เที่ยวเฉพาะกลุ่มมาแรง! นักท่องเที่ยวสาย Pet-friendly พร้อมจ่ายเพิ่มกว่า 20% ต่อทริป
SME KnowledgeSME Update

เที่ยวเฉพาะกลุ่มมาแรง! นักท่องเที่ยวสาย Pet-friendly พร้อมจ่ายเพิ่มกว่า 20% ต่อทริป

30 ก.ย. 2569
|
29

หมดยุคเล่นสงครามราคาแย่งแขกพักแล้ว เพราะกลุ่ม “ทาสสายเปย์” กำลังกลายเป็น Game Changer ตัวจริงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อพฤติกรรมรักสัตว์เปลี่ยนสถานะจาก “สัตว์เลี้ยง” สู่ “สมาชิกคนสำคัญของครอบครัว” ส่งผลให้ความต้องการบริการท่องเที่ยวแบบ Pet-Friendly พุ่งทะยาน แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ซัปพลายในตลาดยังมีไม่พอ นี่จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ฉาบฉวย แต่คือช่องว่างทางธุรกิจที่ SME ที่ขยับตัวก่อน ย่อมได้แต้มต่อก่อน

ทำไม SME ต้องจับตาเทรนด์นี้ตอนนี้?

ตลาด Pet-Friendly ทำไมผู้ประกอบการต้องจับตา

ผลวิจัย Pet Tourist Insights จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนการเติบโตแบบก้าวกระโดดของเทรนด์ Pet-Humanization ในไทย จากสัตว์เลี้ยง 12 ล้านตัว มีแนวโน้มที่เจ้าของจะพาออกเดินทางร่วมกันถึง 7.5 ล้านตัว และกว่า 62% ของคนรักสัตว์พร้อมวางแผนท่องเที่ยวร่วมกันอย่างจริงจัง ที่น่าสนใจคือคนกลุ่มนี้มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 20% 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเติบโตของ Pet-Humanization หรือพฤติกรรมที่เจ้าของมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ทำให้การเลือกที่พัก ร้านอาหาร หรือกิจกรรมไม่ได้ดูแค่ความสะดวกของคนอีกต่อไป แต่รวมถึงประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิกสี่ขาของพวกเขา

ดีมานด์พุ่งแต่ซัพพลายไม่พอ โอกาสทอง SME ขยับก่อนได้เปรียบ 

แม้กระแส Pet-Humanization จะผลักดันให้การท่องเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยงเติบโตขึ้น แต่ซัพพลายของโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่รองรับสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นระบบยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างนี้จึงเป็นโอกาสของ SME และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ขยับตัวก่อนได้สามารถสร้างความแตกต่าง เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เพิ่มมูลค่าบริการ และสร้างฐานลูกค้าประจำโดยไม่ต้องแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

โอกาสนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้ามาช่วยหนุนหลังผ่านโครงการ Amazing Happy Paws Thailand ของททท. ที่เปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนได้ที่ petfriendly.tourismthailand.org เพื่อรับตราสัญลักษณ์ Pet-Friendly ตามเงื่อนไขของโครงการ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้ธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาสถานที่รองรับสัตว์เลี้ยงได้ง่ายขึ้น

4 ทางคว้าโอกาสในตลาด Pet-Friendly

เทรนด์ Pet-Friendly ไม่ได้จบแค่การเปิดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ แต่ SME สามารถต่อยอดเป็นบริการ ประสบการณ์ และช่องทางการตลาดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจได้ โดยเริ่มจาก 4 แนวทางนี้

ตลาด Pet-Friendly ตลาดใหม่ของ SME

1. ก้าวข้ามจาก Pet-Friendly สู่ Pet-Centric

การทำธุรกิจ Pet-Friendly วันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การ “เปิดประตูให้น้องเข้าได้” แต่คือการออกแบบบริการให้ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงรู้สึกว่าได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ธุรกิจจึงควรกำหนดให้ชัดว่าตัวเองต้องการอยู่ในระดับ Pet-Friendly ที่รองรับการใช้บริการร่วมกัน หรือขยับไปสู่ Pet-Centric ที่ออกแบบประสบการณ์โดยคำนึงถึงสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก

จากนั้นค่อยเติมบริการหรือกิมมิกที่สร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าต่อการใช้บริการ เช่น Pet Afternoon Tea เมนูอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมที่เจ้าของสามารถทำร่วมกับน้องได้ 

