และส่วน Body ของ Website หน่อยนะครับ
แตกไลน์สินค้า vs. บุกตลาดใหม่ เลือกเกมที่ใช่ให้ธุรกิจเติบโต
SME KnowledgeSME Update

แตกไลน์สินค้า vs. บุกตลาดใหม่ เลือกเกมที่ใช่ให้ธุรกิจเติบโต

10 ก.พ. 2569
|
16

ในโลกธุรกิจจริง การขยายกิจการไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียว แต่ก็ไม่ใช่ทุกเส้นทางที่จะเหมาะสำหรับทุกองค์กรเช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจ ผู้บริหารจึงต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ปีนี้คุณจะเติบโตด้วยการ “ขายสินค้าใหม่ให้กับคนเดิม” หรือ “เอาสินค้าเดิมไปขายให้คนใหม่ ๆ” เพราะการเลือกให้ถูกทาง คือทางลัดสู่ความสำเร็จ ในขณะที่การเลือกผิดอาจหมายถึงการเสียโอกาสไปอย่างมหาศาล

บทความนี้จะพาคุณมากางแผนที่กลยุทธ์ ด้วยแนวคิด Ansoff Matrix เพื่อค้นหา Winning Zone ของธุรกิจคุณ พร้อมวิเคราะห์เงื่อนไขความพร้อมเชิงทรัพยากร และถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาธุรกิจไทยที่เลือกกลยุทธ์การขยายธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน โดยจะเน้นวิธีการที่ SME สามารถนำไปปรับใช้ต่อได้จริง

ธุรกิจ SME วางแผนแตกไลน์สินค้าใหม่ แต่ขายให้ลูกค้ากลุ่มเดิม (Product Development)

รู้จักกรอบแนวคิด Ansoff Matrix 4 ทิศทางการเติบโตของธุรกิจ ฉบับเข้าใจง่าย

Ansoff Matrix คือ กรอบแนวคิดสุดคลาสสิกที่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจผ่าน 2 แกนหลัก คือ สินค้า (เดิม/ใหม่) และตลาด (เดิม/ใหม่) เมื่อจับคู่กัน จะเกิดเป็น 4 ทิศทางการเติบโต ได้แก่

  • Market Penetration การเจาะตลาดเดิมให้ลึกขึ้น

  • Product Development การแตกไลน์สินค้า ขายให้ลูกค้าเดิม

  • Market Development การบุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าเดิม

  • Diversification การแตกไลน์ธุรกิจ บุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าใหม่

เพื่อเน้นไปที่บริบทของธุรกิจ SME บทความนี้โฟกัสกลยุทธ์ที่ทรงพลังและนำไปใช้ได้จริงมากที่สุด คือ Product Development และ Market Development พร้อมต่อยอดไปสู่ Diversification สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้าง S-Curve ใหม่อย่างจริงจัง

เส้นทางที่ 1: Product Development (การแตกไลน์สินค้าใหม่ ขายให้ลูกค้าเดิม)

การแตกไลน์สินค้า คือการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่จากความเข้าใจเชิงลึกของลูกค้าปัจจุบัน เพื่อเพิ่มมูลค่าตลอดอายุความสัมพันธ์ (Customer Lifetime Value: LTV) แทนที่จะวิ่งหาลูกค้าใหม่อย่างเดียว ฉะนั้น กลยุทธ์แตกไลน์สินค้าที่ดีจึงต้องเริ่มจาก Insight ไม่ใช่ไอเดียลอย ๆ

จุดแข็งเชิงโครงสร้าง

  • Trust พร้อมใช้งาน ลูกค้าเชื่อในแบรนด์อยู่แล้ว จึงสามารถลดแรงต้านการลองสินค้าใหม่ ๆ ได้

  • ต้นทุนการขายต่ำ เพราะใช้ฐานข้อมูลเดิม เช่น CRM, LINE OA หรือ Membership แทนการยิงแอดหาคนใหม่

  • Learning Loop เร็ว ฟีดแบ็กจากลูกค้าเดิมช่วยให้แบรนด์สามารถปรับสินค้าได้ไว ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น

กลยุทธ์การแตกไลน์สินค้า เหมาะกับใคร?

  • ธุรกิจที่มี Brand Loyalty สูง

  • ธุรกิจที่มี Data ลูกค้า และเข้าใจ Pain Point เชิงพฤติกรรม

  • ทีมที่มีความสามารถด้าน R&D และ Service Design

แนวทางการแตกไลน์สินค้าใหม่ให้สำเร็จ

  • ใช้ Map Customer Journey ปัจจุบัน เพื่อหา Pain Point หรือช่องว่างที่ลูกค้ายังต้องพึ่งพาอย่างอื่นอยู่ ซึ่งมักเป็นโอกาสของการแตกไลน์ธุรกิจหรือสินค้าใหม่

  • Co-create กับลูกค้าหลัก โดยดึงลูกค้าประจำหรือกลุ่ม Top User มาร่วมทดลองและให้ฟีดแบ็กตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการตลาด

