เตรียมแหล่งวัตถุดิบและคู่ค้าหลายทาง ให้ธุรกิจเดินต่อได้เมื่อเกิดความผันผวน
SME KnowledgeSME Update

เตรียมแหล่งวัตถุดิบและคู่ค้าหลายทาง ให้ธุรกิจเดินต่อได้เมื่อเกิดความผันผวน

6 ส.ค. 2569
|
28

ในอดีต การบริหารห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ SME เคยให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุน การลดปริมาณสินค้าคงคลัง และการเลือกซัปพลายเออร์ที่สามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของการค้าโลกทำให้เกณฑ์การบริหารซัปพลายเชนต้องครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ความต่อเนื่องในการส่งมอบ ความพร้อมของวัตถุดิบ ความเสี่ยงด้านการขนส่ง ไปจนถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

เหตุการณ์อย่างการปิดเส้นทางขนส่ง การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบระหว่างประเทศ สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่พึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเพียงรายเดียวหรือประเทศเดียวได้โดยตรง หากวัตถุดิบสำคัญเดินทางมาไม่ทัน ธุรกิจอาจผลิตสินค้าไม่ได้ ส่งมอบล่าช้า และสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า แม้ทีมขายและฝ่ายผลิตจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม

แนวคิด Supply Chain Diversification หรือการเพิ่มความหลากหลายให้เครือข่ายซัปพลายเชน จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือสำหรับการกระจายความเสี่ยงซัปพลายเชน ธุรกิจสามารถเตรียมแหล่งจัดซื้อ เส้นทางขนส่ง รูปแบบการสั่งซื้อ และระดับสินค้าคงคลังหลายทางเลือก เพื่อให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อเงื่อนไขทางการค้าเปลี่ยนแปลง

ผู้บริหารหญิงตรวจสอบคลังสินค้าเพื่อวางแผน Supply Chain Diversification 

ทำไมธุรกิจจึงต้องกระจายความเสี่ยงซัปพลายเชน

Just-in-Time (JIT) เป็นแนวคิดการบริหารสินค้าคงคลังที่มุ่งให้วัตถุดิบหรือสินค้าเดินทางมาถึงในช่วงเวลาที่ต้องใช้งานพอดี วิธีนี้ช่วยลดพื้นที่จัดเก็บ ลดต้นทุนการถือครองสินค้า และลดความเสี่ยงจากสินค้าคงคลังที่เสื่อมสภาพหรือล้าสมัย เหมาะกับธุรกิจที่มีข้อมูลคำสั่งซื้อค่อนข้างแม่นยำและสามารถประสานงานกับซัปพลายเออร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อจำกัดของ JIT มักปรากฏชัดเมื่อห่วงโซ่อุปทานมีความผันผวนสูง เพราะระบบที่มีสินค้าคงคลังในระดับต่ำอาจไม่มีเวลารองรับความล่าช้าที่เกิดขึ้นกะทันหัน ตัวอย่างเช่น โรงงานต่างประเทศเลื่อนกำหนดผลิต ท่าเรือเกิดความแออัด เอกสารนำเข้ามีปัญหา หรือค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถจัดส่งตามแผนเดิมได้

การบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานไม่ได้หมายความว่าธุรกิจต้องยกเลิก JIT แล้วกลับไปเก็บวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ควรปรับ JIT ให้มีทางเลือกมากขึ้น เช่น ธุรกิจอาจประยุกต์ใช้แนวคิด JIT ร่วมกับการกระจายแหล่งจัดซื้อในต่างประเทศ (Global) และในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียง (Local) 

ตัวอย่างเช่น SME ที่นำเข้าบรรจุภัณฑ์หลักจากโรงงานในจีน อาจยังคงสั่งซื้อสินค้าส่วนใหญ่จากโรงงานเดิมเพื่อรักษาต้นทุน แต่ควรพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ผลิตในประเทศไทย เวียดนาม หรือมาเลเซียไว้เป็นแหล่งสำรองด้วย หากการนำเข้าจากจีนล่าช้า ธุรกิจสามารถโอนคำสั่งซื้อบางส่วนไปยังผู้ผลิตที่อยู่ใกล้กว่าได้ แม้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถผลิตและส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ตามกำหนด

Supply Chain Diversification จึงเป็นการขยายความหมายของ JIT จากการ “ส่งของให้ทันเวลา” ไปสู่การ “สร้างหลายเส้นทางเพื่อให้มีของใช้ทันเวลา” ซึ่งช่วยให้ธุรกิจรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานได้ดีขึ้น

ศูนย์ขนส่งสินค้าหลายเส้นทาง รองรับ Supply Chain Diversification และการกระจายความเสี่ยงซัปพลายเชน

สร้างความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ

การกระจายความเสี่ยงซัปพลายเชนที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ธุรกิจไม่ควรเพิ่มจำนวนซัปพลายเออร์โดยไม่มีหลักเกณฑ์ เพราะอาจทำให้การควบคุมคุณภาพ เอกสาร และต้นทุนมีความซับซ้อนเกินความจำเป็น แต่ควรเริ่มจากการระบุวัตถุดิบที่มีความสำคัญสูง ประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าแต่ละราย และกำหนดสัดส่วนการสั่งซื้อให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ธุรกิจยอมรับได้

