ปรากฏการณ์เอลนีโญคืออะไร? วิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และแนวทางรับมือ
ปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญ่า (El Niño and La Niña) กลายมาเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ทั่วโลกต้องเผชิญหน้า เพราะวิกฤตการณ์นี้ไม่ได้สร้างแค่ความร้อน ฝน หรือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังลุกลามเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร ต้นทุนพลังงาน และเศรษฐกิจระดับโลกด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งบทความนี้เราจะมาโฟกัสว่าปรากฏการณ์เอลนีโญคืออะไร ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร และผู้ประกอบการ SME จะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับตัวและอยู่รอดอย่างยั่งยืน
Key Takeaways
-
ปรากฏการณ์เอลนีโญคือสภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทยเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งรุนแรง
-
ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงและภาวะเงินเฟ้อ
-
การขาดแคลนน้ำส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม และทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากอากาศที่ร้อนจัด
-
ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวด้วยการนำแนวคิด ESG มาใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการน้ำ-พลังงาน หรือการขอสินเชื่อสีเขียว
-
SME ต้องมีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและจัดการ Supply Chain ให้ยืดหยุ่น
สารบัญ
Header Tag 2 : ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) คืออะไร?
Header Tag 2 : ทำไมเอลนีโญถึงเป็น "ความเสี่ยงระดับโลก"?
Header Tag 2 : ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Header Tag 2 : เอลนีโญกับเศรษฐกิจ — วิกฤตที่ธุรกิจต้องรู้
Header Tag 2 : SME ต้องทำอะไร? 5 กลยุทธ์รับมือเอลนีโญแบบปฏิบัติได้จริง
Header Tag 2 : ปรากฏการณ์เอลนีโญ สัญญาณเตือนที่ทำให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
Header Tag 2 : คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) คืออะไร?
ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) คือความผิดปกติของระบบการไหลเวียนของบรรยากาศและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยในสภาวะปกติลมจะพัดพาน้ำทะเลที่พื้นผิวซึ่งมีความอุ่นจากฝั่งอเมริกาใต้ (ตะวันออก) ไปยังฝั่งเอเชียและออสเตรเลีย (ตะวันตก) แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมจะมีกำลังอ่อนลงอย่างมาก หรือถึงขั้นพัดย้อนกลับทิศทาง ส่งผลให้มวลน้ำอุ่นถูกตีกลับไปสะสมตัวอยู่บริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก จนความร้อนจากผิวน้ำทะเลที่ระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกิดฝนทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง
หากเปรียบเทียบเอลนีโญ (El Niño) กับ ลานีญา (La Niña) จะพบว่าทั้งสองทำงานเป็นขั้วตรงข้ามกัน โดยเอลนีโญจะทำให้น้ำทะเลฝั่งอเมริกาใต้อุ่นขึ้น ส่งผลให้ฝั่งเอเชียประสบปัญหาความกดอากาศสูง ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ในขณะที่ลานีญาคือสภาวะที่ลมประจำปีพัดแรงกว่าปกติ ทำให้น้ำทะเลฝั่งเอเชียอุ่นจัด จนส่งผลให้เกิดพายุ ฝนตกหนัก และอุทกภัยตามมา
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำระบุว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ และอาจเกิดฝนทิ้งช่วง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำ และส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร รวมถึงการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งลากยาว กระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกหลายล้านไร่ และอาจสร้างผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจรวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำไมเอลนีโญถึงเป็น "ความเสี่ยงระดับโลก"?
