registry) เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ พร้อมระบบทดสอบ เพื่อรองรับการลงทะเบียนและการเชื่อมโยงข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดิจิทัล
-
ปลายปี 2569 คาดว่าจะมีการออกกฎระเบียบเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าเหล็กและเหล็กกล้า (Iron and Steel)
-
18 กุมภาพันธ์ 2570 เริ่มบังคับใช้กับกลุ่มแบตเตอรี่ (Battery Passport) เป็นกลุ่มแรก เช่น แบตเตอรี่ EV และแบตเตอรี่อุตสาหกรรม ภายใต้กฎหมายแบตเตอรี่ (Battery Regulation)
-
กลางถึงปลายปี 2570 เริ่มทยอยนำมาใช้กับกลุ่มสินค้าส่งออกหลักไทย ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อะลูมิเนียม และยางรถยนต์
-
ปี 2571 ขยายสู่กลุ่มเฟอร์นิเจอร์
-
ปี 2572 ออกกฎหมายควบคุมเฉพาะกลุ่มที่นอน และกฎระเบียบว่าด้วยวัสดุรีไซเคิล
หมายเหตุ: ข้อมูลและกำหนดการนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ควรตรวจสอบกับแหล่งทางการของสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง
DPP ไม่ใช่แค่ QR Code แต่เชื่อมโยงข้อมูลสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ภายใต้ข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) การทำ Digital Product Passport ไม่ใช่แค่การสร้าง QR Code แปะข้างกล่อง แต่เป็นการจัดทำโครงสร้างข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดิจิทัล ที่เมื่อสแกนครั้งเดียว ก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงระดับโรงงานและแหล่งที่มาของวัตถุดิบต้นน้ำได้
1. Supply Chain & Origin (รู้ลึกถึงแหล่งกำเนิดและห่วงโซ่อุปทาน)
-
ระบุตัวตนชัดเจน บันทึกรหัสผู้ผลิต โรงงาน ผู้นำเข้า และหมายเลขล็อตการผลิตอย่างครบถ้วน
-
ข้อมูลวัตถุดิบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปถึงแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ เช่น ไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ต้องผ่านการรับรองว่าไม่ได้ตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)
-
ระบบปกป้องความลับการค้า มีการแบ่งระดับสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Tiered Data Access) เพื่อป้องกันข้อมูลความลับทางธุรกิจ โดยผู้บริโภค คู่ค้า B2B และเจ้าหน้าที่ศุลกากร จะมองเห็นข้อมูลได้ลึกในระดับที่แตกต่างกันตามที่กฎหมายกำหนด
2. Materials & Safety (โปร่งใสเรื่องส่วนประกอบและความปลอดภัย)
-
แจกแจงสัดส่วนชัดเจน แสดงเปอร์เซ็นต์ส่วนประกอบของวัตถุดิบทั้งหมด รวมถึงสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) พร้อมเอกสารรับรอง
-
เปิดเผยข้อมูลสารที่น่ากังวลและเอกสารความปลอดภัย ตามข้อกำหนดของ EU
3. Carbon Footprint (รู้ชัดเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์)
-
คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสดงผลค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสินค้า (PCF) ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้พลังงาน ไปจนถึงการขนส่ง
-
เชื่อมโยงข้อมูลสู่คู่ค้า ไม่เพียงแต่แสดงผลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ผู้บริโภคเห็น แต่ยังแสดงข้อมูลเชิงลึกที่แบรนด์คู่ค้า (B2B) สามารถดึงไปใช้คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Scope 3) ต่อได้ทันที
4. Circularity & Repair (ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและการซ่อมแซม)
-
ยืดอายุการใช้งาน แสดงคะแนนความทนทานและความสามารถในการซ่อมแซม พร้อมเชื่อมโยงไปยังคู่มือการซ่อมและแหล่งจำหน่ายอะไหล่
-
จัดการได้เมื่อหมดอายุ มีคำแนะนำในการคัดแยกชิ้นส่วนเพื่อส่งเข้ากระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง
เมื่อผู้ส่งออกเอเชียเริ่มเปลี่ยนข้อมูลผลิตภัณฑ์ ให้เป็นแต้มต่อการแข่งขัน
การมีพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้า หรือ Digital Product Passport (DPP) เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างแต้มต่อทางการค้า หากคุณเป็น SME ที่กำลังเตรียมส่งออกสินค้าไปยุโรปหรือเป็นซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่การผลิต และอยากเห็นภาพชัด ๆ ว่าเครื่องมือนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อได้อย่างไร ลองดูตัวอย่างความสำเร็จของผู้ส่งออกในเอเชียเหล่านี้ได้
กรณีที่ 1 กลุ่มผู้ส่งออกเสื้อผ้าอินเดีย นำร่องโชว์พาสปอร์ตดิจิทัลผ่าน QR Code ในงานแฟร์
สภาส่งเสริมการส่งออกเครื่องนุ่งห่มของอินเดีย (AEPC) ได้ร่วมมือกับ Green Story นำร่องจัดทำพาสปอร์ตดิจิทัลให้กับผู้ส่งออก 25 ราย เพื่อไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าสิ่งทอระดับโลก Bharat Tex 2026 (กรกฎาคม 2026) ที่กรุงนิวเดลี