Diverse Sourcing Strategy: กระจายสัดส่วนคู่ค้าเพื่อเพิ่มทางเลือก

Diverse Sourcing Strategy คือการจัดสรรคำสั่งซื้อให้กับซัปพลายเออร์มากกว่าหนึ่งราย เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งจัดซื้อเพียงแหล่งเดียว หนึ่งในรูปแบบที่ SME สามารถเริ่มต้นได้คือ Dual Sourcing หรือการมีซัปพลายเออร์หลักและซัปพลายเออร์สำรองสำหรับวัตถุดิบรายการเดียวกัน

ธุรกิจอาจกำหนดสัดส่วนการสั่งซื้อจากซัปพลายเออร์หลักประมาณ 70% และสั่งซื้อจาก Alternative Suppliers อีก 30% โดยซัปพลายเออร์หลักยังคงได้รับคำสั่งซื้อส่วนใหญ่ เพราะสามารถควบคุมต้นทุน คุณภาพ และกำลังการผลิตได้ดี ขณะที่ซัปพลายเออร์สำรองจะได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องในระดับที่เพียงพอต่อการรักษาความสัมพันธ์และความพร้อมในการผลิต

การสั่งซื้อจากคู่ค้าสำรองเป็นระยะมีความสำคัญ เพราะการมีรายชื่อผู้ผลิตอยู่ในฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าผู้ผลิตรายนั้นจะรองรับออร์เดอร์เร่งด่วนได้ ธุรกิจควรทดลองสั่งซื้อ ตรวจสอบคุณภาพสินค้า ทดสอบระยะเวลาการส่งมอบ และทำความเข้าใจเงื่อนไขการชำระเงินก่อนเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ระบบจัดการซัปพลายเออร์ควรบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น ราคาเฉลี่ย ปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ กำลังการผลิต ระยะเวลาจัดส่ง อัตราของเสีย ความตรงต่อเวลา และความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิต เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถเปรียบเทียบทางเลือกได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการค้นหาซัปพลายเออร์ใหม่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว

พนักงานตรวจสอบสินค้าคงคลัง เพื่อบริหารห่วงโซ่อุปทานและลดความเสี่ยง

Balancing Efficiency and Resilience: สร้างสมดุลระหว่างความคุ้มค่าและความยืดหยุ่น

ความท้าทายของการบริหารห่วงโซ่อุปทานคือการรักษาสมดุลระหว่างความคุ้มค่า (Efficiency) และความยืดหยุ่น (Resilience) หากธุรกิจมุ่งลดต้นทุนมากเกินไป อาจเกิดการพึ่งพาซัปพลายเออร์รายเดียวและมีสินค้าคงคลังต่ำจนไม่มีพื้นที่รองรับความผิดพลาด ในทางกลับกัน หากธุรกิจเตรียมซัปพลายเออร์และสต๊อกสำรองมากเกินไป ต้นทุนการดำเนินงานอาจเพิ่มขึ้นจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน

วิธีสร้างสมดุลคือการแบ่งวัตถุดิบตามระดับความสำคัญและความเสี่ยง เช่น

  • วัตถุดิบกลุ่ม Critical Items เป็นรายการที่หากขาดแล้วต้องหยุดการผลิต ควรมีซัปพลายเออร์สำรอง สินค้าคงคลังขั้นต่ำ และแผนขนส่งทางเลือกอย่างชัดเจน

  • วัตถุดิบกลุ่ม Leverage Items เป็นสินค้าที่มีผู้ขายหลายรายและมีมูลค่าการสั่งซื้อสูง ธุรกิจสามารถใช้การแข่งขันด้านราคาเพื่อบริหารต้นทุน พร้อมกระจายคำสั่งซื้อบางส่วนเพื่อรักษาทางเลือก

  • วัตถุดิบกลุ่ม Routine Items เป็นสินค้าทั่วไปที่หาได้ง่าย ควรเน้นลดขั้นตอนจัดซื้อ ใช้ระบบสั่งซื้ออัตโนมัติ หรือทำสัญญาระยะยาวเพื่อลดภาระงานของทีม

  • วัตถุดิบกลุ่ม Bottleneck Items เป็นสินค้ามูลค่าไม่สูงแต่หาแหล่งทดแทนยาก ควรเน้นการถือสต๊อกเพื่อความปลอดภัยและติดตามความเสี่ยงของซัปพลายเออร์อย่างใกล้ชิด

งบประมาณที่ใช้สร้างแผนสำรองสามารถมองได้ในลักษณะเดียวกับเบี้ยประกันภัย ธุรกิจอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการทดสอบซัปพลายเออร์ใหม่ การถือ Safety Stock หรือการเลือกเส้นทางขนส่งที่มีราคาสูงกว่า แต่ต้นทุนดังกล่าวช่วยลดความเสียหายจากการหยุดผลิต การส่งมอบล่าช้า และค่าปรับตามสัญญาได้

