7 วิธีลดต้นทุนไฟฟ้ าในธุรกิจ SME ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสทางกำไรให้ธุรกิจ
ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของธุรกิจ SME โดยเฉพาะกิจการที่ต้องพึ่งพาเครื่องจักร ระบบทำความเย็น หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำงานต่อเนื่องตลอดวัน เพราะค่าไฟไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายประจำ แต่ยังเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ส่งผลต่อกำไรและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง
การลดต้นทุนไฟฟ้ากลายเป็นอีกหนึ่งความท้าใหม่ ที่เหล่าผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนอย่างมีกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไว้ให้ได้ ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจปัจจัยที่ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น พร้อมแนวทางลดต้นทุนพลังงานที่ผู้ประกอบการ SME สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว
Key Takeaways
-
ต้นทุนค่าไฟไม่ใช่แค่รายจ่าย แต่เป็นปัจจัยที่กระทบกำไรโดยตรง โดยเฉพาะในยุคที่ค่าไฟมีแนวโน้มสูงขึ้นและผันผวนจากปัจจัยด้านพลังงานโลก ทำให้ SME ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารพลังงานมากกว่าที่เคย
-
การลดต้นทุนไฟฟ้าที่ได้ผล เริ่มต้นได้จากการรู้ต้นเหตุของการใช้พลังงาน ผ่านการทำ Energy Audit เพื่อค้นหาจุดสูญเสียพลังงานและวางแผนลงทุนได้อย่างคุ้มค่า
-
หลายมาตรการสามารถคืนทุนได้ในระยะสั้นและสร้างผลประหยัดระยะยาว เช่น การเปลี่ยนระบบไฟเป็น LED ที่คืนทุนได้ภายใน 3-6 เดือน
-
Solar Rooftop เป็นทางเลือกที่ช่วยล็อกต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ไฟในช่วงกลางวันเป็นหลัก ซึ่งสามารถคืนทุนได้ประมาณ 5-7 ปี
-
การลดต้นทุนไฟฟ้าไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และ Sustainability ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจในระยะยาว
สารบัญ
ทำไมค่าไฟฟ้าถึงเป็นต้นทุนที่ SME มองข้ามไม่ได้?
7 สาเหตุที่ทำให้ค่าไฟธุรกิจพุ่งโดยไม่รู้ตัว
กลยุทธ์ลดต้นทุนไฟฟ้าระยะยาวที่ SME ควรวางแผนตั้งแต่วันนี้
Case Study ธุรกิจ SME ที่ลดต้นทุนไฟฟ้าได้จริง เรียนรู้อะไรได้บ้าง
เปลี่ยนต้นทุนพลังงานให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตตามแนวทาง ESG
เปลี่ยนต้นทุนพลังงานให้เป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ทำไมค่าไฟฟ้าถึงเป็นต้นทุนที่ SME มองข้ามไม่ได้?