ขณะเดียวกัน การฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงและรู้วิธีต้อนรับอย่างเหมาะสมก็เป็นอีกส่วนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่เช็กอินจนถึงเช็กเอาต์ อาจเปลี่ยนลูกค้าจากคนที่แค่ถามว่า “น้องเข้าได้ไหม?” ให้กลายเป็นลูกค้าที่อยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

2. ใช้พื้นที่เดิมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

สำหรับ SME ที่มีหน้าร้านหรือดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว การก้าวเข้าสู่ตลาด Pet-Friendly ไม่จำเป็นต้องรื้อโครงสร้างหรือลงทุนสร้างพื้นที่ใหม่ทั้งหมด เพียงแค่นำพื้นที่เดิมมาบริหารจัดการฟังก์ชันใหม่ (Space Optimization) ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้ามากขึ้น เช่น การปรับพื้นที่สวนให้เป็น Pet Garden การแบ่งโซนขับถ่ายให้เป็นสัดส่วน หรือการเพิ่มจุดล้างเท้าและจุดสำหรับผูกสายจูง

ในขณะที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการกั้นโซนที่นั่งเฉพาะ (Pet Zone) เตรียมอุปกรณ์ชามน้ำแยกต่างหาก และเลือกใช้วัสดุที่เช็ดทำความสะอาดง่ายและไม่กักเก็บกลิ่น การทยอยปรับแก้จาก Pain Point จริงของลูกค้า ถือเป็นกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าให้หน้าร้านเดิมอย่างชาญฉลาด โดยไม่ก่อให้เกิดต้นทุนส่วนเกิน

3. สื่อสารชัด ลดปัญหาหน้างาน

ความท้าทายของธุรกิจ Pet-Friendly คือการสร้างสมดุลให้ลูกค้าทั้งสองกลุ่มอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ทั้งกลุ่มที่พาสัตว์เลี้ยงมาและลูกค้าทั่วไปที่ต้องการพื้นที่พักผ่อน กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดและสื่อสารกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการจอง เช่น

  • ขนาดหรือน้ำหนักของสัตว์เลี้ยงที่รองรับ 

  • อัตราค่าบริการเพิ่มเติม 

  • โควตาสัตว์เลี้ยงต่อพื้นที่ 

  • ขอบเขตโซนที่อนุญาต 

  • เงื่อนไขความปลอดภัยอย่างการใช้สายจูงหรือรถเข็น 

การให้ข้อมูลที่ครบถ้วนตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดปัญหาความเข้าใจผิดหน้างาน และเปลี่ยนความกังวลของลูกค้าให้กลายเป็นความมั่นใจพร้อมตัดสินใจเข้าใช้บริการทันที

4. ใช้มาตรฐาน ขยายฐานลูกค้า

เมื่อธุรกิจพร้อมรองรับลูกค้าที่พาสัตว์เลี้ยงมาแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อคือทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรู้ว่า “ธุรกิจของเราเป็น Pet-Friendly” และค้นหาเราเจอได้ง่ายขึ้น นอกจากการเข้าร่วม Amazing Happy Paws Thailand เพื่อใช้ตราสัญลักษณ์และเพิ่มความน่าเชื่อถือแล้ว SME ยังสามารถสร้างพันธมิตรกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาลสัตว์ คลินิก ร้านเพ็ทชอป หรือแบรนด์อาหารสัตว์ เพื่อแลกเปลี่ยนฐานลูกค้า ทำโปรโมชัน หรือจัดกิจกรรมร่วมกัน

การเชื่อมต่อกับธุรกิจรอบตัวช่วยเพิ่มช่องทางให้ลูกค้ารู้จักร้านมากขึ้น และยังต่อยอดเป็นบริการหรือแพ็กเกจที่ตอบโจทย์คนและสัตว์เลี้ยงได้ครบขึ้น ทำให้ธุรกิจมีโอกาสสร้างลูกค้าประจำและรายได้จากบริการที่หลากหลายกว่าเดิม

Case Study: ถอดบทเรียนความสำเร็จ โรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin

มาดูตัวอย่างจริงให้เห็นภาพชัด ๆ เมื่อโรงแรม เมอเวนพิค อัสสรา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน ลองเทสต์ตลาด Pet Tourism โดยใช้งบเริ่มต้นลงทุนเพียง 100,000 บาท อัปเกรดพื้นที่บางส่วนให้รองรับน้องหมา ซึ่งทางโรงแรมได้ยกระดับ Experience ของลูกค้าผ่าน 3 สเตป ดังนี้