ที่สำคัญคือ SME ควรเชื่อมโยง Supply Chain Diversification เข้ากับ Sustainable Sourcing ด้วย โดยประเมินซัปพลายเออร์จากมาตรฐานแรงงาน การใช้วัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การจัดการของเสีย และความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การกระจายแหล่งจัดซื้อจึงสามารถสร้างทั้งความมั่นคงทางธุรกิจและความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของลูกค้ารายใหญ่

ผู้บริหารวางแผนเครือข่ายซัปพลายเออร์ทั่วโลกผ่านระบบจัดการซัปพลายเออร์

แนวทางเริ่มต้นสำหรับ SME

SME สามารถเริ่มสร้าง Supply Chain Diversification โดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการจัดซื้อทั้งหมดพร้อมกัน แต่ให้ใช้แนวทางต่อไปนี้

  • ขั้นแรก ควรให้ทีม Procurement เลือกวัตถุดิบหรือสินค้าที่เป็นหัวใจของธุรกิจจำนวน 3 รายการ โดยพิจารณาจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากสินค้านั้นขาดแคลน

  • ขั้นที่สอง ให้รวบรวมข้อมูลของซัปพลายเออร์ปัจจุบัน ทั้งประเทศต้นทาง ระยะเวลาผลิต Lead Time การขนส่ง ปริมาณขั้นต่ำ และเหตุการณ์ส่งมอบล่าช้าในอดีต พร้อมค้นหาพาร์ตเนอร์สำรองในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น ประเทศในกลุ่มอาเซียนหรือผู้ผลิตภายในประเทศ

  • ขั้นที่สาม คือการทดลองสั่งซื้อในปริมาณเล็กน้อย เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้า ระยะเวลาจัดส่ง ความถูกต้องของเอกสาร และประสิทธิภาพในการสื่อสาร หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลของซัปพลายเออร์แต่ละรายมาจัดทำฐานข้อมูลเปรียบเทียบ

ธุรกิจสามารถนำข้อมูลมาแสดงผลบน Dashboard ผ่านเครื่องมืออย่าง Looker Studio เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของต้นทุน Lead Time สัดส่วนคำสั่งซื้อ และระดับความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานแบบเป็นระบบ ส่วน Dashboard ควรมีสัญญาณเตือนเมื่อซัปพลายเออร์ส่งมอบล่าช้าต่อเนื่อง ต้นทุนเพิ่มผิดปกติ หรืออัตราของเสียสูงกว่ามาตรฐาน

ตัวชี้วัดที่สามารถนำมาใช้ได้คือ Supplier Risk Index ซึ่งให้คะแนนซัปพลายเออร์จากหลายองค์ประกอบ เช่น On-time Delivery Rate คุณภาพสินค้า ความยืดหยุ่นในการรับออร์เดอร์เร่งด่วน ความมั่นคงทางการเงิน ความเสี่ยงของประเทศต้นทาง และความพร้อมด้าน Sustainable Sourcing

ตัวอย่างการให้น้ำหนักคะแนนอาจแบ่งได้ดังนี้

  • ความตรงต่อเวลา 30% 

  • คุณภาพสินค้า 25% 

  • ความยืดหยุ่นด้านกำลังการผลิต 20%

  •  ต้นทุน 15% 

  • ข้อมูลด้านความยั่งยืน 10% 

ธุรกิจต้องกำหนดหลักการให้ชัดเจนว่าคะแนน Supplier Risk Index ถูกตีความอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากกำหนดให้คะแนนสูงหมายถึงความเสี่ยงสูง ซัปพลายเออร์ที่ได้คะแนนสูงควรได้รับการติดตามเป็นพิเศษ พร้อมกำหนดมาตรการลดความเสี่ยง เช่น เพิ่มสต๊อกสำรอง ลดสัดส่วนคำสั่งซื้อ หรือค้นหาผู้ผลิตทางเลือกเพิ่มเติม

ในทางกลับกัน หากระบบให้คะแนนสูงกับซัปพลายเออร์ที่มีผลการดำเนินงานดี ควรตั้งชื่อเป็น Supplier Performance Score เพื่อป้องกันความสับสนในการนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ

การกระจายความเสี่ยงซัปพลายเชนจึงไม่ใช่โครงการที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทบทวนตามสถานการณ์ตลาด ต้นทุน และความสามารถของคู่ค้า ธุรกิจที่ออกแบบทางเลือกสำรองไว้อย่างรอบคอบ คือธุรกิจที่พร้อมเดินหน้าและส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Just-in-Time Production. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.lean.org/lexicon-terms/just-in-time-production/

  2. What is sourcing?. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.ibm.com/think/topics/sourcing

  3. What is supply chain resilience?. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.ibm.com/think/topics/supply-chain-resiliency

  4. What is supply chain risk management (SCRM)?. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.ibm.com/think/topics/supply-chain-risk-management.

 

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333