สถิติค่า Ft ไฟฟ้าจากกภฟ. สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าไฟพื้นฐานจากเดิมเฉลี่ยประมาณ 3.60 บาทต่อหน่วยในช่วงปี 2560-2564 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4.15 บาทต่อหน่วยในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 15% ภายในเวลาไม่กี่ปี ขณะเดียวกัน ค่า FT หรือค่าไฟฟ้าผันแปรก็เคยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงปี 2565-2566 จากผลกระทบของวิกฤตราคาพลังงานโลก
แม้ปัจจุบันค่า FT จะเริ่มลดลง แต่สิ่งที่มากขึ้นอย่างฐานต้นทุนใหม่ของค่าไฟฟ้า ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตอย่างชัดเจน ทำให้กลุ่มธุรกิจ SME ต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่กำลังจะทะยานสูงขึ้น ยิ่งสำหรับธุรกิจที่ใช้พลังงานจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงงานขนาดเล็ก ห้องเย็น โรงแรม ร้านซักอบรีด หรือธุรกิจที่มีเครื่องจักรและเครื่องปรับอากาศทำงานตลอดวัน ค่าไฟคือหนึ่งในต้นทุนหลักที่กระทบกำไรโดยตรง ยิ่งในช่วงที่ค่า FT ปรับตัวสูง ธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าหรือบริการได้ตามทัน ส่งผลให้กำไรลดลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ความผันผวนของต้นทุนพลังงานยังทำให้ SME วางแผนทางการเงินได้ยากขึ้น เพราะค่าไฟไม่ได้ขึ้นลงจากการใช้ไฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติ ค่าเงินบาท สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และนโยบายพลังงานของภาครัฐอีกด้วย
7 สาเหตุที่ทำให้ค่าไฟธุรกิจพุ่งโดยไม่รู้ตัว
ค่าไฟธุรกิจที่เพิ่มขึ้น หลายครั้งไม่ได้มาจากค่า Ft หรือราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้พลังงานภายในกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งค่อย ๆ สะสมเป็นต้นทุนโดยไม่ทันสังเกต
-
เครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นทำงานหนักหรือเสื่อมสภาพ
-
ไฟรั่วหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานโดยไม่สร้างผลผลิต พร้อมเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและ downtime หากระบบขัดข้อง
-
การใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Hour โดยไม่มีการวางแผนโหลดพลังงาน
-
มีการเปิดเครื่องจักร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในโรงงานในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่สัมพันธ์กับรายได้หรือ productivity ของธุรกิจ
-
ไม่มีระบบติดตามข้อมูลการใช้พลังงาน ทำให้ไม่มีข้อมูลว่าอุปกรณ์ไหนในโรงงานใช้ไฟฟ้ามากที่สุด
-
ปล่อยให้อุปกรณ์เสื่อมประสิทธิภาพก่อนซ่อม ทำให้เครื่องใช้พลังงานมากขึ้น ประสิทธิภาพลดลง และเพิ่มต้นทุนซ่อมบำรุงในระยะยาว
-
การขยายธุรกิจโดยไม่ปรับระบบพลังงานให้เหมาะสม เมื่อมีการเพิ่มกำลังผลิต ขยายพื้นที่ หรือเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ยังใช้ระบบเดิม
กลยุทธ์ลดต้นทุนไฟฟ้าระยะยาวที่ SME ควรวางแผนตั้งแต่วันนี้
เมื่อค่าไฟกลายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ SME รักษากำไรและสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
Energy Audit รู้ก่อนว่าไฟหายไปไหน ก่อนจะแก้ให้ถูกจุด
Energy Audit หรือการตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงาน คือกระบวนการสำรวจว่าธุรกิจใช้ไฟฟ้ากับส่วนใดมากที่สุด มีจุดสูญเสียพลังงานตรงไหน และระบบใดควรได้รับการแก้ไขก่อนเพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด
โดยทั่วไป การทำ Energy Audit จะช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพในมิติสำคัญ เช่น
-
อุปกรณ์หรือเครื่องจักรใดใช้ไฟมากที่สุด
-
ช่วงเวลาใดมีการใช้ไฟสูงผิดปกติ
-
ระบบใดมีการสูญเสียพลังงานเกินจำเป็น
-
โครงการลงทุนใดให้ผลตอบแทนเร็วที่สุด
ตัวอย่างเช่น โรงงานขนาดเล็กบางแห่งอาจเข้าใจว่าปัญหาหลักอยู่ที่เครื่องจักร แต่เมื่อทำ Energy Audit กลับพบว่า ระบบ Chiller หรือเครื่องปรับอากาศเป็นต้นทุนพลังงานหลักของธุรกิจ หรือร้านอาหารบางแห่งพบว่าตู้แช่เก่าใช้พลังงานสูงเกินความจำเป็นจนเป็นภาระค่าไฟในระยะยาว