หลายคนอาจมองว่าภัยแล้งเป็นเพียงปัญหาของเกษตรกร แต่ในความเป็นจริงแล้วปรากฏการณ์นี้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกที่กระทบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย หรือออสเตรเลียก็ตาม เช่น บางประเทศต้องสั่งระงับการส่งออกข้าวหรือน้ำตาลเพื่อกักตุนไว้ใช้ในประเทศ หรือภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งระดับโลก เช่น คลองปานามาที่ระดับน้ำลดต่ำจนเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ผ่านไม่ได้ ทำให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นและห่วงโซ่การขนส่งหยุดชะงัก เพราะฉะนั้นเอลนีโญจึงเป็นสาเหตุของวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกได้
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบทางตรงที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดของปรากฏการณ์เอลนีโญคือความเสียหายเชิงนิเวศวิทยาที่มักต้องใช้เวลาฟื้นฟูยาวนานหลายปี ซึ่งโดยปกติจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เหล่านี้
-
ภัยแล้งและทรัพยากรน้ำลดลง : ปริมาณน้ำในเขื่อน แหล่งน้ำธรรมชาติ และน้ำบาดาลจะลดต่ำลงถึงขีดวิกฤต กระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนและน้ำเพื่อการเกษตร นอกจากนี้ยังทำให้ดินเสื่อมโทรม แตกกระด้าง และไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในการเพาะปลูกฤดูกาลถัดไป
-
ไฟป่าและระบบนิเวศเสียสมดุล : อากาศที่ร้อนและแห้งแล้งจัดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายและลุกลามรวดเร็ว เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน เป็นต้นตอของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ลอยปกคลุมเมืองและสร้างผลกระทบต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจของประชาชนอย่างรุนแรง
-
ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ : ปรากฏการณ์นี้ทำให้สัตว์ป่าต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนแหล่งน้ำและอาหาร ส่งผลให้วงจรการอพยพและการขยายพันธุ์หยุดชะงัก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง ซึ่งสาเหตุมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ซึ่งหากปะการังตาย ห่วงโซ่อาหารและการประมงชายฝั่งก็จะล่มสลายตามไปด้วยเช่นกัน
เอลนีโญกับเศรษฐกิจ — วิกฤตที่ธุรกิจต้องรู้
ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกในเรื่องของต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นทั้งในด้านของการขนส่งและการผลิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากเอลนีโญ จะเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังนี้
ราคาสินค้าเกษตรและห่วงโซ่อาหารโลก
เอลนีโญเปรียบเสมือนฝันร้ายของภาคการเกษตร เพราะผลผลิตหลักที่เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจอย่างในประเทศไทย เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมันจะมีปริมาณผลผลิตลดลง และเมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำจึงปรับตัวสูงขึ้น จนทำให้ธุรกิจที่อยู่ในปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญกับแรงกดดันทางต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจต้องปรับราคาสินค้าขึ้นจนกระทบผู้บริโภค
พลังงาน น้ำ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และโรงงานกระดาษ เผชิญแรงกดดันโดยตรงจากภาวะเอลนีโญ ทั้งความเสี่ยงในการถูกจำกัดการใช้น้ำและการต้องพึ่งพาน้ำจากเอกชนในราคาสูง ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่ร้อนยาวนานยังทำให้ความต้องการใช้ระบบปรับอากาศและทำความเย็นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งแตะระดับสูงสุด และผลักดันต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจให้สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เงินเฟ้อและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
เมื่อต้นทุนวัตถุดิบและค่าพลังงานสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็จะถูกผลักภาระไปสู่ผู้ซื้อ ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น และในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูง ภาวะค่าครองชีพสูงจะไปบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลง ยอดขายภาคธุรกิจตกต่ำ และอาจลุกลามไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในภาพรวมได้
ธุรกิจไทยที่เสี่ยงสูง เช็กลิสต์สำหรับ SME
ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญจะสร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างหนัก โดย SME ที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร โลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าเกษตร ธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ และธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำให้ธุรกิจเหล่านี้จำเป็นต้องประเมินสภาพคล่อง และเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าก่อนที่ผลกระทบจะรุนแรงขึ้น
SME ต้องทำอะไร? เผย 5 กลยุทธ์รับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ
เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ เพื่อไม่ให้วิกฤตเอลนีโญกลายเป็นปัญหาหลักต่อองค์กร ซึ่งต่อไปนี้คือ 5 กลยุทธ์เชิงรุกแบบ Sustainability ที่ SME สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
1. ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจ
เริ่มต้นจากการที่ผู้บริหารต้องนำโครงสร้างต้นทุนมาพิจารณาว่าธุรกิจพึ่งพาน้ำ พลังงาน และวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ หากต้นทุนเหล่านี้มีสัดส่วนเกิน 30% แปลว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรต้องเริ่มเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อล็อกราคาสินค้าล่วงหน้า หรือหาวัสดุทดแทนเตรียมไว้ในกรณีที่ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น
2. บริหารน้ำและพลังงาน
เมื่อเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงและทรัพยากรที่ตึงตัว ธุรกิจโดยเฉพาะภาคการเกษตรควรเร่งปรับตัวด้วยการศึกษาพืชสายพันธุ์ทนแล้งที่ใช้น้ำน้อย การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง หรือนำเทคโนโลยีอย่างระบบน้ำหยดเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกันองค์กรควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อย่างชัดเจน ซึ่งแม้การปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะมีต้นทุนเริ่มต้น แต่การคำนวณระยะเวลาคืนทุนที่รอบคอบ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวและสร้างความคุ้มค่าให้ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