  • ปรับพื้นที่ให้ตอบโจทย์ นอกจากการจัดสรรห้องพักแล้ว โรงแรมยังได้ปรับพื้นที่ส่วนกลางด้วยการเปิดตัว “The Sanctuary Dog Park” ซึ่งเป็นสนามวิ่งเล่นสำหรับสุนัขที่ใหญ่ที่สุดในโรงแรมเขตหัวหิน เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้ทำกิจกรรมอย่างอิสระและปลอดภัย รวมถึงจัดแบ่งโซนเฉพาะ เพื่อให้ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย

  • เพิ่มบริการแบบรู้ใจ มีการเสริมบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น บริการ “สปาสัตว์เลี้ยงระดับ 5 ดาว” ที่รับอาบน้ำ และ Grooming Lounge ให้สัตว์เลี้ยงระหว่างที่เจ้าของพักผ่อน การเพิ่มเมนูอาหารพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยง (เช่น แซลมอน หรือเนื้อกับมันหวาน) ตลอดจนการจัดทำแพ็กเกจ “Pawsome Getaway” ที่รวมห้องพักและสิทธิประโยชน์สำหรับสัตว์เลี้ยงไว้ครบจบในตัว

  • สื่อสารตรงไปตรงมา โรงแรมวางตำแหน่งแบรนด์ชัดเจนในการเป็น “โรงแรม Pet-Friendly Luxury” โดยสื่อสารกติกาและค่าบริการเสริม (1,500 บาท/คืน) อย่างโปร่งใสตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการจองเพื่อลดความสับสนหน้างาน ที่สำคัญยังเน้นเจาะกลุ่มคอมมูนิตี้คนรักสัตว์เพื่อสร้างการบอกต่อ เพราะกลุ่มนี้มี Brand Loyalty สูงมาก

จากการอัปเกรดประสบการณ์ทั้งหมด ภายในแค่ 4 เดือน โรงแรมเมอเวนพิคสร้างยอดขายจากกลุ่ม Pet Parent ไปกว่า 2.5 ล้านบาท ห้องพักกลุ่มนี้มีอัตราการเข้าพักสูงถึง 75–80% แม้จะชาร์จแพงกว่าห้องปกติ 15–25% ก็ตาม แถมบริการเสริมต่างๆ ยังช่วยดันยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคืนของโรงแรมโตขึ้นอีก 5% 

ซึ่ง SME สามารถนำโมเดลการบริหารพื้นที่ การสร้างสรรค์บริการใหม่ และการสื่อสารอย่างตรงจุดเหล่านี้ ไปปรับใช้เพื่อสร้างฐานลูกค้าและรายได้ใหม่ ๆ จากตัวอย่างของโรงแรม

SME ได้อะไรจากตลาด Pet-Friendly?

ถ้าหันมาทำ Pet-Friendly SME จะได้อะไร

1. เห็นโอกาสก่อนตัดสินใจลงทุน

จากข้อมูลของ ททท. จะเห็นว่าตลาด Pet-Friendly มีดีมานด์ที่น่าสนใจ ทำให้ SME สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้วางแผนลงทุนได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งการปรับพื้นที่ เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก หรือพัฒนาบริการสำหรับสัตว์เลี้ยง

ธุรกิจอาจเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ ทดลองบริการใหม่ และดูผลตอบรับจากลูกค้าก่อน แล้วค่อยขยายการลงทุนตามข้อมูลจริง ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนตามกระแสเพียงอย่างเดียว

2. เพิ่มมูลค่าต่อการใช้บริการ

เมื่อเข้าใจพฤติกรรมของ Pet Parent แล้ว SME สามารถนำความต้องการของเจ้าของและสัตว์เลี้ยงมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการเพิ่มเติม เช่น เพิ่มแพ็กเกจห้องพักและกิจกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง ร้านอาหารเพิ่มเมนู Pet-friendly หรือจัด Pet Afternoon Tea ขณะที่ธุรกิจบริการอาจต่อยอดไปสู่บริการอาบน้ำตัดขน สปา หรือดูแลสัตว์เลี้ยง

เช่น โรงแรม Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin ที่ต่อยอดพื้นที่โรงแรมเป็นห้องพัก โซนกิจกรรม และบริการสำหรับสัตว์เลี้ยง ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าใช้จ่ายกับบริการอื่นนอกเหนือจากค่าห้องพักได้อีกด้วย

แนวคิดนี้ช่วยให้ SME เปลี่ยนพื้นที่และบริการที่มีอยู่ให้กลายเป็นบริการเพิ่มมูลค่า (Value-added Service) และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้จากลูกค้ากลุ่มเดิม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการลดราคาเพื่อดึงลูกค้า