การเริ่มต้นด้วยการทำ Energy Audit จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนผิดจุด และทำให้ทุกบาทที่ใช้ไปกับการปรับปรุงพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรับตารางเดินเครื่องจักร หลีกเลี่ยง Peak Hour ลดค่า Demand Charge ได้
หลายธุรกิจให้ความสำคัญกับปริมาณการใช้ไฟ แต่กลับมองข้ามช่วงเวลาของการใช้ไฟ ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าไฟภาคธุรกิจจำนวนมากขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการใช้พลังงานและระดับโหลดไฟฟ้าสูงสุด (Demand Charge) ยิ่งสำหรับกิจการที่ใช้ไฟจำนวนมาก เช่น โรงงาน คลังสินค้า ธุรกิจแปรรูป หรือธุรกิจที่ต้องเดินเครื่องจักรต่อเนื่อง การเปิดเครื่องหลายชุดพร้อมกันในช่วงเวลาที่ค่าไฟสูง อาจทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นโดยไม่จำเป็น แม้ปริมาณไฟรวมต่อเดือนจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
เปลี่ยนระบบแสงสว่างเป็น LED คืนทุนเร็ว เห็นผลใน 3-6 เดือน
ระบบแสงสว่างเป็นหนึ่งในจุดที่ลดค่าไฟได้ง่ายและเห็นผลเร็วที่สุด โดยหลอด LED สามารถใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดรุ่นเก่าได้ประมาณ 50-80% ขณะที่ให้ความสว่างใกล้เคียงหรือดีกว่าเดิม อีกทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ทำให้ลดทั้งค่าไฟและค่าบำรุงรักษาไปพร้อมกัน
สำหรับธุรกิจที่เปิดไฟจำนวนมาก เช่น สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า หรือร้านค้า การเปลี่ยนมาใช้ LED มักใช้เงินลงทุนไม่สูงและสามารถ คืนทุนได้ภายในประมาณ 3-6 เดือน จากค่าไฟที่ลดลง หลังจากนั้นต้นทุนพลังงานที่ประหยัดได้จะกลายเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทำให้เป็นหนึ่งในมาตรการลดค่าไฟที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับภาคธุรกิจ
อัปเกรดเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า ลงทุนครั้งเดียว ประหยัดได้ทุกเดือน
เครื่องจักรเก่า มอเตอร์ประสิทธิภาพต่ำ ระบบควบคุมที่ล้าสมัย หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้ออกแบบให้ประหยัดพลังงาน มักกินไฟมากขึ้นโดยที่ประสิทธิภาพการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ในหลายกรณี ธุรกิจยังจ่ายค่าไฟแพงขึ้นพร้อมกับต้นทุนซ่อมบำรุงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น แม้ว่าการอัปเกรดเครื่องจักรจะเป็นการลงทุน (CapEx) ที่มีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าแนวทางอื่น แต่สามารถช่วยควบคุมการใช้ไฟฟ้าของเครื่องจักรให้อยู่ในระดับมาตรฐานได้ในระยะยาว
Solar Rooftop ผลิตไฟใช้เอง ล็อกต้นทุนพลังงานไม่ให้ผันผวนตามตลาด
สำหรับธุรกิจ SME โรงงาน คลังสินค้า หรือสำนักงานที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลัก การติดตั้ง Solar Rooftop โดยเฉพาะระบบ On-Grid ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้งานทันที ลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าโดยไม่ต้องลงทุนแบตเตอรี่เพิ่มเติม แม้จะมีต้นทุนติดตั้งเริ่มต้นค่อนข้างสูง
โดยทั่วไปสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 5-7 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดระบบและปริมาณการใช้ไฟ หลังจากนั้นธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลงในระยะยาว ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น พร้อมเสริมภาพลักษณ์องค์กรด้านความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ลูกค้าและคู่ค้าหลายรายให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน
ลดค่าไฟก้อนใหญ่ เริ่มจากระบบที่ใช้พลังงานมากที่สุดในอาคาร
ปัจจุบันมีระบบทำความเย็นด้วย Chiller และ HVAC รุ่นใหม่ ๆ ที่ควบคุมด้วยระบบ IoT และ AI และยังมีระบบ Inverter อย่าง Variable Speed Compressor ที่ลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20-30% เพราะเครื่องทำงานเฉพาะกำลังที่จำเป็น ไม่กินไฟกระชากจากการสตาร์ทบ่อยๆ ดีกว่ารุ่นเก่า ๆ ที่ใช้ Fixed Speed Compressor ที่บังคับให้ระบบทำความเย็นทำงานหนักเกินความจำเป็น ดังนั้น หากธุรกิจยังใช้ระบบ Chiller และ HVAC ที่มีอายุการใช้งานมานาน การอัปเกรดเป็นระบบรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงอาจเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด
ปรับค่า Power Factor ให้เหมาะสม ลดต้นทุนโดยไม่ต้องใช้ไฟน้อยลง
Power Factor Correction (PFC) คือการปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการติดตั้ง Capacitor Bank หรือระบบ PFC เพื่อช่วยให้ระบบไฟทำงานสมดุลขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว โดยเหมาะกับธุรกิจที่มีการใช้เครื่องจักรหรือระบบไฟฟ้าหนักเป็นหลัก
Case Study ธุรกิจ SME ที่ลดต้นทุนไฟฟ้าได้จริง เรียนรู้อะไรได้บ้าง
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Solar Café คาเฟ่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่นำแนวคิด Go Green มาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจจริง โดยไม่ได้มองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงภาพลักษณ์ แต่ใช้เป็นกลยุทธ์บริหารต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว
ร้านกาแฟเป็นธุรกิจที่พึ่งพาอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายประเภท ทั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องชงกาแฟ ตู้แช่ พัดลม ระบบไฟ และอุปกรณ์ครัว ซึ่งส่วนใหญ่ต้องทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวันที่มีลูกค้าหนาแน่น ทำให้ต้นทุนค่าไฟเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญที่กระทบต่อ Margin ของธุรกิจโดยตรง
Solar Café เริ่มต้นติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก ก่อนขยายระบบอย่างต่อเนื่องจนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 16 กิโลวัตต์ เพื่อรองรับการใช้งานของอุปกรณ์หลักภายในร้าน เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องชงกาแฟ พัดลม และระบบแสงสว่าง โดยใช้ระบบ On Grid ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และไฟจากการไฟฟ้า ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบหลักในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้านใช้ไฟมากที่สุด
ถือเป็นตัวอย่างของ SME ที่นำแนวคิด Go Green มาปรับใช้กับธุรกิจจริง พร้อมสร้างผลลัพธ์ด้านต้นทุนและความยั่งยืนไปพร้อมกัน
สุดท้าย ผลลัพธ์ที่ได้จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้อย่างน้อยประมาณ 30% จากการใช้ Solar Rooftop ควบคู่กับการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสม ส่งผลให้ธุรกิจควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ลดการปล่อยคาร์บอน และสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน
อ่านเรื่องราวเต็ม ๆ ของ Solar Café คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ขับเคลื่อนเรื่องการประหยัดพลังงานได้ที่ ศิริวัฒน์ หงส์ศิริวัฒน์ กับ ‘Solar Café’ ร้านที่เสิร์ฟกาแฟและดูแลโลกด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ - Breathe Bangkok
เปลี่ยนต้นทุนพลังงานให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตตามแนวทาง ESG
ลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ไม่ได้ช่วยแค่ลดต้นทุนธุรกิจ แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และต่อยอดสู่การดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG และเป้าหมายด้าน Sustainability ที่หลายองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
E - Environmental (สิ่งแวดล้อม)
การลดใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า และลด Carbon Footprint ของธุรกิจได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Solar Rooftop เปลี่ยนเครื่องจักรประหยัดพลังงาน ใช้ระบบ LED หรือทำ Energy Audit เพื่อค้นหาจุดสูญเสียพลังงาน
S - Social (สังคม)