จุดเด่นของโครงการนี้คือการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อต่างชาติสามารถสแกน QR Code ที่ติดอยู่บนตัวสินค้าที่บูธแสดงสินค้า เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่วนประกอบของวัสดุ และเส้นทางห่วงโซ่อุปทาน ช่วยนำข้อมูลความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาซื้อขายและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อ
ในด้านการเตรียมความพร้อม ผู้ส่งออกสามารถสร้างพาสปอร์ตดิจิทัลที่ใช้งานได้จริงภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ผ่านแพลตฟอร์ม AI ของ Green Story โดยเริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลการประเมินวัฏจักรชีวิตทุติยภูมิที่ผ่านการตรวจสอบ (Verified Secondary LCA Data) เป็นฐานตั้งต้น ก่อนจะทยอยอัปเกรดเป็นข้อมูลปฐมภูมิจากโรงงานในระยะถัดไป
ทั้งนี้ โครงการนำร่องนี้มุ่งเน้นไปที่การทำให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์พร้อมสำหรับการประเมินของคู่ค้า ซึ่งแตกต่างจากการจัดการข้อมูลในขั้นตอนการจัดเก็บหรือรีไซเคิลหลังการบริโภค
กรณีที่ 2 โรงงานทอผ้ายีนส์อินเดีย ทำข้อมูลระดับ “ผืนผ้า” ครั้งเดียว ส่งต่อได้หลายแบรนด์
ความร่วมมือระหว่าง World Collective, Denim Deal และ Green Story ได้เปิดตัวโครงการนำร่อง Digital Product Passport (DPP) ร่วมกับ Bhaskar Savitt Industries โรงงานทอผ้ายีนส์ชั้นนำในอินเดีย สำหรับผ้ายีนส์รักษ์โลก 3 รุ่น (Renewed Eco, Earthbound Eco และ Bluecanopy Eco) พร้อมติดตั้ง Interactive DPP Widget บนหน้าสินค้า เพื่อเปิดให้เข้าถึงข้อมูลส่วนประกอบผ้า ตัวชี้วัดความยั่งยืน และข้อมูลผู้ผลิตได้อย่างโปร่งใส
แนวทางนี้ช่วยแก้ปัญหาคอขวดที่โรงงานต้องตอบแบบสอบถามหรือส่งเอกสารชุดเดิมซ้ำ ๆ ให้แต่ละแบรนด์ ด้วยการทำ Intermediate DPP หรือจัดโครงสร้างข้อมูลความยั่งยืนไว้ตั้งแต่ระดับผืนผ้าเพียงครั้งเดียว ฐานข้อมูลมาตรฐานชุดนี้จะเดินทางติดไปกับวัตถุดิบและแชร์ให้แบรนด์ต่าง ๆ นำไปใช้ต่อได้ทันที ช่วยลดภาระเวลาในการรายงานข้อมูลลงถึง 80%–95%
ความสำเร็จนี้ถูกนำไปต่อยอดและจัดแสดงในงาน Texhibition Istanbul ประเทศตุรกี เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ผลิตในภูมิภาคก่อนที่ข้อบังคับจะเริ่มขึ้น
Digital Product Passport อาจไม่ใช่แค่การปฏิบัติตาม แต่คือโอกาสในการยกระดับธุรกิจ
การทำ Digital Product Passport (DPP) ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกีดกันทางการค้า แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบและปลดล็อกโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ
-
รักษาความต่อเนื่องในการส่งออก ลดความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกตรวจหรือกักที่ด่านของอียู (EU) และรักษาสถานะคู่ค้าในซัพพลายเชนของแบรนด์ยุโรป
-
เพิ่มความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใสที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ช่วยให้ผู้ส่งออกแสดงจุดเด่นด้าน ESG และปิดดีลกับคู่ค้าได้เร็วขึ้น
-
เพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน จัดทำข้อมูลมาตรฐานชุดเดียวแล้วแชร์ให้ลูกค้าหลายราย ลดภาระการจัดทำและส่งเอกสารซ้ำซ้อน
-
ปลดล็อกโมเดลธุรกิจหมุนเวียน นำข้อมูลคู่มือซ่อมและอะไหล่ไปต่อยอดบริการหลังการขาย และช่วยโรงงานรีไซเคิลคัดแยกวัสดุได้มีประสิทธิภาพ
-
ขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้าสีเขียว ตอบโจทย์ผู้ซื้อชาวยุโรปที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และช่วยนักออกแบบประเมินคาร์บอนตั้งแต่ขั้นพัฒนาผลิตภัณฑ์
5 ขั้นตอนเตรียมความพร้อม SME ไทย รับมาตรฐานการค้าสหภาพยุโรป
เพื่อให้การเตรียมความพร้อมสอดรับกับกติกาการค้าใหม่ SME ไทยสามารถนำ 5 ขั้นตอนสำคัญนี้ไปปรับใช้เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าไปยุโรป
1. ศึกษาข้อกำหนดและสำรวจข้อมูลที่มีอยู่
เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มสินค้าของธุรกิจภายใต้กฎระเบียบ ESPR ว่าต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรบ้าง จากนั้นทำแผนผังข้อมูล (Data Mapping) ที่มีอยู่แล้ว เช่น ใบรับรอง แหล่งที่มาวัตถุดิบ และขั้นตอนการผลิต สำหรับ SME ที่ไม่มีระบบหลังบ้านซับซ้อน จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการรวบรวมเอกสารกระดาษทั้งหมดมาจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลที่ค้นหาและเรียกใช้งานได้ง่าย