  • ใช้ Bundle Strategy คือ นำสินค้าใหม่ไปขายพ่วงกับบริการหรือสินค้าหลักที่ลูกค้าคุ้นเคย เพื่อลดแรงต้านในการลองซื้อ และทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น

  • ทดลองแบบ MVP (Minimum Viable Product) โดยเปิดตัวเวอร์ชันที่จำเป็นก่อน เพื่อตรวจสอบ Demand จริง วัดผลจากยอดขายและฟีดแบ็ก แล้วค่อยตัดสินใจลงทุนต่อหรือปรับทิศทาง

เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคเจนใหม่ เพื่อบุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าเดิม

เส้นทางที่ 2: Market Development (การขายสินค้าเดิมให้ลูกค้าใหม่)

การบุกตลาดใหม่ คือการนำสินค้าที่ “นิ่ง” และได้ผลตอบรับดีจากตลาดแล้วไปขายในพื้นที่ กลุ่มลูกค้า หรือช่องทางใหม่ ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ให้เต็มที่ โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนด้านการผลิต

จุดแข็งเชิงโครงสร้าง

  • Hero Product แข็งแรง คุณภาพและต้นทุนมีความเสถียร

  • กำไรเพิ่มตามปริมาณ ยิ่งขายมาก ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งต่ำ

  • โฟกัสชัด ไม่ต้องกระจายทรัพยากรไปพัฒนาสูตรใหม่

กลยุทธ์การบุกตลาดใหม่ เหมาะกับใคร?

  • ธุรกิจที่มีกำลังการผลิตเหลือ

  • ธุรกิจที่มีมาตรฐานคุณภาพรองรับ Modern Trade หรือการส่งออก

  • ทีมที่มีทักษะด้าน Sales, Distribution และ Partnership

แนวทางการบุกตลาดใหม่ให้สำเร็จ

  • Re-segment ตลาดใหม่ แยกลูกค้าใหม่ออกจากกลุ่มเดิมอย่างชัดเจน ทั้งกำลังซื้อ พฤติกรรมการตัดสินใจ และช่องทางที่เข้าถึง เพื่อไม่ใช้กลยุทธ์การขายแบบเดียวกับตลาดเดิม

  • Localize Message ปรับวิธีเล่าเรื่อง คุณค่า และเหตุผลในการซื้อให้ตรงกับบริบทของตลาดใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวสินค้า

  • เลือกช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงได้ไวและต้นทุนทดลองต่ำ เช่น Marketplace หรือพาร์ตเนอร์ค้าส่ง ก่อนจะขยายกิจการไปสเกลที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น

  • บริหาร Cash Flow วางแผนเงินสดให้รองรับรอบเครดิตและต้นทุนแฝงของตลาดใหม่ เพราะยอดขายโตแต่เงินไม่เข้า คือความเสี่ยงหลักของการบุกตลาดใหม่

ธุรกิจครอบครัววางแผนสร้างแบรนด์ลูก เพื่อแตกไลน์ธุรกิจใหม่

เส้นทางที่ 3: Diversification (การแตกไลน์ธุรกิจ บุกตลาดใหม่ด้วยสินค้าใหม่)

Diversification คือการแตกไลน์ธุรกิจใหม่โดยไม่พึ่งพารายได้เดิม เป็นเกมที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ถ้าประสบความสำเร็จ ผลตอบแทนก็สูงมากเช่นกัน หากธุรกิจเดิมของคุณเริ่มตัน หรือองค์กรต้องการ Disrupt ตัวเองก่อนถูกปัจจัยภายนอก Disrupt เส้นทางนี้ตอบโจทย์อย่างยิ่ง

จุดแข็งเชิงโครงสร้าง

  • ลดการพึ่งพาความเสี่ยงเดิม สร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาวะตลาด

  • โอกาสเติบโตแบบ Exponential ไม่ถูกจำกัดด้วยเพดานของตลาดเดิม

  • ดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ (Know-how, Data, Capital) มาต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างมูลค่าสูงกว่าเดิม

กลยุทธ์การแตกไลน์ธุรกิจ เหมาะกับใคร?

  • ธุรกิจที่ Cash Flow แข็งแกร่ง

  • ผู้บริหารที่สามารถยอมรับความไม่แน่นอนได้

  • ธุรกิจที่มีทีม Venture หรือ Innovation แยกจาก Core

แนวทางการแตกไลน์ธุรกิจให้สำเร็จ

  • แยกทีม–งบ–ตัวชี้วัด ออกจากธุรกิจหลัก ตั้งทีมและงบประมาณเฉพาะสำหรับธุรกิจใหม่ พร้อม KPI ที่เหมาะกับช่วงทดลอง

  • ทดสอบตลาดด้วย Digital Channel เช่น Marketplace, Social Media หรือ Influencer เพื่อพิสูจน์ Demand ที่แท้จริงก่อนลงทุนหนัก

  • กำหนด Kill Criteria หากไม่ถึงเป้า วางเงื่อนไขล่วงหน้าว่าถ้าไม่บรรลุเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนด จะหยุดหรือปรับทิศทางทันที เพื่อควบคุมความเสี่ยงและรักษาเงินสดขององค์กร

Checklist เจาะลึกธุรกิจคุณ ปีหน้าควรโตทางไหนดี?