3. ใช้ช่องทางภาครัฐเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า

SME สามารถใช้ Amazing Happy Paws Thailand ของ ททท. เป็นอีกช่องทางในการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มการมองเห็น โดยผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่ผ่านเงื่อนไข สามารถลงทะเบียนเพื่อรับตราสัญลักษณ์ Pet-Friendly ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ข้อมูลของธุรกิจที่เข้าร่วมยังมีโอกาสถูกนำไปประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของโครงการ ช่วยให้ลูกค้าที่กำลังมองหาสถานที่ Pet-Friendly ค้นพบธุรกิจได้ง่ายขึ้น และเพิ่มช่องทางการตลาดโดยไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาของตัวเองเพียงอย่างเดียว

5 คำถามเช็กความพร้อม ก่อนลุยตลาด Pet-Friendly

ก่อนปรับพื้นที่หรือลงทุนเพิ่มเติม ลองกลับมาดูความพร้อมของธุรกิจผ่าน 5 คำถามนี้ เพื่อให้การเข้าสู่ตลาด Pet-Friendly ตอบโจทย์ลูกค้าจริงและคุ้มค่ากับการลงทุน

5 คำถามเช็กความพร้อม SME ก่อนเข้าสู่ตลาด Pet-Friendly

  1. ฐานลูกค้าเดิม ปัจจุบันมีลูกค้าที่พาสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการ หรือสอบถามเรื่อง Pet-Friendly มากน้อยแค่ไหน?

  2. ความต้องการของลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไรเพิ่มเติม เช่น พื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง ชามน้ำ เมนูพิเศษ หรือกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้?

  3. พื้นที่ที่มีอยู่ มีพื้นที่ส่วนไหนที่สามารถปรับเป็น Pet Zone ได้ โดยไม่กระทบการให้บริการและความสะดวกของลูกค้ากลุ่มอื่น?

  4. ต้นทุนเพิ่มเติม ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการทำความสะอาด อุปกรณ์ หรือการฝึกพนักงานเพิ่มเท่าไร และสัมพันธ์กับรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่?

  5. โอกาสสร้างรายได้ สิ่งที่ธุรกิจเพิ่มเข้ามาสามารถต่อยอดเป็นค่าบริการ แพ็กเกจ สินค้า หรือบริการเสริมอะไรได้บ้าง?

บทสรุปตลาด Pet-Friendly โอกาสใหม่ของ SME

ภาพรวมของตลาด Pet-Friendly ในวันนี้ พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่คือโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้ SME เข้ามาเพิ่มมูลค่า (Value Added) หัวใจสำคัญของตลาดนี้จึงอยู่ที่การจับ Insight เพื่อเปลี่ยนพื้นที่และบริการให้กลายเป็น Solution ที่ตอบโจทย์ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงได้อย่างไร้รอยต่อ

การค่อย ๆ ยกระดับบริการสู่การเป็น “Pet-Centric” ควบคู่ไปกับการใช้ข้อมูลจากหน้างานจริงมาวัดผล และการต่อยอดความน่าเชื่อถือผ่านโครงการระดับประเทศอย่าง Amazing Happy Paws Thailand ของ ททท. จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจหลุดพ้นจากสงครามราคา ดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูง และสร้างฐานลูกค้าประจำที่พร้อมจะผูกพันกับแบรนด์ของคุณในระยะยาว

ข้อมูลอ้างอิง

  1. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://www.tatnewsthai.org/article-infos/6176 .

  2. ไทยรัฐ. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/trends/2883437.

  3. Thecollectivestudio. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://www.thecollectivestudio.co.th/post/pet-friendly-vs-pet-allowed-hotel-design-guide.

  4. Amazinghappypaws. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://petfriendly.tourismthailand.org/faq/.

  5. Amazinghappypaws. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://petfriendly.tourismthailand.org/introductions/.

  6. Trip.com. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน จาก https://www.trip.com/hotels/hua-hin-hotel-detail-1512559/mvenpick-asara-resort-and-spa-hua-hin?Allianceid=1027674&SID=2904979&utm_campaign=25573&trip_sub1=01a0a590948b75cf823ce480b8ebe917&trip_sub2=103949&locale=th_th&gad_source=1. 

  7. Mövenpick Asara Resort & Spa Hua Hin. สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน จาก https://movenpickhuahin.com/th/facilities-activities/pet-activities-in-hua-hin/.

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333