การบริหารพลังงานที่ดีช่วยยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ระบบแสงสว่าง อากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพนักงาน ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าธุรกิจให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
G - Governance (ธรรมาภิบาล)
การลดต้นทุนไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีข้อมูลรองรับ เช่น การติดตามการใช้พลังงาน วิเคราะห์ต้นทุน และวางแผนลงทุนอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และสร้างเสถียรภาพให้ธุรกิจในระยะยาว
อ่านสาระดี ๆ เกี่ยวกับแนวคิด ESG ในการดำเนินธุรกิจ ได้ที่นี่ ESG คืออะไร? เจาะลึกแนวคิดการลงทุนและธุรกิจยั่งยืนที่ต้องรู้
เปลี่ยนต้นทุนพลังงานให้เป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
เพราะในโลกธุรกิจวันนี้ต้นทุนเรื่องพลังงาน คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญของความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ โดยเฉพาะในสนามของ SME ที่เริ่มวางแผนและบริหารพลังงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ จะมีโอกาสควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า รับมือความผันผวนได้มากกว่า และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
Bangkok Bank SME พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวสู่ธุรกิจยุคใหม่ ทั้งด้านองค์ความรู้ โซลูชันทางการเงิน และแนวทางการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในทุกสภาวะเศรษฐกิจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าธุรกิจใช้ไฟฟ้าไม่เยอะ ยังจำเป็นต้องลดต้นทุนไฟฟ้าไหม?
จำเป็น เพราะแม้ธุรกิจจะใช้ไฟฟ้าไม่สูงเท่าภาคการผลิต แต่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องยังส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาว การเริ่มบริหารการใช้พลังงานตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ธุรกิจควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างวินัยด้านต้นทุนที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในอนาคต
ถ้าค่าไฟเพิ่มขึ้นทุกปี ควรแก้ที่พฤติกรรมหรือเทคโนโลยีก่อน?
ทั้งสองส่วนควรทำควบคู่กัน แต่ธุรกิจสามารถเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานก่อน เพราะเป็นวิธีที่ลงทุนต่ำและเห็นผลได้ทันที เช่น ปิดอุปกรณ์เมื่อไม่ใช้งาน ปรับเวลาเดินเครื่องจักร หรือควบคุมอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ จากนั้นจึงค่อยต่อยอดสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบบริหารพลังงาน หรือ Solar Rooftop เพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะยาวที่ชัดเจนมากขึ้น
ระบบ Solar ช่วยลดค่าไฟได้ทุกกรณีหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะความคุ้มค่าของระบบ Solar ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปแบบการใช้ไฟของธุรกิจ ช่วงเวลาที่ใช้ไฟ พื้นที่ติดตั้ง ทิศทางหลังคา และต้นทุนการลงทุน ธุรกิจควรวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานและประเมินความเหมาะสมก่อนลงทุน เพื่อให้ระบบ Solar สามารถช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง
-
สถิติค่า Ft ย้อนหลังปี 2535-2569. PEA . (n.d.) https://www.pea.co.th/our-services/tariff/ft-statistics
-
การแก้ไขตัวประกอบกำลังไฟฟ้า (Power Factor) อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อย่างไร?. AMPERSURE. (n.d.). https://www.ampersure.com/th/
-
โอกาสทอง SMEs! MEA ช่วยจ่ายค่าอุปกรณ์ 25% ลดค่าไฟธุรกิจได้จริง. การไฟฟ้านครหลวง. (n.d.). https://www.mea.or.th/public-relations/corporate-news-activities/announcement/mea-sme-electricity-cost-reduction-25-percent.
-
What is Power Factor Correction (PFC) - Does it help conserve energy?. Shneider Electric. (2025, August 12) https://www.se.com/th/en/faqs/FAQ000259683/
-
ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล. ศิริวัฒน์ หงส์ศิริวัฒน์ กับ ‘Solar Café’ ร้านที่เสิร์ฟกาแฟและดูแลโลกด้วยพลังงานแสงอาทิตย์. สภาลมหายใจกรุงเทพ. (2022, June 16)