2. ประเมินช่องว่างและสร้างความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สำรวจว่าข้อมูลส่วนใดของธุรกิจยังขาดหายไป หรือยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จากนั้นเริ่มประสานงานกับเครือข่ายซัพพลายเออร์เพื่อช่วยกันแชร์ข้อมูลสำคัญ เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล การพูดคุยและประสานกับคู่ค้าให้ลงตัวตั้งแต่ขั้นตอนนี้ จะช่วยให้เราได้ข้อมูลครบถ้วนโดยไม่ต้องรีบลงทุนซื้อระบบราคาแพง
3. จัดโครงสร้างข้อมูลและเตรียมระบบเชื่อมโยง
จัดระเบียบข้อมูลสินค้าให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเปิด (Open Standards) เพื่อให้ระบบของธุรกิจสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่ค้าและผู้นำเข้าใน EU ได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเตรียมตัวนำข้อมูล เช่น QR Code สำหรับผูกรหัสประจำตัวสินค้าและข้อมูลพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้า (Digital Product Passport) ให้พร้อมเชื่อมต่อกับระบบลงทะเบียนกลาง
4. เริ่มโครงการนำร่องกับสินค้ากลุ่มเป้าหมาย
เลือกสินค้าหลักที่มีสัดส่วนการส่งออกสูง หรือเป็นสินค้าหลักที่คู่ค้ากำลังมองหา มาทดลองทำโครงการนำร่อง วิธีนี้จะช่วยให้ทีมงานเข้าใจขั้นตอนการทำ Digital Product Passport ได้ทดลองระบบ และปรับปรุงจุดที่ติดขัดให้เข้าที่ ก่อนจะขยายผลไปสู่สินค้าอื่น ๆ
5. เปลี่ยนข้อมูลสินค้าให้เป็นแต้มต่อทางธุรกิจ
ยกระดับข้อมูลผลิตภัณฑ์จากการทำตามข้อบังคับ ให้กลายเป็นจุดขายรักษ์โลกที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การมีพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้าที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อในยุโรปมากขึ้น และเปลี่ยนกติกาใหม่นี้ให้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างยั่งยืน
โอกาสใหม่ของ SME ไทยในการเติบโตอย่างยั่งยืน
ยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนของสินค้ามากขึ้น ผ่านพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้า หรือ Digital Product Passport (DPP) ที่รวบรวมข้อมูลตลอดวงจรชีวิตสินค้า โดยระบบทะเบียนกลางเปิดใช้งานแล้วตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2569 และจะทยอยนำมาใช้กับสินค้าแต่ละกลุ่ม
สำหรับผู้ส่งออกไทย ข้อมูลที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ได้แก่ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ข้อมูลสารที่น่ากังวล และค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ SME ที่เริ่มเตรียมข้อมูลตั้งแต่วันนี้จะช่วยรักษาลูกค้าเดิมและเปิดโอกาสในการทำงานกับคู่ค้าใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลอ้างอิง
-
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://brussels.thaiembassy.org/th/content/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-digital-product-passport-dpp-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89-es?cate=69834ed4d432552c5b215f13.
-
The European Commission. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://single-market-economy.ec.europa.eu/news/digital-product-passport-registry-now-live-2026-07-20_en.
-
The European Commission. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://single-market-economy.ec.europa.eu/single-market/digital-product-passport/batteries_en.
-
Joint Research Centre. (2026). Methodology for defining data requirements for the Digital Product Passport under the ESPR framework (EUR 40660 EN, JRC145830). Publications Office of the European Union. https://data.europa.eu/doi/10.2760/4511279.
-
Veribl. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://www.veribl.com/blog/espr-2027-compliance-guide#what-data-must-be-included-in-a-digital-product-passport.
-
Envirly. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://www.envirly.com/blog/digital-product-passport-complete-guide-for-manufacturers-2026.
-
Screenprintindia. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://www.screenprintindia.com/digital-product-passports-bharat-tex-pilot/.
-
World Collective. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://world-collective.com/blogs/news/digital-product-passports-at-fabric-level-remove-supply-chain-data-bottleneck-world-collective-denim-deal-and-green-story-launch-pilot-with-three-denim-fabrics.
-
The European Commission. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2569 จาก https://single-market-economy.ec.europa.eu/single-market/digital-product-passport_en.