3. ปรับ Supply Chain ให้ยืดหยุ่น
SME ต้องเลิกพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียว แต่ควรขยายเครือข่ายคู่ค้าในหลากหลายภูมิภาค ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงในกรณีที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเกิดภัยแล้งรุนแรง จนไม่สามารถจัดส่งวัตถุดิบได้ตามกำหนด ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการผลิตหรือต้นทุนที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้
4. ใช้ ESG บริหารความเสี่ยง
ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาล้วนเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแนวคิด ESG คือแนวทางที่นำมาใช้บริหารความเสี่ยงได้ โดยต้องตระหนักถึงการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่ไปกับการเร่งปรับตัวรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการต้องการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น การใช้ระบบน้ำหยดเพื่อสู้กับภัยแล้ง ก็สามารถติดต่อสำนักธุรกิจทั่วประเทศของธนาคารกรุงเทพ ที่พร้อมให้การสนับสนุนและเคียงข้างธุรกิจของลูกค้า ในการปรับตัวสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้ในทันที
5. แผนสำรองธุรกิจ (BCP) กรณีเอลนีโญรุนแรง
ทุกบริษัทควรจัดทำ Business Continuity Plan (BCP) หรือแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยตั้งโจทย์จำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เช่น หากรัฐบาลสั่งลดการจ่ายน้ำประปาในนิคมอุตสาหกรรม 30% โรงงานจะเดินสายพานการผลิตอย่างไร? หรือหากราคาข้าวสาลีพุ่งขึ้น 50% เราจะปรับสูตรการผลิตหรือใช้วัตถุดิบทดแทนใดโดยไม่ให้เสียลูกค้า เพราะแผนเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจไม่สะดุดเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง
โอกาสธุรกิจในยุค Climate Crisis
ในทุกวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมักจะมีโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ ซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งจากปัญหาโลกเดือดและปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้น ได้เปิดทางให้กับนวัตกรรมและกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ ในกลุ่ม Climate Crisis ที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้
เทคโนโลยีประหยัดน้ำและพลังงาน
ธุรกิจที่พัฒนาและติดตั้งอุปกรณ์ Smart Home, Smart Factory และ ระบบ IoT สำหรับการควบคุมการเปิดปิดน้ำ-ไฟอัตโนมัติ ระบบเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดินเพื่อการให้น้ำที่แม่นยำ หรือเทคโนโลยีระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง จะมียอดสั่งซื้อและเป็นที่ต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดตามเทรนด์ของการลดต้นทุนพลังงานที่เปลี่ยนไป เช่น ใน Green Hotel เป็นต้น
เกษตรยั่งยืน (Sustainable Agriculture)
การเกษตรแบบดั้งเดิมที่รอน้ำฝนกำลังจะหมดไป เพราะการพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้ง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ที่ช่วยอุ้มความชื้นในดิน รวมถึงระบบการปลูกพืชแนวตั้งและโรงเรือนระบบปิดที่ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกปกติถึง 90% จะเป็นทางออกสำคัญในโลกอนาคต ที่ธุรกิจทางการเกษตรเลือกใช้กันมากขึ้น
ปรากฏการณ์เอลนีโญ สัญญาณเตือนที่ทำให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
ปรากฏการณ์เอลนีโญไม่ใช่เพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมาตามฤดูกาลแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น แต่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนชิ้นใหญ่ของโลก ที่มีผลทั้งกับระบบนิเวศและระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น หากธุรกิจมีการเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนจากธรรมชาตินี้ อาจหมายถึงการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นท่ามกลางความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการแล้วธุรกิจที่สามารถปรับตัวและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและมุ่งไปสู่ ESG จะเป็นทางเลือกที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เอลนีโญเกิดบ่อยแค่ไหน และจะรุนแรงขึ้นไหมในอนาคต?
ปรากฏการณ์เอลนีโญมักเกิดขึ้นทุก ๆ 2 - 7 ปี และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นและกินระยะเวลายาวนานกว่าในอดีต ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากสภาวะโลกร้อน ที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกและมหาสมุทรสะสมความร้อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เอลนีโญทำให้ของแพงขึ้นจริงไหม?
เอลนีโญทำให้ของแพงขึ้นจริง เนื่องจากความแห้งแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหารได้รับความเสียหาย ปริมาณวัตถุดิบในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วภาคธุรกิจก็จำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนเหล่านี้มาที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตามชั้นวางจำหน่าย จนทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น
SME งบน้อยควรเริ่มรับมือจากตรงไหนก่อน?
หากมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ควรเริ่มต้นจากมาตรการ Quick Wins ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงแต่คุ้มทุนไว เช่น การรณรงค์ลดการสูญเสียในระบบ การหมั่นตรวจสอบและซ่อมแซมจุดที่น้ำรั่วหรือไฟฟ้ารั่วไหลในโรงงาน รวมถึงการเจรจาหาซัพพลายเออร์เจ้าใหม่ ๆ สำรองไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง
Go Green ในชีวิตประจำวันช่วยลดผลกระทบได้จริงไหม?
ช่วยได้อย่างแน่นอน เพราะทุก ๆ พฤติกรรมการลดใช้พลังงาน การประหยัดน้ำ การลดขยะพลาสติก หรือการเลือกอุดหนุนสินค้าจากบริษัทที่มีนโยบายรักษ์โลก จะมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ส่งผลไปถึงต้นเหตุด้านสภาพแวดล้อมเช่นกัน