ก่อนตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์การขยายธุรกิจ ผู้บริหารควรประเมินสภาพความพร้อมขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นทีม เงินสด โมเดลรายได้ หรือเพดานการเติบโตของธุรกิจเดิม เพราะการเลือกเส้นทางผิดจะไม่ได้ทำให้แค่ธุรกิจโตช้า แต่อาจส่งผลให้ธุรกิจเสียสมดุลทั้งระบบ

ตารางด้านล่างช่วยให้คุณมองเห็นภาพชัดขึ้นว่า วันนี้ธุรกิจของคุณเหมาะที่จะโตทางไหน โดยให้ประเมินแต่ละแถวตามความจริงของธุรกิจ แล้วดูว่าคอลัมน์ใด “ตรง” กับสภาพองค์กรมากที่สุด นั่นคือทิศทางที่ควรโฟกัสก่อน

คำถามประเมิน

Product Development

Market Development

Diversification

ทีมถนัดอะไร

R&D / Service Design

Sales / Distribution

Strategy / Venture / Innovation

ลูกค้าเดิม

รักแบรนด์ ซื้อซ้ำสูง

เริ่มอิ่มตัว

ไม่ใช่ฐานหลักอีกต่อไป

สินค้า

ต่อยอดได้อีก

นิ่ง แข็งแรง

ต้องสร้างใหม่

กำลังผลิต

จำกัด

เหลือ

ไม่เกี่ยวกับ Core เดิม

Cash Flow

พอหมุน

แข็งแรงระดับขยายได้

แข็งแรงและรับความเสี่ยงได้

เป้าหมายการโต

เพิ่ม LTV

เพิ่ม Scale

สร้าง S-Curve ใหม่

ระดับความเสี่ยง

ต่ำ–กลาง

กลาง

สูง

หากธุรกิจของคุณยังมีฐานลูกค้าที่แข็งแรง Product Development จะช่วยรีดมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่คุณถนัดอยู่แล้ว

หากสินค้าพิสูจน์ตลาดได้ชัดและกำลังผลิตพร้อม Market Development คือทางลัดสู่การขยายสเกล

แต่ถ้าธุรกิจเดิมเริ่มชนเพดาน และคุณมีเงินทุนพร้อมรับความเสี่ยง Diversification คือการลงทุนเพื่ออนาคต มากกว่าการไล่ยอดขายระยะสั้น

ทั้งนี้ SME ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ย่อมไม่ได้เก่งทุกทางพร้อมกัน แต่เลือกทางที่ “ได้เปรียบที่สุด” ในแต่ละช่วงเวลา แล้วโฟกัสให้เต็มที่ในเส้นทางนั้น

เจ้าของธุรกิจวางแผนขยายกิจการ เพื่อเร่งให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน

บทสรุป: เลือกสนามที่คุณ “ได้เปรียบ” แล้วไปให้สุด

ในความเป็นจริง ไม่มีโมเดลการเติบโตใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ มีเพียงกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับทรัพยากร โครงสร้าง และจังหวะขององค์กรในช่วงเวลาดังกล่าวมากที่สุดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการแตกไลน์สินค้า การบุกตลาดใหม่ หรือการกระจายความเสี่ยงด้วยการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง หากถูกใช้ในบริบทที่ถูกต้อง

ที่สำคัญคือการรู้จักตัวเองให้ชัด ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงตรงไหน มีข้อจำกัดอะไร และรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน เมื่อเลือก “สนาม” ที่คุณได้เปรียบแล้ว การทุ่มทรัพยากร โฟกัสทีม และวางระบบให้สอดคล้องกับกลยุทธ์นั้น จะให้ผลลัพธ์ดีกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน

สุดท้ายนี้ เลือกเส้นทางที่ใช่ในเวลาที่เหมาะ แล้วเดินให้สุดทางนั้น ธุรกิจจะไม่เพียงแค่โตไว แต่ยังแข็งแรงและพร้อมรับโอกาสใหม่ในระยะยาวอีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

  1. An introduction to Growth Strategy. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://kpmg.com/th/en/home/insights/2022/05/an-introduction-to-growth-strategy.html

  2. How to Choose The Right Growth Strategy. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://nhtechalliance.org/how-to-choose-the-right-growth-strategy/

  3. The Ansoff Matrix: A Tool for Business Growth. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://exitadvisory.com.au/the-ansoff-matrix-a-tool-for-business-growth/

  4. Market Expansion vs. Product Innovation: Best Growth Strategy. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 จาก https://doubleironconsulting.com/market-expansion-versus-product-innovation/

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333